Posts

นิทรรศการ “Turn Your Scars into Stars” “แม้จะเจ็บปวดแต่คุณก็งดงาม” เป็นนิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่เจอกับประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่สวยงาม

 

และกลายเป็นบาดแผลที่เจ็บปวดผ่านผลงานศิลปะ นิทรรศการจัดในวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ The Palette Artspace

 

ทางทีมงาน Alljit ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พวกเราเลยอยากมาเเชร์ความประทับใจและเเรงบันดาลใจที่ได้จากงานนี้กัน 

 

การเดินชมงานศิลปะ ทำไมถึงรู้สึกดีขึ้นได้ขนาดนี้นะ?

“ศิลปะบำบัด” อาจให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ การไปเดินชมงานศิลปะ เราไม่ได้ใช้เหตุผลและตรรกะ ในการอ่านทำความเข้าใจนัยยะของภาพ แต่เราใช้ “ความรู้สึก” ต่างหาก

 

ภาพนี้เราตีความออกมาเป็นแบบนี้เพราะเราทัชกับสิ่งนี้ ภาพนั้นเราตีความไปอีกแบบเพราะเคยผ่านประสบการณ์ประมาณนี้มาก่อน ความสนุกของการไปเดินชมงานศิลปะคงเป็นตรงนี้แหละ

 

และสิ่งที่ได้จากการไปชมงานในวันนั้นไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่เป็นแง่มุมและกำลังใจที่ได้กลับมา การที่รับรู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว มีเพื่อน ๆ มากมายที่เคยประสบกับความเจ็บปวด

 

พวกเขาได้ก้าวผ่านมาได้ เหมือนเป็นกำลังใจเล็ก ๆ ได้เหมือนกัน 

 

 

 “ทำยังไงก็ได้ให้เรารู้สึกมีความสุขที่สุด”

ในวันนั้นได้พบกับ น้องธันย์-ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือ น้องธันย์ สาวน้อยคิดบวก 

 

เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก หรือได้ยินชื่อน้องธันย์กันมาบ้าง เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว คงเคยได้ยินข่าวเด็กวัย 14 ปีเกิดอุบัติเหตุตกรถไฟฟ้าสิงคโปร์ จนทำให้สูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง

 

เธอผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไรกัน ?

ในช่วงหนึ่งของนิทรรศการน้องธันย์ได้เล่าให้ฟังว่า เธอเริ่มจาก “การมองศัตรูให้เป็นเพื่อน” ความพิการที่เกิดขึ้นก็คือศัตรูที่เธอต้องพบเจอและต่อสู้ แต่พอสุดท้ายแล้วเธอทำให้ศัตรูกลายเป็นเพื่อนที่สนิทมาก ๆ

 

มันได้ทำให้เรารู้จักเพื่อนคนนี้ในทางที่ดีและได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายจากความเจ็บปวดในครั้งนั้น  “ทำยังไงก็ได้ให้เรารู้สึกมีความสุขที่สุด” คนส่วนใหญ่ชอบมองว่าคนพิการจะต้องอยู่บ้านเฉย ๆ

 

นั่งวีลแชร์เฉย ๆ แต่การนั่งวีลแชร์ของเธอก็มีความสุขได้ มีความสุขกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และเราจะมองทุกอย่างในทางที่ดีขึ้น

 

หนึ่งสิ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คือ คุณพ่อของน้องธันย์น่ารักมาก พ่ออยู่ข้าง ๆ น้องตลอดเวลา ในขณะที่ก่อนจะสัมภาษณ์พ่อเองก็คอยประคองน้องธันย์ขึ้น-ลงเวที ถ่ายรูปเวลาน้องกำลังพูดคุยกับสื่อ 

 

สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เวลาที่คุณพ่อกำลังมองน้องก็คือ ภายในแมสนั้นกำลังมีรอยยิ้มของพ่อที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลา ในทุกครั้งที่มองน้องธันย์ สิ่งนี้เป็นอีกสึ่งหนึ่งที่สวยงามและน่าประทับใจ

 

 

ถ่ายทอดความเจ็บปวดผ่านผลงานศิลปะ

 

ในวันนั้นมีการเปิดตัวผลงานศิลปินชื่อดัง 11 ท่าน คือ คิ้วต่ำ, Tum Ulit , Art of Hongtae,Banana Blah Blah,Manasawii ,puck ,โรแมนติกร้าย,meetmrtwo,Yugo และ Pearytopia

 

และมีช่วงเวลาที่สัมภาษณ์ถึงคอนเซ็ปและเเรงบันดาลใจจากผลงาน ศิลปินแต่ละต่างมีมุมมองในแง่ของความเจ็บปวดที่น่าสนใจมากๆ เช่น

 

1. Farewell “ลาก่อน รักเก่า Parting is such sweet sorrow”

 เป็นผลงานของคุณ Art of Hongtae ที่เล่าเรื่องราวของการจบความสัมพันธ์ ผ่านภาพของการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ การเลิกราเป็นประสบการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดสำหรับทุกคน

 

แต่คุณฮ่องเต้กลับนำเสนอในอีกมุมมองหนึ่งว่า ความเจ็บปวดนี้อาจเป็นอีกหนึ่งความเศร้าที่งดงาม ภาพที่ออกมาจะดูละมุนและดูเศร้าในเวลาเดียวกัน 

 

ด้วยความที่องค์ประกอบภาพหลักของภาพมีเพียง 2 อย่างคือ ‘คนหัวก้อนเมฆ สัญลักษณ์แทนความเครียดและความเศร้า’ และ ‘ท้องฟ้าสีอ่อนหวาน’ ทำให้อารมณ์ของภาพดูเศร้า เหงา

 

โดดเดี่ยวแต่งดงามไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเข้ากับ concept เรื่องการจากลาในมุมของคุณฮ่องเต้ ใจความของประโยคน่าประทับใจประโยคหนึ่งที่คุณฮ่องเต้พูดถึงผลงานของตัวเอง คือ

 

“ถ้าเรามองเรื่องการจากลาเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง เหมือนการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ เราคงมีความสุขง่ายขึ้น”

 

 

2.Someday This PAIN will be USEFUL

 

 

Someday This PAIN will be USEFUL ของคุณ ไตรภัค สุภวัฒนา นามปากกา PUCK ตอนที่เดินเข้าไปในงานรู้สึกว่าภาพนี้ดึงดูดใจมาก ๆ

 

ทั้งสีสันที่ฉูดฉาด รายละเอียดในภาพที่มีดีเทลเยอะแต่ลงตัวอย่างกลมกล่อม ในรูปภาพจะมีรูปประภาคารที่โดดเด่น 

 

และมีหลายอย่าง ๆ ที่ห้อมล้อมประภาคารนั้นเอาไว้ ตรงกลางของภาพจะมีรูปผู้หญิงที่กำลังเดินเข้าประภาคาร ซึ่งที่รู้สึกถึงความหมายภาพนี้คือทุกแม้ว่าความสุขของเราจะอยู่บนยอดประภาคาร

 

หรืออยู่ที่ไหนสักแห่ง ในตอนนี้เราอาจกำลังจมอยู่ในความทุกข์แต่สิ่งที่เป็นทุกข์คงไม่ได้อยู่กับเราเสมอไป ทุกก้าวแห่งความเจ็บปวดพาไปยังความสุขที่ผ่านการเรียนรู้

 

ซึ่งคุณภัคได้บอกว่า “ หลายครั้งที่จมอยู่กับความทุกข์ ฉันลองค้นหาความสุขรอบๆ ตัวแต่ภาพแห่งความสุขนั้นพร่ามัวเหลือเกิน ใครสักคนเคยบอกไว้ว่าจริงๆ แล้วชีวิตเรานั้นเต็มไปด้วยความทุกข์

 

ความสุขนั้นเป็นเพียงสายลมเย็นที่นานๆ จะพัดผ่านมาที หากเป็นเช่นนั้นแล้วความทุกข์ก็ไม่ต่างจากกองไฟร้อนที่ตั้งอยู่ข้างกายเรา ไอร้อนที่อยู่กับเราเสมอมาหรืออาจเพราะมีไอร้อนนี้

 

ทุกครั้งที่ลมเย็นพัดผ่าน ฉันจึงรู้สึกถึงคุณค่าของลมเย็นนั้นจริงๆ ”

 

3. Thank You “ขอบใจที่เจ็บ” 

 

ชื่อศิลปิน : คิ้วต่ำ

 

“ความเจ็บปวด คงเป็นเหมือนช่วงเวลาเเรกตอนเลี้ยงแมวสักตัว เราอาจได้บาดแผลมากมาย แต่หากเราใช้เวลาเข้าใจ เรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัวให้ได้ ความเจ็บปวดนั้น ก็จะเป็นความสัมพันธ์อันงดงาม”

 

การที่คุณคิ้วต่ำเปรียบเทียบความเจ็บปวดกับแมว ทำให้ค่อนข้างเห็นภาพชัดขึ้นว่า ทุกความเสียใจ ทุกความเจ็บปวดมันมีขั้นมีตอนของมัน วันแรกที่เราเจ็บ เราจะรับมือไม่ไหว ไม่รู้ต้องทำยังไง 

 

แต่เราจะเรียนรู้ที่จะยอมรับเข้าใจ และอยู่ร่วมกับมันได้ เมื่อได้เรียนรู้ เราจะพบเจอกับความสวยงามบางอย่าง  บาดแผลจะจางไป รอยยิ้มจะกลับมา

 

 

4. Equality Cake Planet

ในงานยังมีศิลปินนักเขียนนามปากกา โรแมนติกร้าย หรือ คุณ Win nimman เข้าร่วมในนิทรรศการนี้อีกด้วย ซึ่งคุณวินได้ห่างหายจากการวาดภาพไปค่อนข้างนานพอสมควร

 

และยังบอกอีกว่านิทรรศการนี้ทำให้คุณวินอยากกลับมาวาดภาพอีกครั้ง โดยผลงานในนิทรรศการมีชื่อภาพว่า Equality Cake Planet ซึ่งมีสีสันสดใส ความเป็นกวี ความรักในขนมหวานตามสไตล์โรแมนติกร้าย 

 

“เค้กก้อนสีชมพู ถึงแม้ว่ามันจะสวยงาม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เคยพบกับความเจ็บปวด แค่มันเลือกจะเป็นชมพูแบบนั้นต่อไป อย่าให้โลกที่โหดร้ายมาเปลี่ยนความชมพูของเรา”

 

และมีบทกวีในเค้กเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘be who you are as you wish we are all equal on this sweet-lonely planet’ ซึ่งตีความหมายถึงความเท่าเทียม ความเป็น feminist

 

ซึ่งเชื่อในความเท่าเทียมของทุกคนและทุกเพศ ภาพเค้กที่โรยด้วยเกล็ดน้ำตาลแท่งหลากหลายสีได้แทนถึงความเท่าเทียมทางเพศ ลดความอคติ เค้กในภาพจะช่วยลดความเจ็บปวดให้กับทุก ๆ คน

 

และยังเป็นเค้กที่ทุกเพศทุกวัยสามารถเอนจอยได้อีกด้วย 

 

อีกสิ่งที่อยากจะเล่าให้กับทุก ๆ คนได้ฟังคือ ตั้งแต่คุณวินเดินเข้างานมา มีน้อง ๆ แฟนคลับ หรือที่คุณวินเรียกว่า ‘แก๊งสายหวาน’ รอคุณวินตั้งแต่เดินเข้ามา มีการขอถ่ายรูปและชื่นชมผลงานโรแมนติกร้าย

 

บรรยากาศการที่แฟนคลับพูดคุยกับคุณวินอบอุ่นและเป็นกันเองมาก ในขณะที่คุณวินพูดอยู่บนเวลาทีนั้น ยังได้พูดถึงความเท่าเทียมซึ่งทำให้เราได้รู้สึกว่า

 

ความเท่าเทียมคือสิ่งสำคัญมากที่เราทุก ๆ คนควรตระหนักถึง

 

5.Another purpose of pain

ชื่อศิลปิน: Meetmrtwo

 

“Sometime,pain can become your cure.”

 

โดยคุณสองได้อธิบายถึงผลงานชิ้นนี้เอาไว้ว่า การที่ชีวิตเราผ่านอะไรมามาก ความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่เราพบเจอได้สอนให้เราเรียนรู้เเทนที่จะจมอยู่กับความเจ็บปวด

 

โดยเปรียบความเจ็บปวดที่เราได้พบเป็นเหมือนสีที่ไหลออกมา แล้วเอาสีนั้นมาวาดเป็นจุดหมายของเรา เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เป็นการเปลี่ยนความเจ็บปวดของเราให้กลายเป็นจุดหมาย

 

เเรงบันดาลใจก็มาจาก ชื่อนิทรรศการ Turn Your Scars into Stars ที่บาดแผลทำให้เรามีเลือดไหลออกมา แต่เปลี่ยนจากเลือดตรงนั้นเป็นสีแทน

 

ครั้งแรกที่ได้ฟังคุณสองอธิบายถึงผลงานชิ้นนี้ เป็นสิ่งที่ประทับใจมาก ๆ เพราะบางครั้งความเจ็บปวดก็ทำให้เราล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน ร้องไห้กับมันนับครั้งไม่ถ้วน

 

แต่สุดท้ายความเจ็บปวดที่เราเจอ ในบางครั้งก็ทำให้เราเติบโตขึ้นและกลายเป็นเป้าหมายที่ทำให้ชีวิตเราก้าวต่อไปข้างหน้า

 

 

6.Colorful Daggers

 

ชื่อศิลปิน : Tum Ulit

 

“Fill in the right gap to release yourself from pain”

 

ความรู้สึกแรกที่เห็นผลงานชิ้นนี้ คือ ถ้าอยากจะมีผลงานศิลปะสักชิ้นไว้ในห้องนอน ก็คงเป็นชิ้นนี้ ให้ความรู้สึกน่ารัก อบอุ่นและคงเพิ่ม mood ให้ห้องนอนเป็น Safe Zone ให้เราได้ดี

 

คุณตั้มเล่าว่าได้รับเเรงบันดาลใจจากการถูกทำร้ายด้วยคำพูดหรืออารมณ์ของคนอื่นซ้ำ ๆ เมื่อผ่านความเสียใจจนวันนึงเกิดเป็นการตกตะกอนได้ว่า

 

“เราควรตั้งตนให้อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น” โดยใช้ “เกมเสียบถังโจรสลัด” มาเเทนหัวใจที่ถูกทิ่มเเทง แต่ถ้าเสียบได้ถูกช่อง เราก็จะกระเด็นออกจากความทุกข์นั้น:)

 

ทำให้นึกถึงตอนที่ทาง Alljit ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณตั้มในเรื่องของ  การก้าวผ่านความเจ็บปวด และช่วงเวลาที่ยากที่สุด? คุณตั้มได้บอกว่า

 

“เมื่อเกิดความเจ็บปวดเราจะตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ทำอย่างนั้น? อย่างนี้? ซึ่งเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจเราที่สุด แต่อีกส่วนหนึ่งคือ คำถามว่าเมื่อไหร่เราจะกลับมาเป็นปกติ

 

การรอเวลาเพื่อกลับไปถึงจุดนั้นมันทรมาน เพราะเรารู้สึกว่าการจะกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งต้องต่อสู้กับตัวเองเยอะมาก”

 

เพราะฉะนั้นภาพนี้เป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมใจเหมือนกันว่าในวันนึงเราก็จะออกมาได้แหละ ถังโจรสลัดที่ทำให้เราถูกทิ่มแทงนับครั้งไม่ถ้วนใบนี้

 

เเละวันที่เราทะยานออกมาได้คงเป็นวันที่สดใสเหมือนผลงานของคุณตั้มชิ้นนี้:)

 

ยังมีผลงานของศิลปินอีกหลายท่านที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้ลึกซึ้ง สร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน จนพวกเรายังแอบคุยกันว่า คงเอามาพูดใน Podcast ได้หลายอีพีเลย

Mini Gallery Turn Your Scars into Stars

ภายในงานจะมีผลงานของศิลปินทางบ้านที่ได้เข้าร่วมเป็น Mini Gallery บริเวณชั้นสาม ผลงานของศิลปินทางบ้านถูกประดับด้วยการแขวนเรียงกันให้ผู้เข้างานได้เข้ามาเยี่ยมชม ทุกรูปภาพที่ได้ศิลปินทางบ้าน

 

ได้ทำการวาดภาพเข้ามา มีเรื่องราวที่อยู่ในภาพเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจ การตีความได้อย่างลึกซึ้ง แต่การที่ได้ไปเดินชมก็สัมผัสได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในภาพเหล่านั้น

 

นอกจากจะได้เข้าร่วมใน Mini Gallery แล้ว ทางงานก็มีรางวัลรูปภาพขวัญใจศิลปินทั้ง 11 ท่านหรือ “Artist’s Pick! ” ศิลปินแต่ละท่านจะให้รางวัล การที่ได้รับเข้าร่วมเป็นเรื่องที่น่ายิน

 

และการได้รางวัลจากศิลปินที่ชื่นชอบเหมือนเป็นแรงใจ ประสบการณ์ที่น่ายินดีและจุดประกายความฝันให้ยิ่งขึ้นไป 

 

ในส่วนของชั้น 3 ที่นอกจากจะจัดแสดง Mini Gallery Turn Your Scars into Stars แล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ คือ Art Market เอาใจสายช้อปงาน Hand made อย่างเรา ๆ

 

ร้านมากมายถึงเกือบ 20 ร้าน อาทิเช่น สติ๊กเกอร์ลายน่ารัก ๆ, กระเป๋าถักจากไหมพรม สมุดโน้ต กำไลข้อมือ ต่างหู เทียนหอม เป็นต้น เรียกว่าถ้าไม่คุมสติดี ๆ ได้มีกระเป๋าฉีกแน่ ๆ งานนี้ 

 

เปิดไพ่ฮีลใจและค้นหาคริสตัลประจำตัว

สิ่งนึงที่ทางทีมงานเสียดายมาก ๆ คือ อดเข้า Workshop ในงานวันที่ 5 เพราะเป็น Workshop ที่น่าสนใจมาก แต่อาจจะเป็นความโชคดีบนความน่าเสียดายที่เราได้มีโอกาสไปเปิดไพ่

 

และเลือกหินประจำตัวที่โต๊ะเล็ก ๆ ของคุณแอ้และคุณแคท ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์แทน

 

เปิดไพ่ฮีลใจ

จากคุณ แอ้ Memo Smile จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการดูดวงนั่นแหละ แต่สิ่งที่แตกต่างจากการดูดวงที่ผ่านมาของเราคือ คำพูดที่ว่า

“การดูดวงที่ดี คือ การดูแล้วเห็นเส้นทางของตัวเอง หรือช่วยให้การตันสินใจได้ง่ายขึ้น”  ถ้าดูแล้วจิตตก กังวล อาจจะไม่ใช่การดูดวงที่ดีนัก เป็นคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่า การดูดวงครั้งนี้พิเศษตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลย 

 

แล้วก็พิเศษแบบนั้นจริง ๆ ช่วงเปิดไพ่ ก็พบว่า เส้นทางของเราอาจจะไม่ได้สวยงามตลอดทั้งเส้น แต่ขอให้เชื่อมั่น และลงมือทำ เพราะเธอมาถูกทางแล้ว… แต่ความมั่นใจเราก็ยังมาไม่สุดทางอยู่ดี 

 

คุณเเอ้จับมือเรา พร้อมให้เปิดไพ่ใบสุดท้าย ที่บอกว่า “ KEEP YOUR HEART OPEN EVEN WHEN IT HURTS” และนั่นคือคำตอบของทุกอย่างที่ทำให้พลังความมั่นใจในตัวเราถูกเติม 

 

ความประทับใจอีกอย่างในระหว่างการเปิดไพ่ คือ  มีกล้องหลายตัว เข้ามาจับภาพ แต่คุณแอ้กังวลเพราะหน้าสด เราเลยอาสา ปัดแก้มให้ พร้อมยื่นกระจกให้ทาตาด้วย

 

มันคือความสัมพันธ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา แต่มันทำให้ใจฟูจริง ๆ   ปิดท้ายด้วยการ กอดให้กำลังใจ วินาทีนั้นเราตั้งใจหลับตา และตั้งใจรับพลังนั้นเข้ามา  

 

จากไม่กี่นาทีที่คุย จากไม่กี่เสี้ยววินาทีที่สัมผัสกัน  มันเป็นพลังบวกที่ส่งถึงกันจริง ๆ  และคุ้มค่าที่ได้ไปร่วมงาน “Turn Yours Scars into Stars” 

 

 

My Crystal Mandala

จาก “คุณแคทผู้เชี่ยวชาญทางด้านหินแร่” ในการค้นพบคริสตัลประจำตัวของคุณและสัมผัสพลังงานของผืนดิน

 

เพราะชีวิตต้องเจอกับเรื่องราวที่เจ็บปวด สิ่งที่ช่วยฮีลใจในวันยาก ๆ อาจจะเป็น ‘คริสตัล’ My Crystal Mandala เป็นเวิร์คช็อปที่จะพาทุกคนค้นหาหินประจำตัว

 

ซึ่งหลาย ๆ ครั้ง หินเหล่านี้อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมถึงช่วยดึงดูดสิ่งที่ดีเข้ามา  ตอนที่เข้าไปที่บูธ ได้รับการแนะนำดีมาก หินประจำตัวเลยเป็นสิ่งใหม่อีกสิ่งหนึ่งที่ได้รู้จักจากนิทรรศการนี้ 

 

 

การที่เราได้พาตัวเองให้ถูกล้อมรอบไปด้วยผลงานศิลปะของคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดเหมือนกัน เจอกับบาดแผลเหมือนกัน  ทำให้เราได้ฮีลใจของตัวเอง

 

ได้รับกำลังใจจากคนที่เคยเจอกับประสบการณ์ที่ไม่ดีเหมือนกันและได้มองตัวเองในมุมมองใหม่ว่า แม้จะเจ็บปวดมากแค่ไหน แต่เราก็ยังคงสวยงามเหมือนเคย…

 

“ขอบคุณที่ก้าวผ่านความเจ็บปวดในวันนั้น มาเป็นเธอในวันนี้” – จาก Alljit

สังคมและสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อตัวเราอย่างไร เราเติบโตในสังคมเช่นไร เราก็จะเป็คนเช่นนั้นจริงไหม แล้วถ้าเราเลือกอยู่เฉพาะในที่ที่เรารู้สึกชอบเพียงอย่างเดียวได้หรือไม่

 

ทั้งหมดนี้มาร่วมพูดคุยกับรายการพูดคุย Alljit x คุณวันเฉลิม คงคาหลวง นักจิตวิทยาการปรึกษา

สังคมและสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อตัวเราอย่างไร

 

เราทุกคนเติบโตขึ้นมาพร้อมกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน เพื่อน หรือวัฒนธรรมในสังคมเล็กใหญ่ที่เราดำรงอยู่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ “ฉากหลัง” ในชีวิตเราเท่านั้น

 

แต่ยังเป็น “ผู้หล่อหลอม” ความคิด ทัศนคติ และบุคลิกของเราอย่างลึกซึ้ง

 

เราซึมซับพฤติกรรมของคนรอบข้างตั้งแต่ยังเล็ก บางครั้งโดยไม่รู้ตัว เราเรียนรู้ว่าความรักควรแสดงออกแบบไหน การสื่อสารควรใช้คำพูดอย่างไร หรือแม้แต่คุณค่าของตัวเองควรขึ้นอยู่กับอะไร

 

สังคมที่เราอยู่จึงกลายเป็น “กระจก” สะท้อนให้เราเห็นว่า อะไรคือสิ่งที่ยอมรับได้ และอะไรคือสิ่งที่ควรถูกหลีกเลี่ยง

 

 

โตมากับสังคมแบบไหน ก็จะมีพฤติกรรมแบบนั้น ?

 

ถ้าเราเติบโตมากับครอบครัวที่สื่อสารอย่างเปิดใจ เราก็มักจะกล้าพูด กล้าแสดงความเห็น และเคารพความแตกต่าง แต่ถ้าเราถูกเลี้ยงมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการตัดสินหรือความกดดัน

 

เราก็อาจเติบโตขึ้นมาอย่างไม่มั่นใจ หวาดกลัวการแสดงออก หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ พฤติกรรมของเราในวันนี้ ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลสะท้อนจากสังคมในวันวาน

 

ไม่ใช่เพราะเรา “ลอกเลียนแบบ” แต่เพราะเรา “ต้องปรับตัว” ให้รอดในบริบทที่เราเคยอยู่ นั่นทำให้บางคนกลายเป็นคนเงียบเพราะเคยถูกตำหนิเวลาพูด

 

บางคนกลายเป็นคนเอาใจเก่ง เพราะเคยถูกปล่อยให้รู้สึกไร้ค่าเมื่อเป็นตัวเอง

 

 

เลือกที่จะอยู่ในสังคมที่ชอบเท่านั้น ส่งผลอย่างไร?

 

เมื่อเรามีโอกาสเลือก เราก็มักเลือกอยู่ในสังคมที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย เลือกคบเพื่อนที่เข้าใจ เลือกอยู่กับคนที่ไม่ตัดสิน เลือกทำงานในที่ที่เห็นคุณค่าของเรา

 

การเลือกอยู่ในสังคมที่เราชอบจึงเป็นการดูแลสุขภาพจิตอย่างหนึ่ง เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เป็น “ตัวเอง” โดยไม่ต้องฝืน และนั่นทำให้เรามีความมั่นคงทางอารมณ์ กล้าคิด กล้าทำ และกล้าฝัน

 

แต่ในขณะเดียวกัน หากเราอยู่แต่ในสังคมที่คิดเหมือนกัน เห็นตรงกันทุกอย่าง เราก็อาจปิดโอกาสในการพัฒนา และเรียนรู้มุมมองใหม่ ๆ ที่แตกต่าง

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การเลือกอยู่ในสังคมที่ชอบ แต่คือการ ตระหนักรู้ ว่าสังคมนั้นส่งผลต่อตัวเรายังไง และเราควรเปิดใจแค่ไหน เพื่อให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งภายในและภายนอก

 

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

 

ที่มา :

อารมณ์หนึ่งอารมณ์ ที่หลายคนอาจจะเคยรู้สึก…แต่มักไม่อยากพูดถึงนัก มันคือ ” ความอิจฉา

 

ความอิจฉา กับ ความริษยา ต่างกันอย่างไร?

 

หลายคนอาจใช้คำสองคำนี้สลับกัน แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันเล็กน้อย

 

พูดง่ายๆ ก็คือ…

ลองย้อนถามตัวเองดูว่า… ที่ผ่านมา เราเคยอิจฉาใครแบบไม่รู้ตัวไหม?

แล้วแท้จริง เรากำลัง “อยากได้” อะไรในใจของเรากันแน่?

สาเหตุของความอิจฉา…มันมาจากไหน?

 

1. ความไม่มั่นคงภายใน (Self-Insecurity)

 

เมื่อเราไม่มั่นใจในคุณค่า ความสามารถ หรือรูปลักษณ์ของตัวเอง ก็จะมีแนวโน้มเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และรู้สึก “ไม่ดีพอ” เมื่อเห็นคนอื่นดูดีกว่า เก่งกว่า หรือมีมากกว่า

2. โซเชียลมีเดีย & ภาพชีวิตที่ถูกคัดกรอง

เรามักได้เห็นแค่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนอื่นในโลกออนไลน์ ซึ่งเต็มไปด้วยภาพของความสำเร็จและความสุข

เมื่อเราเอาชีวิตจริงของตัวเองไปเปรียบเทียบกับสิ่งเหล่านั้น จึงเกิดความรู้สึกว่า “เรายังไม่ดีพอ”

3. การเลี้ยงดูในวัยเด็ก

คนที่เติบโตมากับการถูกเปรียบเทียบ หรือขาดการยอมรับ อาจพัฒนาเป็นความรู้สึกว่า “ความรัก” หรือ “ความสำเร็จ” คือสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัด ต้องแย่งชิงกันเท่านั้นถึงจะได้มา

4. การเสพโซเชียลมากเกินไป

คำว่า “อิจฉาฟีด” (Envy Feed) คือปรากฏการณ์ที่เราเลื่อนดูฟีด แล้วรู้สึกอิจฉาคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

เช่น เพื่อนเที่ยวต่างประเทศ ในขณะที่เรานั่งอยู่บ้านเฉยๆ จนเผลอรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีค่าเทียบเท่า

แล้วเราจะ “เปลี่ยนความอิจฉา” ให้เป็นพลังบวกได้ยังไง?

 

1. ยอมรับความรู้สึกอย่างอ่อนโยน

ความอิจฉาไม่ใช่เรื่องน่าอาย แค่รู้ทันและยอมรับว่า “ตอนนี้ฉันกำลังอิจฉา” ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว

2. ถามตัวเองให้ลึกขึ้น

ลองถามใจตัวเองว่า “เราอิจฉาเพราะอะไร?” “เราอยากได้อะไรจริงๆ?”


คำตอบเหล่านี้จะเป็นกุญแจสู่การเติบโต เช่น อิจฉาเพื่อนที่ประสบความสำเร็จ แปลว่าเราก็อยากมีชีวิตที่ดี แล้ววันนี้เราทำอะไรเพื่อสิ่งนั้นได้บ้าง?

3. ตั้งเป้าหมายเล็กๆ แล้วเริ่มลงมือ

เปลี่ยนความอิจฉาให้เป็นแรงบันดาลใจ เช่น อยากเก่งเหมือนใครสักคน เราก็เริ่มเรียนรู้ทักษะนั้นแบบทีละก้าว


เพราะที่สุดแล้ว การแข่งขันที่ดีที่สุดคือกับ “ตัวเราเมื่อวาน”

วิธีดูแลใจ…ให้ไม่ถูกความอิจฉากัดกิน

 

 

 

 

 

 

 

ลองหลับตา แล้วถามตัวเองว่า…

“เราเคยอิจฉาเพราะเราขาดอะไรในใจ?”

บางที…คำตอบนั้นอาจไม่ใช่สิ่งของภายนอกเลย
แต่อาจเป็น “การยอมรับตัวเอง”
“การให้อภัยตัวเอง”
หรือแค่ “ความอ่อนโยนที่เรายังไม่เคยมอบให้ตัวเอง”

สำนวนไทยที่ว่า “สวม หน้ากาก เข้าหากัน” มักฟังดูเป็นการเสแสร้ง แต่ในทางจิตวิทยา

 

คือเรื่องปกติที่เราทุกคนทำกันในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เข้ากับบริบททางสังคมและบทบาทต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว

 

 

 

“หน้ากาก” ในทางจิตวิทยา: ทำความเข้าใจและปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริง

 

คาร์ล ยุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาผู้ริเริ่มทฤษฎี “แผนที่จิตใจมนุษย์” (Map of Psyche) ได้อธิบายถึงสิ่งที่เรียกว่า “เพอร์โซนา” (Persona) ซึ่งเป็นภาษากรีกแปลว่า “หน้ากาก”

 

ยุงอธิบายว่าเพอร์โซนาคือ “ระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างจิตสำนึกของบุคคลและสังคม คล้ายเป็นหน้ากากชนิดหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้อื่นประทับใจ

และเพื่อปกปิดธรรมชาติที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ” พูดง่าย ๆ คือ มันคือบทบาทที่เราสร้างขึ้นเพื่อเข้าสังคมและเก็บซ่อนความเป็นตัวเราบางส่วนเอาไว้

 

อิทธิพลของสังคมที่มีต่อหน้ากากของเรา

 

หน้ากากที่เราสวมมักได้รับอิทธิพลจากสังคมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นค่านิยม วัฒนธรรม หรือความคาดหวังบางอย่างที่สังคมมีต่อเรา

 

ลองนึกภาพว่าคุณเป็นคนขี้เล่น ชอบพูดตลก แต่เมื่อต้องรับบทบาทเป็นครูในห้องเรียน คุณอาจต้องสวมหน้ากาก “ครูที่ดี”

 

ที่ดูจริงจังและมีความรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทและความคาดหวังเหล่านั้น

 

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีหน้ากาก แต่อยู่ที่การ “ไม่รู้ตัว”

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีหน้ากาก แต่คำถามสำคัญคือ: เราตระหนักรู้หรือไม่ว่าเรากำลังสวมมันอยู่?

 

และที่สำคัญกว่านั้นคือ เราสามารถถอดมันออกได้หรือไม่ หรือมันกลายเป็น “ตัวเราไปแล้ว” โดยที่เราไม่ทันสังเกต?

 

ตัวอย่างเช่น นักธุรกิจที่ต้องสวมบทบาทเป็นคนเด็ดขาดในที่ทำงาน อาจเผลอนำบทบาทนั้นกลับบ้าน

 

จนกลายเป็นพ่อที่เข้มงวดเกินไปกับลูกโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้อาจทำให้เขากดดันและละเลยอารมณ์ของลูกมากเกินไป จนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกได้

 

ดังนั้น การมีหน้ากากไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรสวม และเมื่อไหร่ควรปล่อยวาง

 

 

เพอร์โซนา: เสื้อผ้าของเรา vs. ตัวตนที่แท้จริง

 

หากเปรียบเทียบง่าย ๆ เพอร์โซนาคือเสื้อผ้าที่เราเลือกใส่ในแต่ละสถานการณ์ ส่วน ตัวตนที่แท้จริง (Self) คือตัวเราที่อยู่ใต้เสื้อผ้านั้น

 

ปัญหาคือ เมื่อเราใส่เสื้อผ้าชุดเดิมซ้ำ ๆ นานเกินไป เราอาจลืมไปเลยว่าภายใต้ชุดนั้น เรายังมีตัวตนที่แตกต่าง

 

ยุงยังกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “Individuation” หรือการเติบโตทางจิตใจอย่างแท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรากลับมาเชื่อมโยงกับตัวตนจริง ๆ ของเรา

 

ไม่ใช่ปล่อยให้หน้ากากที่เคยมีประโยชน์กลายเป็นกรงขัง การใช้ชีวิตแบบไม่ตรงกับตัวตนที่แท้จริง

 

หรือ Inauthentic Living คือการที่เราแสดงบทบาทอยู่ตลอดเวลา จนแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนคือการแสดง

 

และสิ่งไหนคือตัวตนที่แท้จริงของเรา และบ่อยครั้งที่เราอาจรู้สึก “เหนื่อย ว่างเปล่า หมดไฟ” นั่นอาจเป็นเพราะเราสวมหน้ากากมากเกินไป จนลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไป

 

การทำความเข้าใจเรื่อง “หน้ากาก” หรือ “เพอร์โซนา” ไม่ใช่การตัดสินว่าการแสดงบทบาทในสังคมเป็นเรื่องผิด

 

แต่เป็นการเชื้อเชิญให้เราตระหนักรู้ถึงบทบาทที่เราสวมใส่ เพื่อให้เราสามารถเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ถูกกักขังด้วยความคาดหวังของผู้อื่น

 

แล้วอะไรคือ “หน้ากาก” ที่สวมอยู่บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน…?

การแสวงหาตัวตนบนโลกออนไลน์ ปฎิเสธไม่ได้ว่าการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจ ในแง่ดีอาจจะสามารถสร้างรายได้ หรือทำให้เป็นที่รู้จัก

 

แต่ก็สามารถส่งผลเสียตามมาได้เช่นกัน มาหาคำตอบกับรายการพูดคุย Alljit x คุณวันเฉลิม คงคาหลวง นักจิตวิทยาการปรึกษา

 

 

ทำไมถึงมี การแสวงหาตัวตนบนโลกออนไลน์ ?

 

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมตัวตนที่ชัดเจน แต่ค่อย ๆ ซึมซับ เรียนรู้ และประกอบขึ้นจากคนรอบตัว — ตั้งแต่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เพื่อน ครู ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมในสังคมที่เราเติบโต

 

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เป็นช่วงที่คนเริ่ม “สร้างตัวตน” เพื่อค้นหาว่า “ฉันเป็นใคร?”, “ฉันมีคุณค่าแค่ไหน?”, และ “ใครจะรักหรือยอมรับฉัน?”


หากครอบครัวหรือ สิ่งแวดล้อมไม่ได้เติมเต็มความรู้สึกเหล่านั้น เด็กบางคนอาจแสวงหาต้นแบบผ่าน ไอดอล — ซึ่งในยุคนี้ ก็คือ “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” หรือคนดังในโลกโซเชียล

 

 

ทำไมเราต้องแสวงหาตัวตน ?

 

เพราะในบางคน “ตัวตนที่ชัดเจน” ไม่ได้ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่แรก อาจเกิดจากการขาดความรัก ความเข้าใจ หรือการยอมรับ

 

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ เราจึงเริ่มมองหา “ต้นแบบ” หรือ “ไอดอล” ที่อยากเป็นแบบเขา — ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู หรือ… คนที่เราเห็นในโลกโซเชียล

 

และเมื่อยุคนี้ใคร ๆ ก็สามารถโพสต์เนื้อหา สร้างคอนเทนต์ หรือกลายเป็น “ครีเอเตอร์” ได้ง่าย การแสวงหาตัวตนก็เลยเกิดขึ้นผ่านหน้าจอมากกว่าหน้าต่อหน้า

 

 

การแสวงหาตัวตนบนโลกออนไลน์ หาจริง ๆ หรือแค่ดูบ่อย ๆ จนกลายเป็นเขา ?


“เราแค่เสพคอนเทนต์ หรือเราเริ่มกลายเป็นคอนเทนต์นั้นโดยไม่รู้ตัว?”

 

บางคนแต่งตัวเหมือนคนที่ตาม บางคนแชร์โพสต์การเมืองบ่อยขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคย บางคนเริ่มโพสต์คำคม คล้ายครีเอเตอร์ที่ชอบ อาจไม่ใช่แค่การอยากแสดงความคิดเห็น

 

แต่ลึก ๆ แล้ว เรากำลังแสดงออกว่า “ฉันอยากมีพื้นที่ตรงนี้ในสายตาคนอื่น” เราอาจไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเอง แต่พอเสพเนื้อหาบ่อย ๆ พฤติกรรมของเราก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

 

เช่น เริ่มแชร์คำคม เริ่มโพสต์เหมือนครีเอเตอร์ที่เราชื่นชอบ เริ่มแต่งตัว คล้ายเขา โซเชียลมีเดียกลายเป็น “expansion” หรือการขยายตัวตนของเราในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง โดยที่เราอาจไม่ได้รู้ตัวว่ากำลังเปลี่ยนแปลงอยู่

 

 

ข้อดีของการมีต้นแบบในโลกออนไลน์

 

การแสวงหาตัวตนผ่านโซเชียลไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป มีบางกรณีที่มัน “จุดประกาย” ให้คนค้นพบสิ่งที่ตัวเองสนใจ เช่น

 

–  เด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้จะเรียนอะไร แต่ดูคลิปพี่ครีเอเตอร์พูดเรื่องสุขภาพจิตแล้วรู้สึกอิน

 

–  คนทำงานออฟฟิศที่หมดไฟ แต่บังเอิญเห็นโพสต์ของคนที่เริ่มชีวิตใหม่ในต่างจังหวัด แล้วรู้สึก “ฉันก็อยากเริ่มใหม่บ้าง”

 

ถ้าเรามีพื้นฐานจิตใจที่มั่นคงพอ มันอาจเป็น “แรงบันดาลใจ” ที่พอดี และมีประโยชน์ได้

 

 

ข้อเสีย

 

ข้อเสียสำคัญของการแสวงหาตัวตนผ่านโซเชียลคือ… เรามักเห็นแค่ “บางด้าน” ของคนเหล่านั้น  ไม่มีใครโชว์ตัวเองแบบ 360 องศาในโลกออนไลน์

 

เรามักเห็นเฉพาะ “เวอร์ชันที่ดีที่สุด” ซึ่งผ่านการเลือกแล้วเลือกอีก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงที่กระแส “ความสำเร็จวัดที่รายได้” บูมสุด ๆ หลายคนตั้งเป้าว่าต้องมีรายได้เท่าคนในคอนเทนต์ที่เขาดู

 

พยายามไล่ตามแบบไม่รู้ว่าคนนั้นต้องแลกอะไรไปกว่าจะมาถึงจุดนั้น และเมื่อไล่ไม่ทัน ความเฟลไม่ได้เกิดแค่ “ฉันไม่เก่ง” แต่มันแทรกซึมลึกลงไปถึงระดับความเชื่อว่า “ฉันไม่มีคุณค่า ไม่มีคนรัก เพราะฉันไม่เหมือนเขา”

 

 

การแสดงออกในโซเชียล = การแสวงหาตัวตนบนโลกออนไลน์ ?

 

คำตอบคือ “ไม่เสมอไป” บางครั้งเราก็แค่ อยากแชร์ อยากเก็บ อยากบ่น อยากวิจารณ์ อะไรบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องตีความว่าเป็นการเรียกร้องความรักหรือการยืนยันตัวตนเสมอไป

 

แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ใช้สิ่งเหล่านี้ “เป็นกระบวนการสร้างตัวตน” โดยไม่รู้ตัว และ เจ้าของโพสต์ย่อมรู้ดีที่สุดว่าทำไปเพื่ออะไร

 

การจะไปตัดสินจากภายนอกว่าใครกำลังขาดอะไร ไม่ควรทำ เพราะเราไม่เห็น “ต้นทาง” ในใจของเขา

 

 

สุดท้าย… เราก็ยังเป็นมนุษย์ที่แสวงหา ไม่ว่าเราจะอยู่ในยุคไหน ไม่ว่าเราจะแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดียหรือโลกแห่งความจริง มนุษย์ทุกคนต่างแสวงหาตัวตน แสวงหาการยอมรับ

 

และแสวงหาความหมายของการมีอยู่ การมีต้นแบบไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ยอมละทิ้งตัวตนของเรา เพียงเพื่อเป็นภาพลวงที่สังคมยกย่อง

 

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

ถ้าเราไถฟีดเราจะเห็นกระแสรักตัวเองที่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งมันเป็นเรื่องดี แต่อาจมีอยู่หลายๆ

 

ครั้งที่เวลาที่เรารู้สึกแย่ หรือไม่รักตัวเองเราจะรู้สึกผิด เราจะฝืนให้ตัวเองคิดบวก จนบางทีมันแอบรู้สึกอึดอัดแปล ๆ

 

บางครั้งเราจะรู้สึกแย่กับตัวเอง แต่บางทีพอกระแสการรักตัวเองมันเยอะมาก ๆ มันก็เลยเหมือนบังคับให้เราพูดได้ไม่เต็มปาก

 

ชวนตั้งข้อสังเกต แล้วค่อยๆดูไปพร้อมกันว่า การแสการรักตัวเองมันเยอะไปจนเป็นผลเสียรึเปล่า 

 

Toxic Positivity / Toxic Self-love

 

มุมจิตวิทยาใช้คำว่า Toxic Positivity คิดบวกจนเป็นพิษ

 

หมายถึงการกระทำที่ หลีกเลี่ยง กดเก็บ หรือปฎิเสธความรู้สึกหรือประสบการณ์เชิงลบ

 

ปฎิเสธอารมณ์ของตัวเองหรือคนอื่น แล้วยืนกรานที่จะให้คิดบวกแทน “หลีกเลี่ยง เก็บกด ปฎิเสธ ประสบการณ์เชิงลบของตัวเอง/คนอื่น”

 

การหลีกเลี่ยงอารมณ์ในระยะยาวจะทำให้เรารับมืออารมณ์ไม่เป็น จัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้

 

และบางครั้งก็คาดหวังว่าทุกอย่างจะต้องดี จะต้องสวยงาม ต้องมองโลกในแง่บวกสิแล้วมันจะจบได้ด้วยดี

 

ซึ่งบางสถานการณ์ตรงหน้า มันเกินที่จะอธิบายได้แต่เราก็ยังจะไม่เป็นไร ธรรมชาติของคนเราถูกออกแบบมาให้มีหลายอารมณ์เกิดขึ้น

 

ถ้าเราจะปิดลบเปิดบวกอย่างเดียวบางอย่างที่เรากดไว้ มันจะทำร้ายเราในภายหลัง

 

เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดบวกจนเป็นพิษจะสร้างปัญหาในการใช้ชีวิตกับเรา ผลกระทบการ Toxic Positivity ถ้าเราสะสมไปเรื่อย ๆ

 

ก็จะไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่ร้ายแรงได้ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล การเก็บกดความรู้สึก

 

แค่ไหนถึงรักมากเกินไป

 

5 สัญญาณ โลกสวยจนเป็นพิษ

  1. ปฎิเสธ เก็บกดอารมณ์เชิงลบ แทนที่ด้วยอารมณืเชิงบวกที่ปลอม (เราไม่ได้รู้สึกจริงๆ)  

 

2. แทรกแซงการแสดงออกทางอามรณ์โดยปกติ 

 

3. รู้สึกผิด / รู้สึกแย่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น

 

4. ไม่สามารถเคารพอารมณ์หรือประสบการณ์ของคนอื่นได้

 

5. ตำหนิความรู้สึกคนอื่น

 

6. ถูกคนรอบตัวเอาเปรียบแต่ก็ยังปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร หรือบางครั้งเราก็บิดความรู้สึกจริง ๆ ที่ควรเกิดขึ้นว่าเราไม่ชอบนะ

รับมือถ้าเราติดอยู่กับการโลกสวยจนเป็นพิษ

 

 

บางครั้ง เวลาเจอคนอื่นมาปรึกษาแล้วเขากำลังรู้สึกไม่ดี เราในหน้าที่สายซัพ เมื่อคำปลอบโยนหรือการแนะนำของเรา

 

ชี้ไปในทางที่ชวนให้ปฎิเสธอารมณ์เชิงลบที่เกิดขึ้น เช่น พยายามบอกให้เขามองในแง่บวก อย่าเศร้าเลย หรือ มองในแง่ดี คนอื่นแย่กว่าเราตั้งเยอะ 

 

เพราะฉะนั้นรับฟัง ด้วยความรู้สึกเข้าใจ แสดงให้เห็นว่าการมีอารมณ์เชิงลบต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทุกคน

 

ให้อีกฝ่ายได้ระบายความรู้สึกอย่างที่กำลังรู้สึกจริง ๆ ไม่เอาบรรทัดฐานของใครไปวัดค่าคนอื่น เพราะคนเรามีพื้นฐานการเติบโตและสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน 

 

มันโอเคที่จะไม่ชอบตัวเองบ้าง มันโอเคที่จะเล่ามุมที่ไม่บวกให้ใครสักคนฟัง มันคืออารมณ์ ๆ หนึ่ง ให้มันเข้ามา ยอมรับว่ามันมีอยู่ แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้มันไหลออกไปตามธรรมชาติ

 

และก็บางทีการไม่ชอบตัวเองบ้างมันก็ดีนะสำหรับมาย บางทีเราอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ชอบบ้างเพื่อจะได้ตกตะกอน

 

อะไรบางอย่างหรือหาข้อบกพร่องของตัวเอง แต่อย่าให้มันมาควบคุมเรา ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเกิดได้มันก็หายไปได้เหมือนกัน 

 

โรคซึมเศร้า หลายครั้งที่เราเผลอตัดสินสิ่งที่เราคิดว่าจริง และเชื่อว่าโรคซึมเศร้าามันเป็นแบบไหน แต่เราลืมไปว่าสิ่งที่เรากำลังคิด เราไม่ได้เผชิญมันด้วยตัวเอง !! “โรคซึมเศร้า”

 

หนังสือที่เป็นเหมือนคู่มือทำความเข้าใจโรคซึมเศร้า   เขียนโดย นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จาก Amarin health

 

“ โรคซึมเศร้ามีอยู่จริง ” 

 

มักมีคำพูดประเภท “อย่าคิดมาก”  “อย่าอ่อนแอเกินไป”  หรือ “คิดไปเองหรือเปล่า?”   คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ไร้ความหมาย คนพูดมักไม่ได้สวมบทบาทของผู้ป่วย หรือจิตแพทย์ 

 

ถึงแม้ว่า ผู้ป่วย “คิดมาก” “อ่อนแอ” “คิดเอาเอง” “ไม่เข้มแข็ง” หรือ “ไม่ปล่อยวาง” อาการที่เกิดขึ้นทั้งหมดในใจของเขาก็ยังคงเป็นของจริง นี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นอาการของโรคซึมเศร้า (symptoms)

 

ในการวินิจฉัย จิตแพทย์ไม่ได้ใช้เพียงแค่ความรู้สึก หรือฟังเพียงคำบอกเล่าเหมือนกับเรา แต่ใช้วิธีตรวจสุขภาพจิตเฉพาะ ให้ได้หลักฐานที่เป็นรูปธรรม และทำให้รู้ว่า “โรคซึมเศร้ามีอยู่จริง” 

 

 

การ “ เลือกจากไป ” ที่สมเหตุสมผล ?

 

ทุกคน รู้ไหมว่า… เมื่อคลื่นของความคิดที่ว่า “ฉันอยากหายไปจากโลกนี้” พัดเข้ามาในใจของผู้ป่วย เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางตัน เป็นภาระ หมดหนทาง ไม่มีแม้แสงสว่างให้คว้า                                                                             

 

เขาจะหาเหตุผลมารองรับความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นและหลงเชื่อว่าเขาผิดจริง ๆ เชื่อจริง ๆ ว่าได้พยายามสุดความสามารถแล้ว ทั้งเพื่อตัวเอง และเพื่อคนอื่น  

 

ทางเลือกนี้ มันไม่ได้ดูน่ากลัวในตอนนั้นเลย แต่การจากไปในเวลานั้น มันกลับดู “สมเหตุสมผล” 

 

คลื่นความคิดนี้ดูจะมีพลัง แต่หากคนรอบตัวรวมถึงผู้ป่วยร่วมใจ ไม่ปล่อยให้เกิดความเสี่ยง คลื่นนั้นจะเพียง พัดมา และ พัดไป 

 

“สำหรับจิตแพทย์ ผู้ที่พยายามจากโลกนี้ไปทุกคนกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ไม่มีคำว่า “เรียกร้องความสนใจ” ไปจนถึงคำว่า “สำออย” หรือ “แกล้งทำ” เพราะ

 

“เขาคือผู้ป่วย มีศักดิ์และสิทธิ์ของผู้ป่วย” 

 

*** ทั้งนี้หัวข้อนี้มิได้เป็นการสนับสนุน แต่เพียงสื่อสารในมุมที่เราอาจยังไม่เข้าใจเสียงในใจของผู้ป่วย 

 

 

โรคซึมเศร้าไม่ได้หาย ด้วยการทำใจหรือปล่อยวาง 

 

โรคซึมเศร้าอาจจะหายเองได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่หายเอง เพราะมีปัจจัยพัวพันกันหลายข้อ  โรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคทางสมอง แต่กลับเป็นโรคทางจิตใจ (จิตเวช) ไม่สามารถกินยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้อโรคเหมือนการอักเสบได้

 

ผู้ป่วยต้องการการรักษาจากจิตแพทย์ด้วยวิธีที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ถ้าผู้ป่วยและญาติให้ความร่วมมือในการรักษา มีวินัยในการกินยา และดูแลตัวเอง ประคับประคองกันอย่างเข้าใจ ก็จะกลับมายิ้มอย่างสดใสได้อีกแน่นอน 

 

 

หายขาดได้ไหม 

 

หลายครั้งที่ผู้ป่วยอาจไม่หายขาดเพราะ โรคซึมเศร้าป็นโรคทางจิตใจ ยากแท้หยั่งถึง แต่ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยบางคนหายขาด แต่ส่วนใหญ่อาจจะแค่ อาการสงบ

 

ซึ่งอาการสงบก็แบ่งออกเป็น 2 ขั้นอีกก็คือ สงบอย่างสมบูรณ์ สงบบางส่วน อาจมีอาการบางอย่างหลงเหลืออยู่บ้าง  ซึ่งตัวชีวัด ก็คือคุณภาพชีวิตของตัวเอง อีกอย่างหนึ่งคือความพอใจในคุณภาพชีวิตของตัวเอง

 

 

ที่มา :

บทความนี้เป็นเพียงเนื้อหาส่วหนึ่งของหนังสือ “โรคซึมเศร้า”  เท่านั้นค่ะ

 

 

ใครกำลังมีความคิดที่ไม่ค่อย Healthy กับสุขภาพจิตใจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคิดเชิงลบต่อตัวเอง เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

 

กดดันตัวเองจนหลับไม่ลง … ความคิดลบมักเกิดขึ้นง่ายกว่าสิ่งอื่นใด เพราะมันเป็นหนทางที่นำพาเราไปสู่การมีชีวิตรอด แม้มันจะไม่น่าภิรมย์ก็ตาม

 

 

การเปรียบเทียบที่แสนจะอภิรมย์ 

 

ถ้าให้เพื่อน ๆ คิดไว ๆ ด้วยความคิดที่เปรียบเทียบกับคนอื่น เราจะเปรียบเทียบเรื่องอะไรกัน ส่วนใหญ่อาจจะนึกถึงเรื่องหน้าตา ฐานะการเงิน ครอบครัว

 

ความอยากมี อยากเป็น อยากได้ จริง ๆ ความคิดเชิงเปรียบเทียบมีไว้ก็ไม่เสียหาย อยู่ที่เราจะทำยังไงกับความรู้สึกอยากนั้นมากกว่า

 

เพราะอารมณ์ความรู้สึกที่ตามมาหลังจากการเปรียบเทียบ ไม่จำเป็นต้องเป็นความอิจฉาเสมอไป

 

เด็ก ๆ สมัยเรียน พวกเราคงเคยมีความคิดว่า อยากเรียนให้เก่งเหมือนพี่ อยากมีความกล้าแบบเพื่อน และไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย

 

ความคิดเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกก็ยังคงได้ยินและพบเจอได้ทุกวัน…‘อยากเกิดมาสวยแบบพี่สาวคนนั้นบ้าง’ ‘อยากสูงหุ่นดี ร้องเพลงเพราะเหมือนไอดอลชายคนนี้’

 

จนถึงวัยที่หาเลี้ยงตัวเองได้ ก็ยังมีบางช่วงเวลาที่คิดว่า อยากกินทุกอย่างโดยไม่ต้องคิดมากเรื่องเงิน หรือเวลามีเรื่องเครียด

 

อยากหนีไปนอนโรงแรมหรือไปเที่ยวต่างประเทศบ้างจัง..คนเรามักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่มีอำนาจทางการเงินที่สูงกว่า

 

เพราะความฝันของใครหลายคน คงเป็นการมีเงินถุงเงินถังโดยไม่ต้องกังวลว่า ชาตินี้จะมีวันใช้หมดไหม เพราะเงิน

 

แทบจะเป็นเหมือนปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้เลย แค่มีเงิน ทุกคนก็สวยขึ้น หล่อขึ้นได้ เลือกเข้าสังคมได้ง่าย

 

ดูแลสุขภาพร่างกายได้ยาวนานขึ้น บางคนอาจจะเถียงกลับว่าไม่จริงหรอก แต่ถ้ามองว่ามีเงินดีกว่าไม่มี จะมีใครเถียงคำพูดนี้กลับมาไหม

 

จริงอยู่ที่การเปรียบเทียบกับคนที่มีน้อยกว่าเรา จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้บ้าง

 

แต่คนเรายังคงเลือกที่จะไล่ไขว่คว้าสิ่งที่อัพเกรด เพิ่มความพิเศษ ความพรีเมียม นั่นก็เพื่อต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น

 

 

การจัดการความรู้สึกอยากเป็นคนอื่น

ความอิจฉา การเปรียบเทียบ แน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายจนต้องห้ามเกิดขึ้นในชีวิต การที่เรายอมปล่อยให้มันเกิดขึ้นอย่างซื่อสัตย์และยอมรับมัน

 

ก้อนความคิดความรู้สึกเหล่านั้นจะยังไม่ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นก้อนเนื้อร้าย แต่ตราบใดที่เรามัวแต่วิ่งหนี ก้อนความรู้สึกนั้นมันจะได้ใจ

 

มันจะใช้เวลาก่อตัวจนกลายเป็นความทุกข์ก้อนโตที่ทำให้เราจุกอกจนหน้าแดง อยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก และจะอึดอัดมากเมื่อมันกลืนกินความกลัวที่เรามีต่อมันจนตัวมันใหญ่ขึ้น

 

สิ่งที่จะละลายก้อนความรู้สึกนั้นได้… คิดว่าคืออะไร บางคนอาจจะละลายก้อนเนื้อนั้นด้วยการสารภาพความรู้สึกและกลับมาจัดการความรู้สึกตัวเองด้วยการยอมรับ

 

และโฟกัสแค่ตัวเองว่าเรามีดีอะไร ขาดอะไรที่สามารถหามาทดแทนได้ เพราะบางคนก็มองว่า ความรู้สึกอิจฉา มันเกิดจากความรู้สึก ‘ขาด’ ของตัวเองที่มีต่อคนอื่น

 

ถึงแม้บางครั้งเราอาจไม่ได้โหยหามันขนาดนั้น แต่เมื่อสังคมรอบข้างมี ดันกลายเป็นว่าเราบังคับให้ตัวเองต้องมีเหมือนคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

 

หากถามว่าความคิดส่งผลต่อการกระทำคนเรามากขนาดนั้นเลยเหรอ จุดเริ่มต้นของการกระทำมักมาจากความคิด

 

การที่เรามุ่งมั่นที่จะลงมือทำบางอย่างนั้นก็เกิดจากการที่เราเชื่อมั่นในความคิดตนเองว่ามันจะออกมาอย่างที่เราคิดหรือคาดหวังไว้

 

และการที่เรามีความรู้สึกอยากเป็นคนอื่นคนที่เราชอบ คนที่เราชื่นชมดูสักครั้ง นั่นก็มาจากความคิด จากสมองที่ประมวลผลให้เราดิ้นรนเพื่อตามหาความสุขของตัวเอง

 

 

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก

บางครั้งเราก็อาจอดไม่ได้ที่จะคิดว่า “ถ้าฉันได้เป็นเขา ชีวิตคงจะดีกว่านี้” ความอยากลองเป็นคนอื่นไม่ได้แปลว่าเราไม่พอใจกับตัวเองเสมอไป

 

แต่มักเกิดจากความสงสัย ความเปรียบเทียบ หรือแม้แต่ความฝันที่อยากจะหลุดพ้นจากข้อจำกัดบางอย่างที่ตัวเองเผชิญอยู่

 

การได้มองชีวิตผ่านมุมมองของคนอื่นจึงกลายเป็นความปรารถนาที่แฝงไปด้วยทั้งความอยากรู้และความหวัง

 

ไม่ว่าจะเป็นการอยากมีความมั่นใจแบบคนนั้น หรืออยากมีชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนคนนี้

 

ความรู้สึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่แสวงหาความหมายและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับชีวิตของตนเอง

 

บางคนเขาอยากมีหน้าตาเหมือนดาราคนนี้ เขาก็อาจใช้วิธีการเข้ารับการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า

 

หรือบางคนก็เลือกการคอสเพลย์เป็นตัวช่วยเสริมความฝันให้เป็นความจริง ซึ่งก็ถือเป็นการตัดสินใจด้วยสิทธิ์ของชีวิตและร่างกายของเขา

 

ถ้าเขามีความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น ดูมีความสุขมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับตัวเขาเอง และมันคงไม่หนักหนาอะไรที่เราจะเคารพสิทธิ์และยินดีที่เขามีความสุข

 

ดังนั้นความรู้สึกอยากลองเป็นคนอื่นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย มันเป็นสิ่งธรรมชาติที่เกิดจากการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

 

โดยเฉพาะในยุคที่เราถูกกระตุ้นด้วยภาพลักษณ์ ความสำเร็จ และชีวิตของผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์บ่อย ๆ

 

แต่เมื่อความเปรียบเทียบกลายเป็นแรงกดดัน ความรู้สึกไม่พอใจในตัวเองก็อาจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่มนุษย์ใช้เพื่อประเมินคุณค่าของตัวเอง

 

การเปรียบเทียบอาจกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาก็จริง แต่ในทางกลับกัน หากเปรียบเทียบในเชิงลบมากเกินไป

 

ก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกด้อยคุณค่า ความวิตกกังวล หรือแม้กระทั่งอาการซึมเศร้าได้ ในอีกด้านหนึ่ง ความอยากเป็นคนอื่นอาจสะท้อนถึง “การหลีกเลี่ยงตัวตน”

 

ซึ่งเป็นกลไกป้องกันทางจิตที่เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกไม่พอใจในตัวเอง หรือรู้สึกว่าเราไม่สามารถจัดการกับความจริงบางอย่างในชีวิตได้

 

ความรู้สึกอยากหนีไปเป็นใครสักคน อาจเกิดจากความเหนื่อยล้าหรือความไม่มั่นใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่ ทำให้การจินตนาการว่าได้เป็นคนอื่น

 

จึงกลายเป็นทางหนีชั่วคราวจากความเจ็บปวดหรือแรงกดดันที่เผชิญอยู่ … สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของการอยากเป็นคนอื่น

 

อาจทำให้เราหลงลืมคุณค่าและความงดงามที่ตัวเราเองมีอยู่ การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นตลอดเวลาอาจนำมาซึ่งความกดดันและความไม่พอใจในชีวิตปัจจุบันได้

 

 

อย่าโทษตัวเองในวันที่เราอยากเป็นคนอื่น แค่กอดตัวเองเบา ๆ…

 

“เหนื่อยหน่อยนะวันนี้ แต่ไม่เป็นไรนะ พอแค่นี้ก่อนก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”

 

Victim Blaming การต่อว่า การตัดสิน การกล่าวโทษเหยื่อ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมเพราะอะไร  มาหาคำตอบกับรายการพูดคุย Alljit x คุณวันเฉลิม คงคาหลวง นักจิตวิทยา

 

Victim Blaming คืออะไร ?

 

การที่สังคม หรือใครบางคน โยนความผิดไปให้กับผู้ที่ถูกกระทำ แทนที่จะมองว่าใครเป็น “ผู้กระทำผิด” จริง ๆ เป็นการอธิบายหรือสรุปเหตุการณ์ว่า

 

“เพราะเหยื่อทำแบบนั้นจึงสมควรถูกกระทำ” ซึ่งเป็นการซ้ำเติมจิตใจของผู้ที่กำลังบอบช้ำ ตัวอย่างเช่น :

 

–  “ก็แต่งตัวโป๊ขนาดนั้น ไม่แปลกหรอกที่จะโดนล่วงละเมิด”

 

–  “ก็ยังทนอยู่กับสามีที่ชอบทำร้ายตัวเอง จะโทษใครได้”

 

–  “ไม่พูด ไม่โวยวาย ก็สมควรโดนแล้วแหละ”

 

ในมุมของคุณนักจิตวิทยา การพูดแบบนี้ไม่ใช่การเตือน ไม่ใช่การวิเคราะห์ แต่คือ การกล่าวโทษ อย่างชัดเจน เพราะมันอิงอยู่บนความคิดว่า”เหยื่อมีส่วนทำให้เรื่องร้ายเกิดขึ้น” ซึ่งไม่เป็นธรรม และทำร้ายจิตใจอย่างลึกซึ้ง

 

 

มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

แนวคิดของ การกล่าวโทษเหยื่อ มักเกิดจากระบบความเชื่อที่ฝังรากลึก เช่น ความเชื่อว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

 

ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่า ถ้าที่คุณโดนกระทำรุนแรง แสดงว่าคุณต้องมีพฤติกรรมหรือบุคลิกบางอย่างที่ทำให้สมควรโดน  แนวคิดนี้อันตราย เพราะ

 

–  มัน ลดความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด

 

–  และ สร้างแรงกดดันต่อผู้ถูกกระทำ ให้รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

 

 

 

เส้นบาง ๆ ระหว่าง “การวิเคราะห์” กับ “การกล่าวโทษเหยื่อ”

 

 

–  การวิเคราะห์เหตุปัจจัย เช่น การเข้าใจว่าเหยื่ออาจเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง หรืออยู่ในความสัมพันธ์ที่มีอำนาจไม่เท่ากัน

 

–  การ กล่าวโทษเหยื่อ เช่น การพูดว่า “ก็ทนอยู่เองนี่นา ก็สมควรแล้ว”  การวิเคราะห์ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ แต่การกล่าวโทษเหยื่อเป็นการตัดสินและซ้ำเติม

 

 

 

ทำไม Victim Blaming ถึงไม่ควรเกิดขึ้น ?

 

1. บั่นทอนจิตใจของเหยื่อ

 

–  เหยื่อจำนวนมากมีความรู้สึกผิดต่อตัวเองอยู่แล้ว

 

–  การถูกกล่าวโทษซ้ำจากคนอื่น ยิ่งทำให้เขาไม่กล้าเปิดเผย หรือขอความช่วยเหลือ

 

2. ทำให้เหยื่อโทษตัวเอง

 

–  เสียงจากสังคมกลายเป็น “เสียงในใจ” ที่ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าตัวเอง “สมควรโดน”

 

–  นำไปสู่การสูญเสียความมั่นใจและความรู้สึกมีคุณค่า

 

3. ส่งผลต่อสุขภาพจิต

เหยื่อที่ถูกต่อว่ามีแนวโน้มสูงที่จะเข้าสู่ภาวะ:

 

–  Low Self-Confidence

–  Low Self-Esteem

–  Depression

–  และในบางรายอาจพัฒนาเป็น Major Depressive Disorder

 

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ สังคมควรเรียนรู้ที่จะ รับฟังและเข้าใจ ไม่ใช่ “ด่วนตัดสิน” ว่าใครผิดใครถูก เพียงจากภาพที่เห็นหรือประโยคที่ได้ยิน

 

เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าใครสมควรเจออะไร

แต่เรามี “หน้าที่” ที่จะทำความเข้าใจ และทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

 

 

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

 

เพราะอะไรเราถึงชอบเสพข่าวฆาตกรรม สงสัยกันไหมว่าเพราะอะไร คนบางคนถึงชอบดูข่าวหนัก ๆ อย่างข่าวดราม่าหรือข่าวฆาตกรรม แล้วเพราะอะไรคนบางคนถึงชอบ

 

แต่คนบางคนถึงไม่ชอบล่ะ Learn & Share อีพีนี้ขอชวนเพื่อน ๆ มาดูคำอธิบายทางจิตวิทยาต่าง ๆ ที่อาจอธิบายได้ว่าเพราะอะไรเราถึงชอบและไม่ชอบข่าวดราม่า และแบบไหนถึงเรียกว่าเสพมากเกินไป

 

เพราะอะไรเราถึงชอบเสพข่าวฆาตกรรม หรือ ข่าวดราม่า

 

1. Survival Instincts & Negativity Bias

 

1.1   เพราะสัญชาติญาณการเอาตัวรอด การเสพข่าวด้านลบเพื่อการระวังตัวเพื่อเอาตัวรอด 

 

1.2  สมองมนุษย์เลือกที่จะสนใจข่าวแย่มากกว่าข่าวดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

 

 

2. Emotional Stimulation

 

2.1 ข่าวแย่ ๆ กระตุ้นอารมณ์ ได้ดีกว่า ทำให้มีความรู้สึกร่วมกับเรื่องราวนั้น ๆ มากกว่า 

 

2.2 ตื่นเต้นกว่า ฮอร์โมน  Dopamine หลั่ง เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ระบบประสาทของเราตื่นตัว ใช้ความคิดมากขึ้น

 

 

3. Morbid Curiosity “ ความอยากรู้อยากเห็นสิ่งน่ากลัว ”

 

เราไม่อยากให้เรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้น เราก็อยากรู้ว่าเกิดยังไง เจ็บแค่ไหน  เราอยากรู้เพราะเราจะได้เข้าใจว่าเหตุการณ์นั้น ๆ จะเป็นอย่างไร 

 

เช่น รับชมภาพยนตร์เกี่ยวกับจระเข้กัด แล้วเนื้อขาด เพื่อเราจะได่รู้ว่าลักษณะการเนื้อขาดเป็นอย่างไร  เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อเอาตัวรอด

 

 

4. เพราะอะไรเราถึงชอบเสพข่าวฆาตกรรม เพื่อหนีปัญหาของตัวเอง?

 

ฟังปัญหาของคนอื่นช่วยให้เราหนีออกจากปัญหาของตัวเองได้  ขณะที่เรากำลังเผชิญปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ของตัวเอง จะดีกว่าไหมถ้าเราพักเรื่องของตัวเอง แล้วไปใส่ใจเรื่องคนอื่นแทน 

 

 

5. รู้สึกเหนือกว่าคนอื่น 

 

ฟังข่าวร้ายๆ ช่วยให้เรารู้สึกว่า “ฉันเป็นคนดี”  “ฉันไม่มีวันทำแบบนี้” เป็นคนที่ได้ตัดสินคนอื่น เพื่อความสบายใจของตัวเอง 

 

ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม (Social Comparison Theory) ของ Leon Festinger บอกไว้ว่า คนเรามักจะประเมินตัวเองจากการเปรียบเทียบกับผู้อื่น

 

เพื่อประเมินสถานะหรือสถานการณ์ของตนเอง ในกรณีนี้ การติดตามพวกเรื่องดราม่าอาจทำให้เรารู้สึกว่า “เราโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้น” รู้สึกว่าเรามีชีวิตที่ดีกว่าหรือปลอดภัยกว่า

 

การเสพข่าวฆาตกรรมหรือข่าวดราม่าไม่ได้ผิด เพราะคือตอบสนองต่อความอยากรู้หรือความตื่นเต้นของมนุษย์เรา มันสามารถสะท้อนถึงกลไกทางจิตวิทยา

 

และพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีความซับซ้อนได้ แต่แค่พึงระวังว่าอย่าเกินขอบเขตจนรู้สึกเสียสุขภาพจิตกับตัวเองก็พอ

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

มิติของการกล่าวโทษผู้อื่น การกล่าวโทษผู้ถูกกระทำ และการกล่าวโทษผู้กระทำผิด เกิดขึ้นได้อย่างไรในทางจิตวิทยา

 

และเราควรจะต่อว่าผู้ทำผิดเพื่อเป็นบรรทัดฐานของสังคมหรือไม่  มาพูดคุยกับ Alljit x คุณวันเฉลิม คงคาหลวง นักจิตวิทยาการปรึกษา

มิติของการกล่าวโทษผู้อื่น (ถูกกระทำ)

 

การกล่าวโทษผ้ถูกกระทำ ไม่ใช่แค่การชี้ว่าคนไหนทำผิดเท่านั้น แต่มันสะท้อนโครงสร้างทางจิตใจของผู้ที่กล่าวโทษด้วย โดยทั่วไปอาจเกิดจาก 2 ลักษณะ คือ

1. กลุ่มที่รู้สึกดีเวลาได้กดคนอื่นลง

 

 มักเป็นคนที่ขาดความมั่นคงทางจิตใจ กลัวการด้อยค่าทางสังคม จึงรู้สึกดีเมื่อสามารถตำหนิหรือทำให้คนอื่น “ต่ำกว่า” ตัวเอง

2. กลุ่มที่กล่าวโทษด้วยความรู้สึกสะใจ

 

มักมีประสบการณ์ความเจ็บปวดหรือเคยถูกกระทำรุนแรงในอดีต การกล่าวโทษคนผิดจึงเป็นการระบายความรู้สึกที่สะสมอยู่ ซึ่งลึก ๆ แล้วอาจเกิดจากปม หรือแผลในใจที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา

การต่อว่าผู้กระทำผิดจริง เกิดจากอะไร

แม้จะเป็นการกล่าวโทษผู้ที่กระทำผิดจริง แต่อารมณ์เบื้องหลังที่ผลักดันการต่อว่าอาจมาจากหลากหลายชั้น เช่น

1.ความรู้สึกโกรธโดยตรงกับพฤติกรรมนั้น

เป็นการระบายความไม่พอใจโดยตรง อาจดูเหมือนเหมาะสม แต่หากแรงเกินไปอาจสะท้อนความ aggressive ที่มากเกินเหตุ

2. การกระตุ้นจากบาดแผลในใจของตัวเอง

คนบางคนมี “กล่องดำ” หรือความเจ็บปวดที่ฝังแน่นอยู่ในใจ และเมื่อเห็นเหตุการณ์คล้ายกับสิ่งที่เคยเจอ จะเกิดการกล่าวโทษรุนแรงโดยไม่รู้ตัว

3. การไล่ล่าหาผู้กระทำผิดเพื่อต่อว่า

เป็นสัญญาณของคนที่มี trauma หรือปมลึก ๆ แล้วใช้การกล่าวโทษซ้ำ ๆ เป็นช่องทางระบายความรู้สึกที่ไม่เคยถูกพูดถึงหรือยอมรับมาก่อน

เราสามารถกล่าวโทษผู้กระทำผิดได้ไหม ?

 

คำถามนี้ตอบได้ยาก เพราะมีหลายมิติที่เกี่ยวข้อง เช่น

1. ในระดับกฎหมาย

ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบตามกฎหมายก่อน กฎหมายเป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนและจับต้องได้

2. ในระดับศีลธรรม/จริยธรรม

บางกรณีอาจไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดในมุมของวัฒนธรรม ศาสนา หรือจริยธรรม

3. ในระดับสังคม (กฎหมู่)

บางครั้งสังคมใช้ “การลงโทษทางสังคม” อย่างการวิจารณ์หรือการแบน ซึ่งอาจรุนแรงเกินไป และย้อนกลับมาทำร้ายผู้วิจารณ์ได้เช่นกัน

ดังนั้น:

–  เราสามารถกล่าวโทษได้ ถ้าอยู่ในกรอบของกฎหมายและความเหมาะสม

–  แต่ควรตั้งคำถามว่าเรากำลังกล่าวโทษเพราะอะไร — เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม หรือเพื่อระบายความโกรธส่วนตัว?

–  และ เราต้องยอมรับผลของการกล่าวโทษด้วย เช่น ถ้ากล่าวโทษด้วยถ้อยคำรุนแรงหรือผิดกฎหมาย ก็อาจโดนฟ้องกลับได้

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

เคยไหมที่คิดว่าเราคือตัวเอกใน โลกของตัวเอง และคนอื่น ๆ คือตัวประกอบ

 

 

Main Character on Social Media 

 

การที่เราคิดว่าเราเป็นตัวเอกและคนอื่นคือตัวประกอบในทุกสถานการณ์ชีวิต แต่ไม่ใช่อาการที่แท้จริง

 

มันเป็นเพียงการแสดงออกที่เกิดบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งกลุ่มอาการของตัวละครหลักจะมีความทับซ้อนกับการหลงตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เหมือนกัน

 

หรือก็คือการที่เราคิดว่าตัวเองอยู่ในหนังที่มีคนกำลังดูอยู่  มีการ‘โรแมนติไซส์’ ชีวิตของตนเอง 

 

ปรับแต่งชีวิตให้เหมือนอยู่ในหนัง เพราะ Main character จะคำนึงเรื่องภาพลักษณ์ออนไลน์มากๆ ทุกอย่างที่ลงมันผ่านการกรอง การแต่ง การคิดคำนวนที่มากเกินไป

 

อาจจะไม่ดูอันตราย แต่ก็นำไปสู่การหลุดออกจากความเป็นจริงได้ กลายเป็นหลงตัวเอง ไม่แคร์ผลกระทบจากการกระทำของเราต่อคนอื่น

 

เพราะฉะนั้น Main Character จะเป็นข้อเสียก็ต่อเมื่อหลุดจากโลกความเป็นจริง + ขาดความเห็นอกเห็นใจ

 

แต่ว่าก็เป็นปกติที่เราจะเปลี่ยนตัวเองตามสถานการณ์ ตามแนวคิดของ Carl Jung จะเรียกว่า Persona

 

เป็นปกติที่เราจะคุยหรือมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันระหว่างคุยกับเพื่อน-ครู หรือในสถานการณ์ทางการ-ไม่ทางการ

 

ปกติที่เราจะมีความแตกต่างการบุคลิกภาพ แต่ Main Character จะคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่นโดยสมบูรณ์ 

 

อีกชื่อของ Main Character Syndrome คือ Protagonist Syndrome

 

นักจิตวิทยา ชื่อ ไมเคิล เวตเตอร์ อธิบายว่า Main character syndrome คือผลที่ตามมาจาก ‘ความปรารถนาตามธรรมชาติของมนุษย์’

 

ที่อยากจะได้รับ ‘การยอมรับ’ หรือเป็นหนึ่งเดียวกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิด ‘การโฆษณาจุดเด่นของตนเอง’ (self-promotion) ในทันที

 

 

Main character vs Narcissistic 

 

ถ้ามากเกินไปก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอันตรายได้ เพราะเราอาจจะคิดว่าเราคือ ‘ศูนย์กลางของโลก’ ไปหมด

 

ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า Self-centered อธิบายถึงคนที่เอาตัวเองเป็นหลัก ไม่แคร์คนรอบข้าง จนอาจเกี่ยวกับอาการทางจิตอื่น ๆ เช่น โรคหลงผิด โรคหลงตัวเอง

 

Narcissist เป็นโรคทางจิตเวชจริงๆ คิดว่าตัวเองสำคัญที่สุด ขาดความเห็นอกเห็นใจ ต้องการคำชื่นชมยกยอจากคนอื่น ขยายความสำเร็จของตัวเองให้ใหญ่เกินจริง 

 

มักจะเชื่อมกับโซเชียลมีเดีย เพราะว่า Social Media ให้เซนส์ของการเป็นคนสำคัญ เพราะเรามีผู้ชม เรามีผู้ติดตาม เรามีใครก็ไม่รู้ว่าฟอลเราได้

 

ก็เลยเอื้อให้เราสร้างบุคลิกใหม่โดยสมบูรณ์ไปเลยได้

 

วิธีสังเกตว่าเราเข้าข่ายอาการ Main Character

ถ้ามองในแง่ดี การมองตัวเองเป็นตัวละครหลัก ช่วยให้เรามีความมั่นใจและมองเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น แต่อีกนัยมันก็สะท้อนถึงปัญหาเรื่องความมั่นใจในตัวเองเหมือนกันจริง ๆ

 

เราอาจจะไม่มั่นใจในตัวเองตัวจริง เพราะก็มีความพยายามใช้โซเชียลเป็นเครื่องมือให้คนสนใจอยากเป็นตัวเองอีกคนที่สมบูรณ์แบบ

 

 

7 สัญญาณว่าคุณกำลังเป็น Main Character Syndrome จาก Charlie Health Center

  1. พฤติกรรมเอาตัวเองเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตัวเองที่สุด
  2. ขยายความสิ่งที่เกิดขึ้นให้ใหญ่เกินจริง เพื่อให้ได้ความสนใจ
  3. คิดว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นพล็อตของเรื่องราวของตัวเอง
  4. ขยายความรู้สึกให้ใหญ่เกินจริง รีแอคชั่นเว่อเกิดไป ทำทุกๆอย่างให้เป็นดราม่า ให้มันรุนแรงกว่าปกติ
  5. เชื่อว่าตัวเองควรได้รับความสนใจและการปฎิบัติที่พิเศษกว่าคนอื่น
  6. ไม่ค่อยใส่ใจคนอื่นๆ รอบตัว
  7. ปริมาณการใช้โซเชียลมีเดีย โพสเยอะ แชร์เรื่องของตัวเองเยอะ แล้วก็ผูกคุณค่าของตัวเองกับยอดไลค์

 

วิธีรับมือแก้ไข

 

 

หนังสือ “ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปี เราก็เป็นเถ้าธุลีกันหมดแล้ว” สำนักพิมพ์ Amarin How to

 

หนังสือเล่มนี้เป็นรวมบทความจิตวิทยา เขียนโดยจิตแพทย์ชาวญี่ปุ่น ชื่อ คุณฟุจิโนะ โทโมยะ

 

ซึ่งจากปกก็ดูเหมือนว่าผู้เขียนก็เป็นคนที่ดังพอสมควรเลยเพราะมีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน 

 

 

ตอนนี้เราเข้มงวดกับตัวเองมากไปรึเปล่า

 

Self-compassion

 

หลาย ๆ บทในเล่มพูดถึงประเด็นที่ว่า เราผ่อนคลายกับตัวเองบ้างก็ได้นะ เราผิดพลาดได้ เราขี้เกียจได้ เราเห็นแก่ตัวบ้างก็ได้

 

ถ้าเรามองว่าชีวิตเรามีจำกัด แล้วเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตอยู่อีกไหม แล้วเอาแนวคิดนี้มาทบทวนแต่ละวันของตัวเองใหม่ เราจะพบว่า บางอย่างไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำก็ได้ 

งานของวันพรุ่งนี้

ในเล่มจะมีบทหนึ่งที่พูดถึง งานของวันพรุ่งนี้ คุณ ฟุจิโนะ เขียนไว้ว่า

 

ถ้าพักวันนี้ได้ ก็พักวันนี้ดีกว่าไหม เราจะเอาเวลาพักของวันนี้ไปทำงานของวันพรุ่งนี้ทำไม  มันก็คือการบริหารเวลาแบบที่ทำให้สุขภาพกายและใจเราดีไปด้วย 

 

หมดไฟ

บางทีเรา หมดไฟในงาน หรือสุขภาพกายสุขภาพจิตเสีย ก็อาจจะเพราะเราทำงานของวันพรุ่งนี้นั้นแหละ

 

เราใช้พลังงานมากเกินจำเป็นจนมันหมดไฟไปเลย ซึ่งมันก็ไม่ดีต่อการทำงานในระยะยาว

 

คุณฟิจิโนะเขียนไว้ว่า “คนจำนวนมากป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเพราะไม่ได้หยุดพักในจังหวะเวลาที่เหมาะสม”

 

เพราะฉะนั้น เราอาจจะไม้ต้องหักโหมกับหลายๆ สิ่งในชีวิตมากก็ได้ เอาแบบพอดีแต่ทำได้ยาวๆ ดีกว่าทำเยอะๆ แล้วหมดไฟเร็ว

 

หาตัวช่วย

อะไรที่เราไม่ชอบ ไม่อยากทำ ถ้าเป็นไปได้เราก็หาตัวช่วยดีกว่า หาคนที่ช่วยเราทำงานส่วนนี้

 

หรือเครื่องมือสักอย่างที่ช่วยแบกภาระตรงนี้ของเราออกไป เราจะได้เก็บแรงไปทำหน้าที่ส่วนอื่นที่เราทำได้ดีดีกว่า

 

เราปล่อยมือจากอะไรได้บ้าง

ทบทวนกับตัวเองก็ได้ว่า เราปล่อยมือจากอะไรได้บ้าง แล้วเราจะพบว่ามีงานหลายๆ ส่วนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่เรา

 

เราปล่อยไปบ้างก็ได้ เพราะอย่าลืมว่า หลายๆ อย่างในโลกนี้มีคนทำแทนได้ แต่สุขภาพเราต้องดูแลเอง 

 

ใช้ชีวิตให้มีความสุข

เราควรใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุข ความตึงเครียดไหนที่มันเลี้ยงได้ เราก็เลี้ยงบ้าง ไม่ต้องสู้กับมันทุกอัน

 

เพราะตัวเราเองก็ควรเก็บแรงและความจริงจังไปกับอะไรที่ซีเรียสที่มันอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตดีกว่า 

 

ปรับมุมมอง

สิ่งสำคัญอีกข้อเลยคืออย่าลืมให้กำลังใจตัวเอง หลายครั้งมักจะเป็นตัวเราที่โบยตีตัวเองมากที่สุด

 

หนังสือยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราตื่นสาย เราอาจจะตำหนิตัวเองว่าทำไมขี้เกียจ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันอาจจะแค่วันเดียวที่เราพลาด แล้วมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากด้วย 

 

ลองเปลี่ยนความคิดที่ว่า “วันนี้เราทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง” เป็น “ขนาดวันนี้เหนื่อยมากแต่ก็ยังลุกมาอาบน้ำไหว”

 

ก็เพิ่มพลังใจให้เราได้มากเหมือนกัน หลายอย่างในชีวิตเรามีข้อดี แค่ต้องปรับมุมมอง แต่บางทีเราก็หลงลืมอะไรแบบนี้ไป ซึ่งเป็นปกติ

 

แต่เราฝึกที่จะใจดีกับตัวเองได้ ฝึกผ่อนปลนตัวเราเองบ้าง คุณฟุจิโนะเขียนไว้ในเล่มครับว่า “เมื่อไหร่ที่เราใช้ชีวิตแบบไม่ฝืน เมื่อนั้นเราจะเปล่งประกายมากที่สุด”

 

เพราะฉะนั้นแล้ว เราลองมาฝึกใช้ชีวิตให้เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย ฝึกแบ่งเวลาเพื่อตัวเราเอง ไม่แน่ว่าถ้าทำได้ สุขภาพใจเราอาจจะดีขึ้นก็ได้

 

 

 

ถ้าใครกำลังรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้มันหนักเกินไป ลองให้คุณฟุจิโนะคอยปลอบเราและเตือนว่า เราสามารถมีความสุขได้ตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าเครียดสะสมจนเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต 🙂