ความขยัน

เมื่อ ‘ ความขยัน ‘ กำลังทำร้ายฉัน

เรื่องAdminAlljitblog

“ คุณค่าของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่คุณทำ ” การตั้งใจทำงาน ขยันทำงานเป็นเรื่องที่ดีต่อองค์กรและดีต่อตัวเราจริงๆ (หรอ)? เมื่อ ความขยัน กำลังทำร้ายเราโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

 

วันนี้ Alljit Podcast กับรายการ Learn & Share อยากจะชวนทุกคนมาสำรวจกับภาวะ Toxic Productivity ให้เข้าใจในตัวเองและวิธีรับมือ . . .

ความขยัน ที่ไม่ได้ส่งผลดี

 “ยุคที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ” ในปัจจุบันเป็นเรามักจะเห็นได้บ่อยด้วยค่านิยม ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิต ที่แข่งขันสูง อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียสร้างช่องทางทำมาหากิน

 

ทำให้หนุ่มสาวที่ยังเรียนไม่จบเริ่มต้นเร็ว บางคนประสบความสำเร็จก่อนคนที่เรียนมหาลัยหรือคนที่ทำงานแล้ว

 

จนบางคนที่มีความสุขกับการที่อยู่กับที่ต้องแอคทีฟมากขึ้นจนทำร้ายตัวเองฝืนตัวเองจนไม่มีความสุข …

มีงานศึกษาวิจัยออกมายืนยันว่าการ WFH นั้นมีประโยชน์และสามารถช่วยเพิ่ม Productivity ของพนักงานได้ Productivity เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการทำงาน เชื่อว่าทุกคนมี Productivity อยู่ในตัว

 

บางคนอาจจะมีน้อยบางคนก็มีมาก แต่อะไรที่มันมากเกินไปมันก็ไม่เกิดผลดี

 

ถ้ามันมีมากไปจนมันมาทำร้ายเรา จิตใต้สำนึกมันทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องยุ่งตลอดเวลา ๆ มีงานเข้ามาในหัวทุกๆ 24 ชั่วโมง จนเราขาดการ work life balance ไป มันจะกลายเป็น oxic productivity

 

Toxic productivity หมายถึง ความต้องการที่จะใช้ชีวิตให้ productive อยู่ตลอดเวลาการพยายามทำอะไรให้เยอะเข้าไว้ทำงานทั้งวัน หลังเลิกงาน

 

บางคนเลือกที่จะออกกำลังกายต่อ เรียนคอร์สออนไลน์ต่อ หรือทำอะไรบางอย่างที่ต้องใช้แรงกายแรงสมองเกินที่จำเป็นต้องทำ

 

หรือเกินขีดจำกัดตัวเอง ไม่อนุญาตให้ตัวเองพักผ่อนเพราะกลัวจะต้องเจอกับความรู้สึกผิดความรู้สึกกังวลว่าตัวเองจะทำไม่มากพอทำไม่ดีพอ แล้วจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม จะกลายเป็นคนขี้แพ้ คนไร้ค่า

 

หากกำลังเป็นแบบนี้อยู่ ถือว่าเข้าข่าย toxic productivity

ผลกระทบของ Toxic productivity หนักหนากว่าที่คิดหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้น คือ ความรู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อความเหนื่อยล้าถูกสะสมไว้เรื่อย ๆ Burn out syndrome หรือ ภาวะหมดไฟ อาจตามมา

 

ซึ่งเป็นภาวะเหนื่อยล้าทางกาย ทางใจ และทางอารมณ์ จากความเครียดที่มากและนานเกินไป

 

วิธีรับมือ ความขยัน ที่ไม่ส่งผลดี

1. ฝึกการใช้ Work-life balance

Work-life balance คือ การแบ่งเวลาให้ทั้งกับงานและชีวิตส่วนตัว การกำหนดไว้อย่างชัดเจนเลยว่า วันไหน ทำอะไร แบบละเอียด เอาแบบที่คิดว่าเหมาะกับตัวของเราเอง Highlight ของ Work-life balance

 

คือ เมื่ออยู่ในเวลาพัก จะต้องพักจริง ๆ เวลาที่เผลอคิดหรือกังวลเรื่องงาน

 

ต้องพยายามรู้ทันความคิดและความรู้สึกตัวเอง แค่รู้ทันบางครั้งความคิดและความกังวลตรงนั้นจะหายไปเลย แต่ถ้าไม่หายไปเลยต้องเตือนตัวเองค่ะว่า “ตอนนี้อยู่ในเวลาพักนะ” เพื่อให้กลับมาอยู่กับหนังที่เราดู กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจที่เราทำ 

 

2. Self-talk/Self care

Self-talk เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะ Self-talk เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นทุกข์จาก toxic productivity Self-talk คือการคุยกับตัวเองเสียงที่อยู่ในหัว

 

ลองสำรวจตัวเองดูว่า พอไม่ทำงานเท่าที่คิดว่าต้องทำ ไม่ productive เท่าที่คิดว่าควรเป็น ได้ตำหนิตัวเองหรือเปล่า?

 

แค่คำว่า “ทำไม” ขึ้นต้นประโยคที่คุยกับตัวเองอย่าง. . . ทำไมถึงไม่เอาไหนเลยนะ? ทำไมถึงไม่ขยันเหมือนคนอื่นเลยนะ? ทำร้ายตัวเราเองได้มากกว่าที่คิด

 

การด่าการว่าตัวเองมีการศึกษาทางจิตวิทยาเกี่ยวกับ self-talk มากมายที่พบว่า self-talk มีผลต่อ performance หรือ การทำสิ่งต่าง

 

การชื่นชมตัวเองเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ การชื่นชมตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้นด้วยนอกจากการ Self-talk เราต้องอย่าลืม Self care ด้วย

 

อย่าทำงานหนักจนลืมที่จะทานอาหาร พักผ่อน หรือบำรุงอะไรดี ๆ ให้กับร่างกาย ในช่วงเวลาที่เราเร่งรีบและยุ่งนอกจากจะเกี่ยวกับสภาพจิตใจของเราแล้ว สุขภาพกายก็สำคัญมาก ๆ เลย 

3. เราชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นหรือเปล่า? 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในยุคปัจจุบัน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เห็นชีวิตคนอื่น. . . อย่างแรก คือ สำรวจตัวเอง ให้มั่นใจว่าเราต้องการอะไร เราต้องการใช้ชีวิตแบบไหน แล้วโฟกัสกับชีวิตตัวเองพอ

 

เพราะทุกคนมีจังหวะการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน มีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน