Posts

นิทรรศการ “Turn Your Scars into Stars” “แม้จะเจ็บปวดแต่คุณก็งดงาม” เป็นนิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่เจอกับประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่สวยงาม

 

และกลายเป็นบาดแผลที่เจ็บปวดผ่านผลงานศิลปะ นิทรรศการจัดในวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ The Palette Artspace

 

ทางทีมงาน Alljit ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พวกเราเลยอยากมาเเชร์ความประทับใจและเเรงบันดาลใจที่ได้จากงานนี้กัน 

 

การเดินชมงานศิลปะ ทำไมถึงรู้สึกดีขึ้นได้ขนาดนี้นะ?

“ศิลปะบำบัด” อาจให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ การไปเดินชมงานศิลปะ เราไม่ได้ใช้เหตุผลและตรรกะ ในการอ่านทำความเข้าใจนัยยะของภาพ แต่เราใช้ “ความรู้สึก” ต่างหาก

 

ภาพนี้เราตีความออกมาเป็นแบบนี้เพราะเราทัชกับสิ่งนี้ ภาพนั้นเราตีความไปอีกแบบเพราะเคยผ่านประสบการณ์ประมาณนี้มาก่อน ความสนุกของการไปเดินชมงานศิลปะคงเป็นตรงนี้แหละ

 

และสิ่งที่ได้จากการไปชมงานในวันนั้นไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่เป็นแง่มุมและกำลังใจที่ได้กลับมา การที่รับรู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว มีเพื่อน ๆ มากมายที่เคยประสบกับความเจ็บปวด

 

พวกเขาได้ก้าวผ่านมาได้ เหมือนเป็นกำลังใจเล็ก ๆ ได้เหมือนกัน 

 

 

 “ทำยังไงก็ได้ให้เรารู้สึกมีความสุขที่สุด”

ในวันนั้นได้พบกับ น้องธันย์-ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือ น้องธันย์ สาวน้อยคิดบวก 

 

เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก หรือได้ยินชื่อน้องธันย์กันมาบ้าง เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว คงเคยได้ยินข่าวเด็กวัย 14 ปีเกิดอุบัติเหตุตกรถไฟฟ้าสิงคโปร์ จนทำให้สูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง

 

เธอผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไรกัน ?

ในช่วงหนึ่งของนิทรรศการน้องธันย์ได้เล่าให้ฟังว่า เธอเริ่มจาก “การมองศัตรูให้เป็นเพื่อน” ความพิการที่เกิดขึ้นก็คือศัตรูที่เธอต้องพบเจอและต่อสู้ แต่พอสุดท้ายแล้วเธอทำให้ศัตรูกลายเป็นเพื่อนที่สนิทมาก ๆ

 

มันได้ทำให้เรารู้จักเพื่อนคนนี้ในทางที่ดีและได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายจากความเจ็บปวดในครั้งนั้น  “ทำยังไงก็ได้ให้เรารู้สึกมีความสุขที่สุด” คนส่วนใหญ่ชอบมองว่าคนพิการจะต้องอยู่บ้านเฉย ๆ

 

นั่งวีลแชร์เฉย ๆ แต่การนั่งวีลแชร์ของเธอก็มีความสุขได้ มีความสุขกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และเราจะมองทุกอย่างในทางที่ดีขึ้น

 

หนึ่งสิ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คือ คุณพ่อของน้องธันย์น่ารักมาก พ่ออยู่ข้าง ๆ น้องตลอดเวลา ในขณะที่ก่อนจะสัมภาษณ์พ่อเองก็คอยประคองน้องธันย์ขึ้น-ลงเวที ถ่ายรูปเวลาน้องกำลังพูดคุยกับสื่อ 

 

สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เวลาที่คุณพ่อกำลังมองน้องก็คือ ภายในแมสนั้นกำลังมีรอยยิ้มของพ่อที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลา ในทุกครั้งที่มองน้องธันย์ สิ่งนี้เป็นอีกสึ่งหนึ่งที่สวยงามและน่าประทับใจ

 

 

ถ่ายทอดความเจ็บปวดผ่านผลงานศิลปะ

 

ในวันนั้นมีการเปิดตัวผลงานศิลปินชื่อดัง 11 ท่าน คือ คิ้วต่ำ, Tum Ulit , Art of Hongtae,Banana Blah Blah,Manasawii ,puck ,โรแมนติกร้าย,meetmrtwo,Yugo และ Pearytopia

 

และมีช่วงเวลาที่สัมภาษณ์ถึงคอนเซ็ปและเเรงบันดาลใจจากผลงาน ศิลปินแต่ละต่างมีมุมมองในแง่ของความเจ็บปวดที่น่าสนใจมากๆ เช่น

 

1. Farewell “ลาก่อน รักเก่า Parting is such sweet sorrow”

 เป็นผลงานของคุณ Art of Hongtae ที่เล่าเรื่องราวของการจบความสัมพันธ์ ผ่านภาพของการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ การเลิกราเป็นประสบการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดสำหรับทุกคน

 

แต่คุณฮ่องเต้กลับนำเสนอในอีกมุมมองหนึ่งว่า ความเจ็บปวดนี้อาจเป็นอีกหนึ่งความเศร้าที่งดงาม ภาพที่ออกมาจะดูละมุนและดูเศร้าในเวลาเดียวกัน 

 

ด้วยความที่องค์ประกอบภาพหลักของภาพมีเพียง 2 อย่างคือ ‘คนหัวก้อนเมฆ สัญลักษณ์แทนความเครียดและความเศร้า’ และ ‘ท้องฟ้าสีอ่อนหวาน’ ทำให้อารมณ์ของภาพดูเศร้า เหงา

 

โดดเดี่ยวแต่งดงามไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเข้ากับ concept เรื่องการจากลาในมุมของคุณฮ่องเต้ ใจความของประโยคน่าประทับใจประโยคหนึ่งที่คุณฮ่องเต้พูดถึงผลงานของตัวเอง คือ

 

“ถ้าเรามองเรื่องการจากลาเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง เหมือนการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ เราคงมีความสุขง่ายขึ้น”

 

 

2.Someday This PAIN will be USEFUL

 

 

Someday This PAIN will be USEFUL ของคุณ ไตรภัค สุภวัฒนา นามปากกา PUCK ตอนที่เดินเข้าไปในงานรู้สึกว่าภาพนี้ดึงดูดใจมาก ๆ

 

ทั้งสีสันที่ฉูดฉาด รายละเอียดในภาพที่มีดีเทลเยอะแต่ลงตัวอย่างกลมกล่อม ในรูปภาพจะมีรูปประภาคารที่โดดเด่น 

 

และมีหลายอย่าง ๆ ที่ห้อมล้อมประภาคารนั้นเอาไว้ ตรงกลางของภาพจะมีรูปผู้หญิงที่กำลังเดินเข้าประภาคาร ซึ่งที่รู้สึกถึงความหมายภาพนี้คือทุกแม้ว่าความสุขของเราจะอยู่บนยอดประภาคาร

 

หรืออยู่ที่ไหนสักแห่ง ในตอนนี้เราอาจกำลังจมอยู่ในความทุกข์แต่สิ่งที่เป็นทุกข์คงไม่ได้อยู่กับเราเสมอไป ทุกก้าวแห่งความเจ็บปวดพาไปยังความสุขที่ผ่านการเรียนรู้

 

ซึ่งคุณภัคได้บอกว่า “ หลายครั้งที่จมอยู่กับความทุกข์ ฉันลองค้นหาความสุขรอบๆ ตัวแต่ภาพแห่งความสุขนั้นพร่ามัวเหลือเกิน ใครสักคนเคยบอกไว้ว่าจริงๆ แล้วชีวิตเรานั้นเต็มไปด้วยความทุกข์

 

ความสุขนั้นเป็นเพียงสายลมเย็นที่นานๆ จะพัดผ่านมาที หากเป็นเช่นนั้นแล้วความทุกข์ก็ไม่ต่างจากกองไฟร้อนที่ตั้งอยู่ข้างกายเรา ไอร้อนที่อยู่กับเราเสมอมาหรืออาจเพราะมีไอร้อนนี้

 

ทุกครั้งที่ลมเย็นพัดผ่าน ฉันจึงรู้สึกถึงคุณค่าของลมเย็นนั้นจริงๆ ”

 

3. Thank You “ขอบใจที่เจ็บ” 

 

ชื่อศิลปิน : คิ้วต่ำ

 

“ความเจ็บปวด คงเป็นเหมือนช่วงเวลาเเรกตอนเลี้ยงแมวสักตัว เราอาจได้บาดแผลมากมาย แต่หากเราใช้เวลาเข้าใจ เรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัวให้ได้ ความเจ็บปวดนั้น ก็จะเป็นความสัมพันธ์อันงดงาม”

 

การที่คุณคิ้วต่ำเปรียบเทียบความเจ็บปวดกับแมว ทำให้ค่อนข้างเห็นภาพชัดขึ้นว่า ทุกความเสียใจ ทุกความเจ็บปวดมันมีขั้นมีตอนของมัน วันแรกที่เราเจ็บ เราจะรับมือไม่ไหว ไม่รู้ต้องทำยังไง 

 

แต่เราจะเรียนรู้ที่จะยอมรับเข้าใจ และอยู่ร่วมกับมันได้ เมื่อได้เรียนรู้ เราจะพบเจอกับความสวยงามบางอย่าง  บาดแผลจะจางไป รอยยิ้มจะกลับมา

 

 

4. Equality Cake Planet

ในงานยังมีศิลปินนักเขียนนามปากกา โรแมนติกร้าย หรือ คุณ Win nimman เข้าร่วมในนิทรรศการนี้อีกด้วย ซึ่งคุณวินได้ห่างหายจากการวาดภาพไปค่อนข้างนานพอสมควร

 

และยังบอกอีกว่านิทรรศการนี้ทำให้คุณวินอยากกลับมาวาดภาพอีกครั้ง โดยผลงานในนิทรรศการมีชื่อภาพว่า Equality Cake Planet ซึ่งมีสีสันสดใส ความเป็นกวี ความรักในขนมหวานตามสไตล์โรแมนติกร้าย 

 

“เค้กก้อนสีชมพู ถึงแม้ว่ามันจะสวยงาม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เคยพบกับความเจ็บปวด แค่มันเลือกจะเป็นชมพูแบบนั้นต่อไป อย่าให้โลกที่โหดร้ายมาเปลี่ยนความชมพูของเรา”

 

และมีบทกวีในเค้กเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘be who you are as you wish we are all equal on this sweet-lonely planet’ ซึ่งตีความหมายถึงความเท่าเทียม ความเป็น feminist

 

ซึ่งเชื่อในความเท่าเทียมของทุกคนและทุกเพศ ภาพเค้กที่โรยด้วยเกล็ดน้ำตาลแท่งหลากหลายสีได้แทนถึงความเท่าเทียมทางเพศ ลดความอคติ เค้กในภาพจะช่วยลดความเจ็บปวดให้กับทุก ๆ คน

 

และยังเป็นเค้กที่ทุกเพศทุกวัยสามารถเอนจอยได้อีกด้วย 

 

อีกสิ่งที่อยากจะเล่าให้กับทุก ๆ คนได้ฟังคือ ตั้งแต่คุณวินเดินเข้างานมา มีน้อง ๆ แฟนคลับ หรือที่คุณวินเรียกว่า ‘แก๊งสายหวาน’ รอคุณวินตั้งแต่เดินเข้ามา มีการขอถ่ายรูปและชื่นชมผลงานโรแมนติกร้าย

 

บรรยากาศการที่แฟนคลับพูดคุยกับคุณวินอบอุ่นและเป็นกันเองมาก ในขณะที่คุณวินพูดอยู่บนเวลาทีนั้น ยังได้พูดถึงความเท่าเทียมซึ่งทำให้เราได้รู้สึกว่า

 

ความเท่าเทียมคือสิ่งสำคัญมากที่เราทุก ๆ คนควรตระหนักถึง

 

5.Another purpose of pain

ชื่อศิลปิน: Meetmrtwo

 

“Sometime,pain can become your cure.”

 

โดยคุณสองได้อธิบายถึงผลงานชิ้นนี้เอาไว้ว่า การที่ชีวิตเราผ่านอะไรมามาก ความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่เราพบเจอได้สอนให้เราเรียนรู้เเทนที่จะจมอยู่กับความเจ็บปวด

 

โดยเปรียบความเจ็บปวดที่เราได้พบเป็นเหมือนสีที่ไหลออกมา แล้วเอาสีนั้นมาวาดเป็นจุดหมายของเรา เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เป็นการเปลี่ยนความเจ็บปวดของเราให้กลายเป็นจุดหมาย

 

เเรงบันดาลใจก็มาจาก ชื่อนิทรรศการ Turn Your Scars into Stars ที่บาดแผลทำให้เรามีเลือดไหลออกมา แต่เปลี่ยนจากเลือดตรงนั้นเป็นสีแทน

 

ครั้งแรกที่ได้ฟังคุณสองอธิบายถึงผลงานชิ้นนี้ เป็นสิ่งที่ประทับใจมาก ๆ เพราะบางครั้งความเจ็บปวดก็ทำให้เราล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน ร้องไห้กับมันนับครั้งไม่ถ้วน

 

แต่สุดท้ายความเจ็บปวดที่เราเจอ ในบางครั้งก็ทำให้เราเติบโตขึ้นและกลายเป็นเป้าหมายที่ทำให้ชีวิตเราก้าวต่อไปข้างหน้า

 

 

6.Colorful Daggers

 

ชื่อศิลปิน : Tum Ulit

 

“Fill in the right gap to release yourself from pain”

 

ความรู้สึกแรกที่เห็นผลงานชิ้นนี้ คือ ถ้าอยากจะมีผลงานศิลปะสักชิ้นไว้ในห้องนอน ก็คงเป็นชิ้นนี้ ให้ความรู้สึกน่ารัก อบอุ่นและคงเพิ่ม mood ให้ห้องนอนเป็น Safe Zone ให้เราได้ดี

 

คุณตั้มเล่าว่าได้รับเเรงบันดาลใจจากการถูกทำร้ายด้วยคำพูดหรืออารมณ์ของคนอื่นซ้ำ ๆ เมื่อผ่านความเสียใจจนวันนึงเกิดเป็นการตกตะกอนได้ว่า

 

“เราควรตั้งตนให้อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น” โดยใช้ “เกมเสียบถังโจรสลัด” มาเเทนหัวใจที่ถูกทิ่มเเทง แต่ถ้าเสียบได้ถูกช่อง เราก็จะกระเด็นออกจากความทุกข์นั้น:)

 

ทำให้นึกถึงตอนที่ทาง Alljit ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณตั้มในเรื่องของ  การก้าวผ่านความเจ็บปวด และช่วงเวลาที่ยากที่สุด? คุณตั้มได้บอกว่า

 

“เมื่อเกิดความเจ็บปวดเราจะตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ทำอย่างนั้น? อย่างนี้? ซึ่งเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจเราที่สุด แต่อีกส่วนหนึ่งคือ คำถามว่าเมื่อไหร่เราจะกลับมาเป็นปกติ

 

การรอเวลาเพื่อกลับไปถึงจุดนั้นมันทรมาน เพราะเรารู้สึกว่าการจะกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งต้องต่อสู้กับตัวเองเยอะมาก”

 

เพราะฉะนั้นภาพนี้เป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมใจเหมือนกันว่าในวันนึงเราก็จะออกมาได้แหละ ถังโจรสลัดที่ทำให้เราถูกทิ่มแทงนับครั้งไม่ถ้วนใบนี้

 

เเละวันที่เราทะยานออกมาได้คงเป็นวันที่สดใสเหมือนผลงานของคุณตั้มชิ้นนี้:)

 

ยังมีผลงานของศิลปินอีกหลายท่านที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้ลึกซึ้ง สร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน จนพวกเรายังแอบคุยกันว่า คงเอามาพูดใน Podcast ได้หลายอีพีเลย

Mini Gallery Turn Your Scars into Stars

ภายในงานจะมีผลงานของศิลปินทางบ้านที่ได้เข้าร่วมเป็น Mini Gallery บริเวณชั้นสาม ผลงานของศิลปินทางบ้านถูกประดับด้วยการแขวนเรียงกันให้ผู้เข้างานได้เข้ามาเยี่ยมชม ทุกรูปภาพที่ได้ศิลปินทางบ้าน

 

ได้ทำการวาดภาพเข้ามา มีเรื่องราวที่อยู่ในภาพเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจ การตีความได้อย่างลึกซึ้ง แต่การที่ได้ไปเดินชมก็สัมผัสได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในภาพเหล่านั้น

 

นอกจากจะได้เข้าร่วมใน Mini Gallery แล้ว ทางงานก็มีรางวัลรูปภาพขวัญใจศิลปินทั้ง 11 ท่านหรือ “Artist’s Pick! ” ศิลปินแต่ละท่านจะให้รางวัล การที่ได้รับเข้าร่วมเป็นเรื่องที่น่ายิน

 

และการได้รางวัลจากศิลปินที่ชื่นชอบเหมือนเป็นแรงใจ ประสบการณ์ที่น่ายินดีและจุดประกายความฝันให้ยิ่งขึ้นไป 

 

ในส่วนของชั้น 3 ที่นอกจากจะจัดแสดง Mini Gallery Turn Your Scars into Stars แล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ คือ Art Market เอาใจสายช้อปงาน Hand made อย่างเรา ๆ

 

ร้านมากมายถึงเกือบ 20 ร้าน อาทิเช่น สติ๊กเกอร์ลายน่ารัก ๆ, กระเป๋าถักจากไหมพรม สมุดโน้ต กำไลข้อมือ ต่างหู เทียนหอม เป็นต้น เรียกว่าถ้าไม่คุมสติดี ๆ ได้มีกระเป๋าฉีกแน่ ๆ งานนี้ 

 

เปิดไพ่ฮีลใจและค้นหาคริสตัลประจำตัว

สิ่งนึงที่ทางทีมงานเสียดายมาก ๆ คือ อดเข้า Workshop ในงานวันที่ 5 เพราะเป็น Workshop ที่น่าสนใจมาก แต่อาจจะเป็นความโชคดีบนความน่าเสียดายที่เราได้มีโอกาสไปเปิดไพ่

 

และเลือกหินประจำตัวที่โต๊ะเล็ก ๆ ของคุณแอ้และคุณแคท ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์แทน

 

เปิดไพ่ฮีลใจ

จากคุณ แอ้ Memo Smile จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการดูดวงนั่นแหละ แต่สิ่งที่แตกต่างจากการดูดวงที่ผ่านมาของเราคือ คำพูดที่ว่า

“การดูดวงที่ดี คือ การดูแล้วเห็นเส้นทางของตัวเอง หรือช่วยให้การตันสินใจได้ง่ายขึ้น”  ถ้าดูแล้วจิตตก กังวล อาจจะไม่ใช่การดูดวงที่ดีนัก เป็นคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่า การดูดวงครั้งนี้พิเศษตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลย 

 

แล้วก็พิเศษแบบนั้นจริง ๆ ช่วงเปิดไพ่ ก็พบว่า เส้นทางของเราอาจจะไม่ได้สวยงามตลอดทั้งเส้น แต่ขอให้เชื่อมั่น และลงมือทำ เพราะเธอมาถูกทางแล้ว… แต่ความมั่นใจเราก็ยังมาไม่สุดทางอยู่ดี 

 

คุณเเอ้จับมือเรา พร้อมให้เปิดไพ่ใบสุดท้าย ที่บอกว่า “ KEEP YOUR HEART OPEN EVEN WHEN IT HURTS” และนั่นคือคำตอบของทุกอย่างที่ทำให้พลังความมั่นใจในตัวเราถูกเติม 

 

ความประทับใจอีกอย่างในระหว่างการเปิดไพ่ คือ  มีกล้องหลายตัว เข้ามาจับภาพ แต่คุณแอ้กังวลเพราะหน้าสด เราเลยอาสา ปัดแก้มให้ พร้อมยื่นกระจกให้ทาตาด้วย

 

มันคือความสัมพันธ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา แต่มันทำให้ใจฟูจริง ๆ   ปิดท้ายด้วยการ กอดให้กำลังใจ วินาทีนั้นเราตั้งใจหลับตา และตั้งใจรับพลังนั้นเข้ามา  

 

จากไม่กี่นาทีที่คุย จากไม่กี่เสี้ยววินาทีที่สัมผัสกัน  มันเป็นพลังบวกที่ส่งถึงกันจริง ๆ  และคุ้มค่าที่ได้ไปร่วมงาน “Turn Yours Scars into Stars” 

 

 

My Crystal Mandala

จาก “คุณแคทผู้เชี่ยวชาญทางด้านหินแร่” ในการค้นพบคริสตัลประจำตัวของคุณและสัมผัสพลังงานของผืนดิน

 

เพราะชีวิตต้องเจอกับเรื่องราวที่เจ็บปวด สิ่งที่ช่วยฮีลใจในวันยาก ๆ อาจจะเป็น ‘คริสตัล’ My Crystal Mandala เป็นเวิร์คช็อปที่จะพาทุกคนค้นหาหินประจำตัว

 

ซึ่งหลาย ๆ ครั้ง หินเหล่านี้อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมถึงช่วยดึงดูดสิ่งที่ดีเข้ามา  ตอนที่เข้าไปที่บูธ ได้รับการแนะนำดีมาก หินประจำตัวเลยเป็นสิ่งใหม่อีกสิ่งหนึ่งที่ได้รู้จักจากนิทรรศการนี้ 

 

 

การที่เราได้พาตัวเองให้ถูกล้อมรอบไปด้วยผลงานศิลปะของคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดเหมือนกัน เจอกับบาดแผลเหมือนกัน  ทำให้เราได้ฮีลใจของตัวเอง

 

ได้รับกำลังใจจากคนที่เคยเจอกับประสบการณ์ที่ไม่ดีเหมือนกันและได้มองตัวเองในมุมมองใหม่ว่า แม้จะเจ็บปวดมากแค่ไหน แต่เราก็ยังคงสวยงามเหมือนเคย…

 

“ขอบคุณที่ก้าวผ่านความเจ็บปวดในวันนั้น มาเป็นเธอในวันนี้” – จาก Alljit

เคยดูละครดัง เช่น จำเลยรัก,เกมส์ร้ายเกมส์รัก,Beauty and the Beast  ทรชนคนปล้นโลก

 

ที่พระเอกจะร้ายกาจ ทำร้ายจิตใจ ทำร้ายร่างกาย เป็นโจรปล้น แต่ทำไมเรายังรัก เพราะเขาหล่อ หรือเพราะมีเสน่ห์ หรือเพราะเป็นละคร

 

stockholm syndrom

 

 แต่ในชีวิตจริงมีเกิดขึ้นเหมือนกันนะ มีคำเรียกว่า Stockholm Syndrome

 

 

Stockholm Syndrome

แนวคิดพื้นฐานของ Stockholm Syndrome คือ ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ภายใต้การกดขี่หรือถูกทำร้าย

 

เป็นอาการของคนที่ตกเป็นเชลยหรือตัวประกันเกิดมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ คนที่เป็นคนร้ายหลังจากต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง 

 

โดยความรุนแรงและการกดขี่เหล่านี้อาจมาในรูปแบบของคำพูด การทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ หรือการลิดรอนสิทธิ์บางอย่างในตัวเหยื่อ 

 

สิ่งเหล่านี้เกิดได้ทุกวันและอาจต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงอาจเพิ่มรอยแผลและความบอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับเหยื่อได้

 

แต่เมื่อผู้ที่กดขี่แสดงความเห็นใจ แม้จะเล็กน้อยก็อาจทำให้เหยื่อรู้สึกถึงความดีและ เจตนาที่ดีของผู้กระทำจนทำให้เกิดความผูกพันหรือความรักในที่สุด

 

ดังนั้น Stockholm Syndrome อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวสักเท่าไร

 

Stockholm เป็นกลไกในการรับมือกับสถานการณ์ที่ถูกคุมขังหรือถูกทารุณกรรม ซึ่งคน ๆ นึงสามารถพัฒนาเป็นความรู้สึกเชิงบวกต่อผู้จับกุมหรือผู้ทารุณกรรม

 

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายคนถือว่าความรู้สึกเชิงบวกของเหยื่อที่มีต่อผู้ทำร้ายนั้นเป็นการตอบสนองทางจิตใจ

 

เป็นกลไกในการรับมือ ที่พวกเขาใช้เพื่อเอาตัวรอดจากบาดแผลทางใจหรือถูกทารุณกรรมเป็นเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือแม้แต่หลายปี

 

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาการตกหลุมรักหรือผูกพันอาการนี้อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ถูกลักพาตัวหรือถูกทำร้าย

 

โดยทั้งเหยื่อและผู้ร้ายอาจเกิดความผูกพันหรือเกิดความเห็นใจซึ่งกันและกันจากระยะเวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน

 

 

ทำไมถึงชื่อ Stockholm Syndrome

Stockholm Syndrome ถูกพบและตั้งชื่อครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1973 ณ เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อเกิดเหตุการณ์ปล้นธนาคาร

 

และโจรได้จับตัวประกันไว้ 4 คน แต่เมื่อคดีถูกสะสาง ตัวประกันที่ถูกลักพาตัวไป ปฏิเสธในการเป็นพยาน

 

รวมทั้งหาเงินเพื่อสนับสนุนผู้ก่อเหตุอีกด้วย นับแต่นั้นมาอาการที่เหยื่อเกิดความเห็นใจหรือรู้สึกทางบวกกับผู้ก่อเหตุจึงมักเรียกกันว่า Stockholm Syndrome

 

โดยเป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้อาจมีมานาน แต่ไม่ได้มีนิยามหรือการตั้งชื่อเรียกที่ชัดเจน

 

 

อาการของ Stockholm Syndrome

Stockholm เป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนและมักเข้าใจผิด Stockholm ไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นภาวะสุขภาพจิต

 

ตามคู่มือการวินิจฉัยและสถิติความผิดปกติทางจิต สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) มองว่านี่เป็นการตอบสนองทางจิตใจและอารมณ์แทน

 

 

 

 

 

สถานการณ์ 

 

ในที่ทำงาน

 

ในบริบทนี้ อาจหมายถึงความผูกพันทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง แม้ในสถานการณ์ที่นายจ้างผิด หรือแสวงหาผลประโยชน์ก็ตาม

 

ในที่ทำงานอาจรู้สึกติดอยู่ในงานเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือในทางปฏิบัติอื่น ๆ และอาจต้องพึ่งพานายจ้างทางอารมณ์

 

อาจนำไปสู่การที่พนักงานระบุตัวตน และปกป้องนายจ้างได้ แม้ว่าจะเผชิญกับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมหรือการละเมิดก็ตาม

 

 

ในครอบครัว  

 

เกิดขึ้นได้ในบางครอบครัว เพราะว่าบางครั้งพ่อแม่ พี่น้องอาจจะทำร้ายจิตใจ หรือถึงขั้นทำร้ายร่างกาย แต่พอเขาทำดีกับเรา หรือใช้เหตุผลว่ารัก เป็นห่วง เราก็จะยอม เราก็จะรู้สึกดี 

 

 

ในความสัมพันธ์ 

 

ลองนึกถึงละคร จำเลยรัก ที่ตอนแรกนางเอกโดนขืนใจทั้งร่างกายและได้รับคำพูดที่กระทบจิตใจ แต่พอเรารู้ถึงที่มาสาเหตุว่าทำไมเขาเป็นแบบนั้น

 

กลับอ่อนใจและรักหลงรัก ทั้ง ๆที่การกระทำที่เขาทำมาคือการกระทำที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเพราะความรัก ความหวาดกลัว ทำให้บางทีผู้ถูกกระทำลืมไปว่าเรากำลังตกเป็นเหยื่อ

 

 

ที่มา :

Stockholm Syndrome สต็อกโฮล์มซินโดรม ความสัมพันธ์จากความเจ็บปวด

The Stockholm Syndrome: From Victim to Survivor

How did Stockholm syndrome get its name?

 

 

การซุบซิบ นินทา คือส่วนหนึ่งของมนุษย์ .. ?

 

gossip

 

แบบไหนถึงเรียกว่า นินทา 

ความหมายคำว่า “นินทา” ความหมายจาก ราชบัณฑิตยสถาน (น. คําติเตียนลับหลัง. ก. ติเตียนลับหลัง.)

 

พอรู้ถึงความหมายสิ่งที่เป็นความหมายหลักคือ คำว่า ‘ลับหลัง’ 

 

 

 “มนุษย์ทุกคน นินทา เวลามีใครพูดถึงเราในทางที่ไม่ดีลับหลัง เราจะมักจะมองว่าเขานินทาเรา

ในทางกลับกันเวลาเราพูดถึงผู้อื่นในทางที่ไม่ดีลับหลัง เรามักจะมองว่าเราไม่ได้นินทา เราพูดเรื่องจริง”

 

 

แต่การนินทาก็มีมุมที่ดี มีผลการศึกษาวิจัยบอกว่า การนินทาจะช่วยจัดระเบียนสังคมให้ดีขึ้น หรือทำให้สังคมที่อยู่รอบตัวดีขึ้นได้

 

หรือการที่เราได้เห็นหรือได้ยินสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ตัว เมื่อเรารับรู้แล้วเราสามารถรับสารนั้นไปบอกคนใกล้ตัวของเรา เพื่อ ‘เตือน’ ได้

 

 

จัดการอารมณ์ที่ต้องเจอคน Gossip

หากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ซุบซิบนินทา เช่น สถานที่ทำงาน กลุ่มเพื่อน หากเราไม่ชอบการที่เราถอยออกมาเป็นสิ่งที่ดีกับตัวเรา

 

แต่หากเราไม่สามารถถอยออกมาได้ ให้เราทำงานกับความรู้สึกตัวเอง พยายามทำความเข้าใจว่า การนินทา มีอยู่ทุกสังคม

 

สร้างสภาวะความมั่นคงทางอารมณ์ให้กับตัวเอง ฟังได้แต่ไม่ไหลตามไปสังคม 

 

จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ Toxic  อาจไม่ได้เกิดจากคนไม่ดี Toxic ใส่คนดี

 

แต่อาจเป็นคนดี 2 คนมาอยู่ด้วยกันแล้วมีพฤติกรรมที่ไม่เข้ากันก็เลยกลายเป็น Toxic ของกันและกันก็ได้

 

เพราะเราทุกคนล้วนมีมุม Toxic เพราะเราล้วนทำให้คนอื่น รู้สึกว่าเรา Toxic ไม่มากก็น้อย 🙂

 

Peter Pan Syndrome หนังของดิสนีย์ที่เราเคยดูกันแต่เด็ก ๆ 

 

เรื่องราวของเด็กคนนึงที่มีมนต์วิเศษที่เลือกได้ว่าไม่ต้องโต เป็นเด็กตลอดกาล ท่องเที่ยวในเนเวอร์แลนด์

 

peterpan syndrom

 

Peter Pan Syndrome

Peter Pan Syndrome เป็นคำศัพท์ ‘Pop- Psychology’ ที่ใช้อธิบายผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในการ   ‘เติบโต’ เป็นภาวะซับซ้อน ที่ผู้ใหญ่ยังคงยึดติดกับแนวโน้มในวัยเด็ก

 

อาการจะพบได้ชัดหลังจากที่เราเรียนจบมหาลัย เราจะเริ่มมีความคิดว่าไม่อยากโต อยากเรียนต่อไปเรียน ๆ ไม่อยากรับผิดชอบ

 

แทนที่เราจะพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ทางสังคมและอารมณ์มีความรับผิดชอบ แต่ Peter Pan Syndrome ยังคงอยู่ในวัยเด็กไม่อยากมีความเสี่ยงในด้านใด ๆ

 

แม้ว่าจะไม่สามารถวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ แต่ถ้าไม่แก้ไขอาการนี้ตั้งแต่แรกเริ่มอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้กลายเป็นภาวะทางจิต เช่น ซึมเศร้า 

 

Peter Pan Syndrome เป็นคำที่บัญญัติโดย ดร. แดน ไคลีย์ (Dr. Dan Kiley) ซึ่งปรากฏในหนังสือ ‘The Peter Pan Syndrome: Men Who Have Never Grown Up’

 

ในปี 1983 และแม้จะไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคโดยตรง แต่ได้กลายเป็นคำที่นักจิตวิทยาใช้เรียกคนที่มีอาการไม่อยากโตจนถึงปัจจุบัน 

 

ปีเตอร์ แพนส์ มีความขี้เล่น สนุกสนาน  แต่กลับขัดกับการมีส่วนร่วมในหน้าที่ของชีวิต เป็นเสน่ห์แบบเด็กผู้ชายที่ทั้งน่าหลงใหลและน่ารำคาญ

 

 

Peter Pan Syndrome อาการ

สาเหตุมาจากอะไร?

 

1. รูปแบบการเลี้ยงดูแบบที่ตามใจ ‘มากเกินไป’

 

2. การเลี้ยงดูแบบปกป้องมากเกินไป การเลี้ยงดูที่ไม่ได้ปล่อยให้ลูกไปเจออิสระ หรือสถานการณ์ที่ลูกต้องเจอปัญหาแล้วแก้ไขด้วยตัวเอง ทำให้ติดล่มต้องขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่เมื่อโตขึ้น

 

3. ความวิตกกังวลสามารถมีบทบาทให้เกิดการพัฒนาเป็นภาวะปีเตอร์แพนได้ ในวัยผู้ใหญ่ เราถูกคาดหวังให้จัดการกับปัญหา 

 

4. ความเหงาอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงและอาจบีบให้เราต้องถอยกลับไปสู่ช่วงต้นของชีวิต (วัยเด็ก) เพื่อรู้สึกถึงความรักและได้รับการปกป้อง

 

5. ความกลัวการผูกมัดเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของโรคปีเตอร์แพน บุคคลที่เป็นโรคปีเตอร์แพนจะกลัวการตัดสินใจ 

 

6. ความรู้สึกหลงทาง ความกดดันจากครอบครัวหรือคนที่เรารัก ที่ทำให้รู้สึกว่าต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา 

 

 

Peter Pan syndrome ผลกระทบกับการทำงาน

 

Peter Pan syndrome ผลกระทำกับความสัมพันธ์

 

ที่มา : 

Peter Pan Syndrome: When People Just Can’t Grow Up

What Is Peter Pan Syndrome, and Could It Be Hurting Your Relationship?

“Stuck in Neverland”: Understanding the Peter Pan Syndrome

Are you in a relationship with ‘Peter Pan’? Here’s how to tell

Manipulate

 

Manipulate

 

 

 

 

ในความสัมพันธ์ มีหลากหลายรูปแบบ อาจจะอยู่ในรูปแบบของการโน้มน้าว เช่น สื่อสารว่าควรทำแบบนั้นแบบนี้เพราะ… 

หรืออาจจะอยู่ในรูปแบบของการหลอกลวง เช่น ถ้าไม่… จะมีปัญหา 1 2 3 

และในกรณีร้ายแรงอาจใช้การ Blackmail  เช่น ข่มขู่ว่าถ้าไม่…จะ… ปล่อยรูปภาพ ปล่อยวิดีโอ แฉให้เกิดความเสียหาย ซึ่งทั้งหมดทำไปเพื่อ… ครอบงำอีกฝ่าย

 

 

การกระทำที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่หลอกหลวงคนอื่น ผลคือเราอยากได้

 

Advice for victim

 

 

 

การ Manipulator สามารถใช้ในแง่ดีได้นะ เช่น แบบเราพูดโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเปลี่ยนนิสัย เช่น แฟนเราทำนิสัยไม่ค่อยน่ารัก แต่เราก็โน้มน้าวให้เขาลองเปลี่ยนนิสัยดู

 

หรือการ manipulator เขาจะไม่ใช่วิธีการพูดตรง ๆ แต่จะเป็นการพูดอ้อม ๆ ออกคำสั่งแบบอ้อมๆให้้้อีกฝ่าย ทำตามโดยคนบงการไม่รู้สึกผิด หรือดูแย่ 

 

Advice for manipulator 

 

 

สุดท้ายแล้วเมื่อเรารู้ว่าอะไรที่ไม่ดีก็ไม่ควรทำ ถ้าเราโดนทำบ้างเราก็ไม่พอใจ และรู้สึกไม่ดีเหมือนกัน 🙂

ปรึกษาใครดีเวลาเครียด เศร้า หรือความรู้สึกทางลบอื่น ๆ ทางเลือกมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการหันหน้าเข้าหา คนใกล้ตัว หรือ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อน vs นักจิตวิทยา vs Life coach

 

มีวิธีการให้คำปรึกษาที่แตกต่างกันอย่างไร มาพูดคุย Alljit x คุณวันเฉลิม คงคาหลวง นักจิตวิทยาการปรึกษา

 

ปรึกษาใครดีเวลาเครียด? ตัวเลือกแรก = เพื่อน ?

ปรึกษาใครดีเวลาเครียด เพื่อนคือตัวเลือกแรก ๆ  เพราะเราจะได้ความสบายใจ ความสนิทใจ แต่บางครั้งอาจผิวเผิน เนื่องจากความซับซ้อนในปัญหาที่มีนั้น

 

เพื่อนอาจไม่สามารถเจาะลึกลงไป หรือโฟกัส และเข้าใจปัญหาได้อย่างแท้จริง  แต่หากเพื่อนมีความสามารถในการให้คำปรึกษาก็อาจจะทำให้เราเข้าใจปัญหาได้ 

 

 

การคุยกับ นักจิตวิทยา เหมือนกับการได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ? 

 

แต่การคุยกับนักจิตวิทยายังไงก็ต้องต่างจากการคุยกับเพื่อน เพราะ นักจิตวิทยา ต้องพูดคุยให้เห็นถึงโครงสร้างของปัญหา และเห็นถึงความเชื่อมโยงภายในจิตใจ

 

และสะท้อนโครงสร้างของปัญหาที่เกิดขึ้นในตัวเราได้อย่างลึกซึ้ง   นี่จึงเป็นความแตกต่างที่การปรึกษาเพื่อนอาจให้ไม่ได้ 

 

 

ปรึกษาใครดีเวลาเครียด ? คุยกับ  Life Coach ได้ไหม ? 

 

อีกบริบทหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Life Coach จะทำหน้าที่พาผู้รับริการไปสู่การบรรลุเป้าหมาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

 

ไม่ได้มีหน้าที่บำบัดหรือรักษา ตามข้อกำหนดในใบอนุญาติประกอบวิชาชีพที่เขียนไว้ในต่างประเทศ

 

แต่บางครั้งเมืองไทยอาจจะยังขาดภาพที่ชัดเจนในความหมายของ  เช่น เมื่อเราเจอใครซักคนที่พูดคำคมได้  จะเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเราได้ 

 

แต่การที่เราเข้าใจสิ่งหนึ่งเราจะมีความสามารในการช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษา จนบางครั้งเราเกิดความเข้าใจกันไปว่า   Life Coach แก้ไขปัญหาชีวิตได้ 

 

 

การให้คำปรึกษาตามแบบฉบับ นักจิตวิทยา มีจุดเด่นอย่างไร ? 

 

นักจิตวิทยา สามารถทำหลายกระบวนการได้ภายในเวลาเดียวกันได้ เช่น ในขณะที่ร่างกายและสายตามองผู้รับคำปรึกษา หูก็รับฟัง สมองประมวลผล ตีความรวมถึงคิดถึงภาพล่วงหน้าว่า 

 

เราควรจะจัดการสถานการณ์ตรงหน้านี้อย่างไรดี ต่อเนื่องด้วยการวิเคราะห์ และตีความต่อไปด้วยว่า ถ้าจัดการด้วยวิธีดังนี้ ผู้รับคำปรึกษาจะได้รับอะไรกลับไป โดยที่ทักษะเหล่านี้ต้องไม่กระทบต่อผู้เข้ารับคำปรึกษา

 

 

Burn toast theory หรือ ทฤษฎีขนมปังไหม้

 

ขอบคุณข้อมูล TikTok จาก @offthe__grid, @jazzybaby99

 

 

everything happens for a reason, don’t let silly little inconveniences ruin your day.. stay unbothered queens

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมักมีเหตุผลเสมอ อย่าปล่อยให้ความไม่สะดวกเล็กน้อยหรือเรื่องไร้สาระมาทำลายวันของเรา

 

 

 

ทฤษฎีขนมปังไหม้เหมือนให้เราคิดมุมกลับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมักมีเหตุผลและข้อดีอยู่เสมอ ให้ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นและควบคุมไม่ได้

 

เช่น เราตื่นมาปิ้งขนมปังตอนเช้าก่อนไปทำงาน อาจทำให้เราเสียเวลาไปทำงาน 5-10 นาที แต่อาจจะช่วยให้เราไม่ต้องเจออุบัติเหตุบางอย่างที่ร้ายแรงก็ได้

 

หรือการที่เราไม่ได้ในสิ่งนั้น อาจจะทำให้เราได้สิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้าก็ได้ ทฤษฎีขนมปังไหม้สนับสนุนให้เรายอมรับแนวคิด

 

แม้แต่ความพ่ายแพ้เล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตก็สามารถนำทางเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ มันผลักดันให้ผู้คนรับมุมมองใหม่

 

และมองหาความสำคัญในสิ่งที่ดูเหมือนไร้เหตุผลซึ่งเกิดขึ้นกับพวกเขาในแต่ละวัน 

 

 

ข้อดีของ ทฤษฏีขนมไหม้

 

ถ้าเราเป็นคนขี้กังวลและคิดมากแล้ว เวลาอะไรที่เกินควบคุมมันจะมีหลายสิ่งในความคิดมาก ๆ

 

แต่ถ้าเราเชื่อว่าจะมีแต่เรื่องดี ๆ ตามมาจะเหมือนเป็นการปลอบใจให้ตัวเราได้เหมือนกัน

 

 

ขนมปังปิ้งที่ถูกเผาไหม้ เกิดจากการที่เราขาดความภูมิใจและมั่นใจในตัวเองและเชื่อว่าเราไม่สมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า

 

ทฤษฏีนี้จะทำให้เราสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยเสริมสร้างพลังบวก ความคิดบวกให้กับตัวเอง

 

 

การเอาทฤษฎีขนมปังไหม้ไปใช้ในชีวิต เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่จะพูดว่า ‘ไม่’ โดยไม่รู้สึกผิด แสดงความคิดโดยไม่กลัว และเจรจาต่อความต้องการของของตัวเอง

 

เป็นเรื่องเกี่ยวกับความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาในขณะเดียวกันก็รักษาความเคารพต่อตนเองและผู้อื่น การฝึกกล้าแสดงออกในสถานการณ์ต่าง ๆ

 

ในแต่ละวันจะช่วยสร้างความกล้าให้พร้อมเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ 

 

 

ทฤษฎีขนมปังไหม้ สนับสนุนให้คนเรายอมรับความไม่ได้ดั่งใจที่เกิดชึ้นในชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะแย่ทำให้รู้สึกไม่ดี หงุดหงิดใจ

 

แต่เมื่อเรายอมรับและลองพยายามอีกครั้ง หรือเปลี่ยนปลายทาง เชื่อว่าต้องมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์รออยู่แน่ ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

 

แต่โลกนี้ก็ไม่ง่ายเหมือน ทฤษฎี ทำความรู้จัก คิดบวกจนเป็นภัย Toxic Positivity

Toxic Positivity  คือ สภาวะที่เราคิดบวกจนเกินไปทำให้ชีวิตเสียศูนย์ โดย  Laura Gallagher นักจิตวิทยาจากสถาบัน Gallaher Edge

 

ได้ให้คำนิยามของความคิดบวกเป็นพิษ (Toxic Positivity) ไว้ว่า เป็นสภาวะที่เราพยายามกดอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดทางลบ

 

ไว้ด้วยความคิดบวกแบบสุดโต่ง จนก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ปัญหาความสัมพันธ์ การถูกเอาเปรียบ

 

เมื่อเกิดเหตุร้าย ๆ หรือเหตุรุนแรงขึ้นมาในสังคม คนที่มองโลกในแง่ดีจนเป็นพิษ ก็จะเลือกที่จะไม่รับรู้เหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ  

 

 

สุดท้ายแล้วเราจะคิดบวกยังไงให้พอดี?

 

 

สุดท้ายแล้วการคิดบวก การมองโลกในแง่ดี เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าอะไรที่มีมากเกินไปย่อมเป็นภัยกับเราได้

 

การยอมรับว่าไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจเราทุกอย่าง

 

คิดและอยู่ในทางของความเป็นจริงก็เป็นป้องกันและคุ้มกันทางใจให้ตัวของเราเองได้เช่นกัน

 

ที่มา :

TikTok’s Burnt Toast Theory Is All About Embracing Life’s Frustrations

From Burnt To Best: Embracing The Burnt Toast Theory For Empowerment

The Burnt Toast Theory: Navigating Life’s Detours

ในปัจจุบันที่สังคมหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต “นักจิตวิทยา” จึงกลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ถูกพูดถึง นักจิตวิทยา คือใคร ? ทำหน้าที่อะไ ร? แต่ละสาขาแตกต่างกันอย่างไร ?

 

มาหาคำตอบกับรายการพูดคุย Alljit x คุณวันเฉลิม คงคาหลวง นักจิตวิทยา

พารู้จักกับอาชีพ “นักจิตวิทยา”

 

นักจิตวิทยา เป็นอาชีพที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และ เหตุผลที่รองรับได้ในหลากหลายมิติ เช่น เชิงสังคม เชิงปัจเจก สรีระ

 

โดยทำการทดลอง เก็บข้อมูล การสำรวจ หรือจากประสบการณ์ความชำนาญในการทำงาน 

 

เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม  และยังมีเรื่องที่วิทยาการทางวิทยาศาสตร์ไปไม่ถึง เช่นถ้าวันนี้ฉันเป็นซึมเศร้า สรุปแล้วสารเคมีในสมองสร้างความซึมเศร้าขึ้นมา

 

หรือซึมเศร้าก่อนแล้วสารเคมีเป็นตัวอธิบายความเศร้าที่เกิดขึ้น  

 

 

นักจิตวิทยามีสาขาอะไรบ้าง ? ทำหน้าที่อะไรบ้าง ?

 

1. นักจิตวิทยาการปรึกษา

มุ่งเน้นการให้บริการกับบุคคลทั่วไป ที่ไม่มีความผิดปกติ การทำงานจะเอื้ออำนวยให้ผู้รับบริการเข้าใจปัญหา 

 

2. จิตวิทยาคลินิก 

จะให้ความสำคัญการช่วยเหลือผู้ที่มีสภาวะผิดปกติคืนสู่สภาวะปกติ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างราบรื่น

 

3. จิตวิทยาพัฒนาการ

ศึกษาพัฒนาการตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่  เพื่อทำความเข้าใจ และอธิบายพฤติกรรม 

 

4. นักจิตวิทยาองค์กร

ศึกษาเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงาน เพื่อนำความรู้ไปพัฒนา เช่น สร้างแรงจูงใจ หรือพัฒนาบุคคล เพื่อนำไปสู่เป้าหมายขององค์กร 

 

 

นักจิตวิทยาทำงานข้ามสาขาได้หรือไม่ ?

 

สามารถทำได้ แต่จะต้องทำตามความเหมาะสม ตัวอย่างเช่น นักจิตวิทยาการปรึกษาสามารถเข้าไปดูแลบุคลากรในองค์กร ที่เกิดความรู้สึกวิตกกังวล จนส่งผลกระทบต่อการทำงานได้

 

 

นักจิตวิทยาคลินิก และ นักจิตวิทยาการปรึกษา แตกต่างกันอย่างไร ?

 

จิตวิทยาคลินิก เป็นศัพท์ทางการแพทย์ รูปแบบหนึ่งจึงมีรายละเอียดเฉพาะตัว เช่น การทำงานเชิงคลินิก  การเก็บข้อมูล การทดลองเชิงคลินิค ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับโรคต่าง ๆ 

 

เพราะฉะนั้นอาจไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะในคลินิก สามารถไปทำงานในโรงเรียน ในองค์กรได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับเนื้องาน และประสบการณ์ 

 

ส่วนจิตวิทยาการปรึกษา  เน้นในทักษะของการรับฟัง วิเคราะห์ปัญหา และนำไปสื่อสาร คุยกับผู้เข้ารับคำปรึกษา และสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้  

 

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าควรเลือกไปหานักจิตวิทยาสาขาไหน ?

 

เลือกตามจุดประสงค์ของตัวเอง เช่น  หากคุณไม่ได้ป่วย อยากได้รับคำปรึกษาที่ชัดเจน ก็เข้าไปพบนักจิตวิทยาการปรึกษา

 

อยากเช็ค อยากตรวจประเมินสุขภาพจิต เลือกเข้าพบนักจิตวิทยาคลินิก หรืออยากปรึกษาเรื่องของลูก ก็สามารถเข้าไปพบ นักจิตวายาพัฒนาการได้ 

 

 

 

 

 

 

ความรักที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจบความสัมพันธ์แบบทันที เป็นความสัมพันธ์ที่มีได้ในยุคปัจจุบันนี้

 

รักไว เลิกไว

 

 

ความรู้สึกชอบ หลง รัก แตกต่างกันหรือไม่?

มีความแตกต่างกัน ตามทฤษฎีสามเหลี่ยมความรัก 

 

 

ความชอบก็เหมือนการคุยกันแล้วถูกใจ เป็นเพื่อนกันซึ่งต่างจากความลุ่มหลงคือคลั่งไคล้ ทำอะไรก็ดูดี เขาดีไปหมดทุกอย่าง

 

เป็นปกติเมื่อเจอกันแรก ๆ ก็จะมีความชอบและคลั่งไคล้กันมาก แต่พอผ่านไปนาน ๆ ความเสน่หาก็ลดลง   

 

แต่ความผูกพันก็จะเพิ่มขึ้นและไปสู่การตกลงว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหนต่อไป

 

นิยามของความรักคืออะไร?

ความรักก็เป็นอารมณ์รูปแบบหนึ่งของมนุษย์ มีการคิดแยกแยะ เกิดเป็นความรัก ความรู้สึกที่ซับซ้อน

 

ความรักก็เป็นเรื่องที่คนสองคนชอบพอกัน มีความรู้สึกตรงกัน อยากอยู่ด้วยกัน ดูแลกันและกัน เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความต้องการต่อกัน

 

เวลาเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่?

เมื่อเจอคนที่ใช่บางครั้งเวลาก็ไม่สำคัญ แต่ความเข้าใจกันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องศึกษากันและกัน

 

บางครั้งตอนนี้ใช่ แต่ผ่านไปสักพักอาจไม่ใช่ ก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของแต่ละคน 

 

 

สาเหตุของรักไว เลิกไว?

ยุคสมัยปัจจุบันที่มีความการติดต่อสื่อสารง่ายมากขึ้น ทำให้เจอกันง่าย รักกันง่าย ทำให้เราเจอคนหลายคนมากขึ้น

 

มีทางเลือกเยอะขึ้น หากความรักของแต่ละคนไม่แนวแน่ก็มีสิทธิ์ที่จะเลิกกันง่าย การพบเจอกันเป็นเรื่องง่าย แต่การประคองความสัมพันธ์ให้ยาวนานยากกว่าการเลิกกัน

 

รักษาความสัมพันธ์อย่างไรให้ยืนยาว?

เลือกคนรักให้ถูก รสนิยมคล้ายกัน รับเราได้ในแบบที่เราเป็น ต้องประคองความรักด้วยการปรับตัวเข้าหากัน พูดคุยกัน

 

การสื่อสารสำคัญต่อความสัมพันธ์มาก ๆ หากไม่พูดคุยกันก็อาจมีปัญหาต่อความสัมพันธ์ได้ มีการให้อภัยต่อกัน เข้าใจกันและกัน

 

 

รับมือกับความสัมพันธ์ที่จบลงอย่างไร?

อาจต้องใช้เวลาในการทำใจ เวลาจะเยียวยาใจเราได้เสมอ จากปกติเราต้องแบ่งเวลา แบ่งหัวใจความรักให้กับคนอีกคน แต่เมื่อไม่มีเขาเราดึงตัวเองกลับมารักตัวเอง

 

ให้เวลากับตัวเองอย่างเต็มที่ ยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น ค่อยทำใจได้พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ ระยะทำใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

 

มุมมองพลังบวกก็มีผลต่อการทำใจ การมองสิ่งดีๆในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้

โดยส่วนใหญ่การนอกใจมักมาจากคนที่มีนิสัยเจ้าชู้ แต่การนอกใจไม่เท่ากับคนเจ้าชู้ บางคนก็อาจนอกใจได้แม้จะไม่ได้เป็นคนที่เจ้าชู้

 

คนเจ้าชู้นอกใจ

 

 

เจ้าชู้ เป็นอาการทางจิตเวชหรือไม่?

คนที่เจ้าชู้มีได้หลายแบบ เป็นรสนิยมส่วนตัวที่ชอบมีคนรักหลายคนหรือมีคู่นอนหลายคน แยกได้หลายแบบ

 

บางคนก็เจ้าชู้ ชอบหยอกล้อ แตะเนื้อต้องตัว แต่เมื่อมีแฟนก็จะหยุดเจ้าชู้หรือบางคนก็มีการนอกกายและนอกใจ

 

 

คู่รักแบ่งได้หลายแบบ

 

สำคัญที่สุดคือเลือกคนที่มีรสนิยมตรงกัน เพื่อความสัมพันธ์ที่เข้าใจกันและกัน

 

 

วิธีสังเกต คนเจ้าชู้

อาจต้องลองให้เวลาศึกษากันและกัน คนเจ้าชู้มักเผื่อเลือก จะคุยกับใครหลายคน ต้องใช้เวลาในการคุยกัน สังเกตพฤติกรรมของเขาแบบไม่ตัดสินแบบเข้าข้างเขา 

 

 

จะรับมืออย่างไร เมื่อถูกนอกใจ?

ควรมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าถูกนอกใจจริง ๆ ไม่คิดระแวงเอง เมื่อถูกนอกใจเป็นปกติที่จะเกิดอาการ ‘ตกใจและปฏิเสธความจริง (shock and denial)’

 

และเริ่มโกรธ ต้องใช้ความรุนแรงระบายออกมา จึงเริ่มต่อรองให้อภัย อยากไปต่อกับความสัมพันธ์ สุดท้ายเกิดเป็นความเศร้า ค่อย ๆ ยอมรับความจริงว่าเขานอกใจจริง ๆ 

 

เราควรดูแลรักษาจิตใจของตัวเองในช่วงเวลาที่เจอกับความยากลำบากจากการโดนนอกใจ ควรจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง

 

ทบทวนและตอบตัวเองให้ชัดเจนว่าอยากไปต่อหรือหยุดความสัมพันธ์ไว้ หาทางออกของความสัมพันธ์ให้เจอ ว่าเราต้องการอะไร อย่างน้อยก็ควรเลือกในสิ่งที่เราสบายใจที่สุด

 

 

รับมือกับความรู้สึกที่มีต่อมือที่สามอย่างไร?

ความจริง ความคิด ความแค้น ต่อมือที่สามก็เหมือนยิ่งสานต่อปัญหาของความสัมพันธ์ ให้ยุ่งยากทำร้ายจิตใจตัวเอง

 

หากมือที่หนึ่งจับมือที่สองแน่นพอ มือที่สามจะไม่สามารถแทรกได้ เพราะปัญหาอาจเกิดจากคนสองคน ทำให้ดึงอีกคนเข้ามา

 

ควรคุยกับเขาให้ชัดเจนว่าเป็นคนแบบไหน ชอบอะไร ต้องการอะไรในความสัมพันธ์เพื่อความชัดเจนของความสัมพันธ์

 

 

รับมือกับความหวาดระแวงอย่างไร?

หากเลือกที่จะให้อภัยและไปต่อกับความสัมพันธ์ที่เคยโดนนอกใจมาก่อน ต้องยอมรับและอยู่กับความระแวงให้ได้

 

เพราะการนอกใจมีความไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่เกิดขึ้นเลยได้เสมอ ควรอยู่กับปัจจุบัน ศึกษากันไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต

 

หากคบกันแล้วไม่มีความสุข ก็ควรถอยออกมา อย่าเสียเวลา ทนฝืนต่อไป เสียดายเวลาอดีต

 

แต่อย่าลืมเวลาอนาคตที่เราจะเสียไปกับการไม่มีความสุข กับคนที่ไม่ใช่ กลับมาดูแลจิตใจตัวเอง

 

 

จะออกจากความสัมพันธ์อย่างไร?

ในความสัมพันธ์ที่คบกันอยู่ ลองทบทวนว่าชีวิตเราโอเคหรือเปล่า ควรกลับมารักและเห็นคุณค่าของตัวเอง หากเราเห็นคุณค่าของตัวเอง

 

จะเลือกตัวเองและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เสมอ หากยังไม่มั่นใจ มีสิ่งที่ติดค้างต่อกัน ทุกอย่างอาจเป็นเพียงข้ออ้างในการอยู่กับความสัมพันธ์ต่อไป

 

เราเลือกเส้นทางของตัวเองได้เสมอ เราเลือกแบบไหน ควรรับผิดชอบในสิ่งที่เราเลือก

Toxic parent มูฟออนชีวิต ถอนพิษพ่อแม่เผด็จการ

 

Toxic parent

 

 

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย ดร.ซูซาน ฟอร์เวิร์ด และคุณเครก บัก และแปลโดยคุณ เชิญพร คงมา

 

ดร.ซูซาน ฟอร์เวิร์ด เป็นจิตแพทย์ที่ดูแลเคสของลูกที่ถูกทำร้าย ทั้งร่างกายและจิตใจ สิ่งที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้จะมัดรวมประเภทพ่อแม่ที่เป็นพิษหลากหลายประเภทต่าง ๆ

 

ที่เลือกมาใช้ควบคุมลูก เขียนมาเป็นเคสต่าง ๆ ที่คนเขียนเคยเจอ . . . พ่อแม่คือสถาบันแรกที่เราเกิดมาแล้ว

 

เป็นสถาบันแรกที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในทุกวันนี้มันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บาดแผล ความรู้สึก ความคิดต่าง ๆ ที่บ่มเพราะเราก็มาจากพ่อแม่อาจจะไม่ทั้งหมดในชีวิตแต่ก็เป็นส่วนสำคัญ

 

 

ประเภทของ Toxic parent

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือเล่มนี้ให้ทางออกเมื่อเราเจอพ่อแม่ที่เป็นพิษ มาหลากหลายกรณี ถ้าโดนคนที่ทำไม่ดีใส่โดยเฉพาะถ้าเป็นพ่อแม่ที่เป็นผู้มีพระคุณ

 

คำว่า ‘ทดแทดบุญคุณ’ เป็นสิ่งที่ลูกต้องแบกไว้ตลอด คงยากที่จะรู้สึกไม่ดี หรือรู้สึกโกรธ บางทีกลับมารู้สึกผิดเอง และรู้สึกว่าไม่ควรมีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

 

 

แต่อะไรที่มันมากเกินไปเราไม่จำเป็นต้องให้อภัยก็ได้นะ จดจำไว้เสมอว่า เราไม่สามารถทำให้ใครรู้สึกอะไรได้ทั้งนั้น

ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบความรู้สึกของตัวเอง สิ่งที่ตัวเองเลือก เรามีหน้าที่ต้องหาทางออกให้ตัวเองเมื่อรู้สึกเวลามีใครมาทำร้าย พ่อแม่ก็มีหน้าที่ที่ต้องหาทางออกนี้เหมือนกัน

 

 

สิ่งสุดท้ายไม่ใช่แค่ในฐานะลูก แต่ในฐานะถ้าเราเป็นพ่อแม่อยู่หรือจะในฐานะไหนก็ตาม ลองถามว่าตัวเราเองว่าเราอยากอยู่กับคนนี้จริง ๆ หรอ

 

คนที่ทำนิสัย พฤติกรรมเหล่านี้ อยู่แล้วสุขสบายใจไหม หรือหนักใจ ทุกข์ใจ ถ้าคำตอบเป็นแบบหลัง เมื่อเราโตขึ้นแล้ว

 

เราสามารถดูแลตัวเองการตัดวงจร แยกออกมาเพื่อตัวเราเองปล่อยวางแล้วก้าวต่อไปเพื่อความสุขของตัวเองดีกว่า

 

การ กอดตัวเอง ดีอย่างไร?

กอดตัวเอง

 

 

กอดตัวเอง

 

กอดตัวเองทางร่างกายคือการเอาแขนมาโอบตัวเอง แต่การกอดตัวเองไม่จำกัดแค่การเอามือโอบกอด แต่มีหลากหลายรูปแบบ

 

การกอดตัวเอง ในมุมหนึ่งคือการเทคแคร์ตัวเอง คล้าย ๆ กับ Self-Care การกอดตัวเอง หมายถึง การกระทำของการโอบกอดตัวเองเพื่อเป็นการปลอบโยนและดูแลตัวเอง

 

การโอบแขนรอบลำตัว วางมือบนไหล่หรือแขนส่วนบน และบีบเบา ๆ การกอดตัวเองเป็นประโยชน์ต่อการปลดปล่อยออกซิโทซิน

 

ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการผูกพันและลดความเครียด และสามารถช่วยบรรเทาความรู้สึกเหงา วิตกกังวล หรือไม่สบายใจ

 

 

Butterfly Hug

หลายครั้งที่เรากำลังรู้สึกกลัว กังวล หายใจสั้นถี่ ท่า Butterfly Hug จะเหมือนการเลียนแบบว่าเหมือนมีคนมากอดเราอยู่ ทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

 

ทำให้อาการกลัวค่อย ๆ ทุเลาลง เพราะฉะนั้นท่า Butterfly Hug จะถูกใช้บ่อย ๆ เวลาที่เรารู้สึกวิตกกังวลมาก ๆ

 

แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกอดตัวเองเสมอไป วิธีอื่นก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน เช่น การหาจุดโฟกัสในสิ่งที่เราสบายใจ หรือการนึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในหัวจินจนาการถึงสิ่งที่เรามองแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ 

 

เราจะเริ่มต้นดูแลตัวเองได้อย่างไร

 

การรักตัวเอง ไม่เท่ากับ การเห็นแก่ตัว

ในสังคมปัจจุบัน คำว่า “การรักตัวเอง” ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการรักตัวเองนั้นหมายถึงการเห็นแก่ตัว ซึ่งไม่เป็นความจริง

 

 

การรักตัวเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเป็นอยู่ที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ แต่ต้องไม่สับสนกับการเห็นแก่ตัว

 

การรักตัวเองอย่างแท้จริงนั้นคำนึงถึงทั้งความต้องการของตัวเองและความต้องการของผู้อื่น โดยไม่เบียดเบียนหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

 

 

 

ความสัมพันธ์แบบ Friend with Benefit และ One Night Stand อาจเริ่มมีมานานแล้ว ด้วยมนุษย์เรามีความต้องการในเรื่อง Sex
เป็นเรื่องธรรมชาติ บางยุคสมัยที่เข้มงวดมากก็อาจเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ในบางยุคที่ไม่ได้เข้มงวด ความสัมพันธ์แบบ FWB และ ONS ก็อาจมีได้ตั้งแต่ยุคโบราญ

 

เพราะอะไรคนถึงชอบความสัมพันธ์แบบ Friend with Benefit และ One Night Stand 

เป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้มีความสุข น่าตื่นเต้นและไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก โดยความสัมพันธ์เกิดขึ้นจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งก็คือ Sex 

 

แต่การที่จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ต้องมีการทำความรู้จัก จีบกัน เป็นแฟนกันจึงจะมี Sex ได้ ต้องผ่านการรับผิดชอบหลายขั้น ทำให้รู้สึกว่ายากเกินไป

 

บางคนแค่ต้องการมีความสุขแบบไม่ต้องรับผิดชอบ ก็เลือกที่จะมีความสัมพันธ์แบบ ONS แต่ FWB เป็นความสัมพันธ์อีกขั้นที่มากกว่า ONS

 

เป็นได้ทั้งเพื่อนและคนที่มีเพศสัมพันธ์กัน แต่ต้องไม่คาดหวังกับความสัมพันธ์ที่จะพัฒนากลายมาเป็นคนรัก

 

 

 

การเอาใจไปลงเล่นกับความสัมพันธ์แบบ Friend with Benefit และ One Night Stand 

จากงานวิจัยความสัมพันธ์แบบ FWB มีโอกาสที่จะตกหลุมรักกันได้ โดยปกติเมื่อมี Sex ร่างกายจะกระตุ้นฮอร์โมนหลายตัว

 

ซึ่งมีหนึ่งฮอร์โมนที่เป็นตัวทำให้มีความผูกพันเกิดขึ้นคือ Oxytocin เมื่อหลั่งฮอร์โมนออกมาก็มีความผูกพันต่อกันมากขึ้น

 

และความสัมพันธ์ FWB บ่งบอกว่าเป็นความสัมพันธ์ Sex ที่ดี มีความเข้ากันได้จึงมีโอกาสสูงที่จะตกหลุมรักกัน 

 

หากเอาใจลงมาเล่นกับความสัมพันธ์ FWB พร้อมกันทั้งสองฝ่ายก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์

 

แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่พร้อมก็อาจเสียความสัมพันธ์ FWB ได้ เพราะความต้องการไม่เท่ากัน 

 

 

Friend with Benefit ที่มีแฟนอยู่แล้ว

เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะ FWB เป็นการตกลงกันทั้งสองฝ่าย คือการมี Sex และเป็นเพื่อนกันแต่ความสัมพันธ์จะไม่เกินกว่านั้น

 

หรือ ONS เป็นความสัมพันธ์ของคนสองคนมีข้อตกลงแค่เรื่อง Sex แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีแฟนอยู่แล้วก็สามารถทำได้ 

 

แต่เป็นความสัมพันธ์ที่แสดงออกว่าคือการนอกกายและนอกใจ ถึงจะไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกัน อาจทำให้เกิดปัญหามือที่สามได้

 

หากมีแฟนอยู่แล้วและต้องการมีความสัมพันธ์แบบ FWB หรือ ONS ควรคุยตกลงกับแฟนให้เข้าใจและยินยอม

 

ซึ่งการยอมรับหรือไม่ยอมรับ เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของแฟน ไม่ควรบังคับอีกฝ่าย

 

เมื่อแฟนยอมรับได้ ความสัมพันธ์ FWB ก็ไม่ใช่การนอกใจนอกกายแม้จะมีแฟนอยู่แล้วก็ตาม เพราะทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมเข้าใจกันแล้ว 

 

 

ควรรับมืออย่างไร เมื่อเอาใจลงไปเล่นกับความสัมพันธ์ Friend with Benefit

อาจต้องคุยกับตัวเองก่อนว่าความสัมพันธ์ที่ตกลงกันตั้งแต่แรกคือ FWB สิ่งที่เรารู้สึกอาจทำให้ขัดกฎข้อตกลงกัน เตือนใจตัวเองก่อนว่าจะเกิดความเจ็บปวดได้ 

 

คุยกับตัวเองว่าต้องการจะเดินหน้าต่อเพื่อความสัมพันธ์ที่อาจจะพัฒนาต่อไปหรือจะถอยออกมาจากความสัมพันธ์ให้เร็วที่สุด

 

เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีผลต่อความสัมพันธ์แน่นอน เลือกว่าเราจะรับความเสี่ยงแบบไหนได้มากที่สุด

 

ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์แบบไหน ควรป้องกันให้ปลอดภัยเพื่อเซฟตัวเรา