Posts

หลายคนอาจจะเชื่อว่าความทรงจำของเราเป็นสิ่งคงทน เป็นหลักฐานสำคัญที่น่าเชื่อถือ

 

แต่อยากชวนทุกคน ทบทวนดูอีกครั้งว่า ความทรงจำเราหน้าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน 

 

 

ปรากฎการร์ความทรงจำหลอกที่เกิดขึ้นในคนจำนวนมากแบบนี้เรียกว่า Mandela Effect

 

Mandela Effect คือปรากฎการณ์ที่คนจำนวนมากจำเหตุการณ์บางอย่างผิดไปจากความเป็นจริงเหมือน ๆ กัน

 

 

  1. สาเหตุแรกของ Mandela Effect หรือความจำหลอก คือ การชักจูง และ Fake News

 

มีงานวิจัย ให้กลุ่มนักศึกษาดูคลิปรถชน หลังจากดูจบให้ทั้งสองกลุ่มที่ดูคลิปเดียวกันบรรยายภาพที่เห็น ทำตอบก็ไม่ได้ต่างกันมาก 

 

เวลาผ่านไปให้ทั้งสองกลุ่มกลับมาบรรยายคลิปที่เห็นอีกครั้ง กลุ่มนึงโดนถามว่า “รถอัดกันแรกแค่ไหน” แทน “รถชนกันแรงแค่ไหน” 

 

ผลปรากฎว่า กลุ่มที่ใช่คำว่า “อัดกัน” จำได้ว่ารถชนกันแรงและเละเทะกว่าคลิปจริงๆ

 

 

2. สาเหตุที่สอง คือ สมองเติมภาพให้เต็ม

กระบวนการจำของสมองเราไม่เหมือนการถ่ายภาพเก็บไว้ แต่เหมือนเป็นการเสฟไฟล์ทับไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราระลึกถึง เราประกอบสร้างใหม่

 

รายละเอียดของความทรงจำหายไปเสมอตามกาลเวลา พอเรานึก เราก็จะเติมมันให้เต็มเอง 

 

เช่น ถ้าเราคิดว่า ตอน 6 ขวบเราทำอะไรอยู่ น่าจะตกบันไดนะ สมองก็จะเริ่มจินตนาการภาพออกมา

 

พอผ่านไป มานึกย้อนอีกที่เราก้อาจจะเริ่มเชื่อจริงๆ ว่าตอนหกขวบเราเคยตกบันได (เพราะสมองเคยสร้างภาพไว้แล้ว) แล้วพอยิ่งนึก สมองก็จะยิ่งเพิ่มดีเทล

 

 

3. สาเหตุสุดท้ายคือ ความคาดหวังและภาพจำ – ทฤษฎี Schema

 

สมองเราเติมส่วนที่ขาดหายไปให้ความทรงจำเต็มเรามักจะคาดหวังให้หลายๆ สิ่งเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น 

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

 

อ้างอิง

ความทรงจำหลอก 

Mandela Effect

การทดลองเกี่ยวกับ Mandela Effect

 

 

“ทั้งที่ รู้ว่าไม่ดี แต่ทำไมยังหยุดไม่ได้  ?” หรือ “ รู้วิธีทั้งหมด แต่ทำไม่ได้อยู่ดี ”

 

 

เพราะแบบนี้ที่ทำให้หยุดไม่ได้

เคยสงสัยในพฤติกรรมของคนที่รู้จัก รู้ทั้งรู้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรืออะไรก็ตาม มันทำร้ายร่างกายเรา แล้วทำไมถึงยังทำ

 

ได้คำตอบบ้างก็เพราะมันช่วยให้ผ่อนคลาย บ้างก็บอกว่าทำไม่นาน ไม่ได้ติด เดี๋ยวก็เลิก… ถึงจะห้ามหรือบอกข้อเสียมากแค่ไหน เขาก็ยังเลือกที่จะทำ

 

ลยกลับมาคิดซะว่า ทุกคนคงมีเหตุผลเป็นของตัวเองแหละ เราก็มีเหตุผลที่ไม่ชอบดื่ม มีเหตุผลที่มองว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี

 

แต่กลับกัน เขาอาจจะมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพื่อนเขา เป็นตัวช่วยชีวิตเขาในวันที่ทุกข์ใจหรือนอนไม่หลับ มองว่าต่างคนก็คงต่างใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ที่สุดในมุมของตัวเอง

และแน่นอนว่าการที่เราทำอะไรซ้ำ ๆ จะทำให้สมองเราสร้างทางลัดในการคิดจนกลายเป็นนิสัยนั่นเอง อย่างการการชอบทานของหวานเวลาเครียด

 

เราก็จะเชื่อมโยงของหวานเท่ากับความสบายใจ พอตั้งใจจะลดน้ำหนัก ก็เหมือนกับการต้องฝืนนิสัย ความสบายใจก็หายไปซึ่งสร้างความเหนื่อยรวมถึงต้องใช้พลังใจมากในการเลิก

 

ทำให้คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้เลิกขาดในทันทีแต่อาจลดความถี่ในการทำพฤติกรรมให้น้อยลงแทน หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจทำอะไรในเวลาที่สภาพอารมณ์เรายังไม่มั่นคง

 

ไม่ว่าจะเหนื่อย เครียด โกรธ สมองส่วนเหตุผลก็จะทำงานน้อยลง สมองส่วนอารมณ์จะมีอิทธิพลมากขึ้น

 

ทำให้คนเราตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบง่ายขึ้น ทำให้เกิดพฤติกรรมรู้นะว่าไม่ควรแต่ก็ทำ

 

นอกจากนี้พฤติกรรมไม่ดีบางอย่าง อาจช่วยให้เราอุ่นใจหรือเกิดความรู้สึกปลอดภัยจากการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ไม่ชอบใจ

 

ทำให้สมองเรียนรู้ว่าสิ่งนี้เคยช่วยเราไว้ สมองก็จะติดการกระทำนั้นและชักชวนให้เราทำพฤติกรรมนั้นเพื่อหลีกหนีความรู้สึกไม่ดีของตนเองวนไป



ความลังเลระหว่าง “รู้ผิด” กับ “หยุดไม่ได้”

ถึงจะรู้สึกผิดไปบ้างก็ตาม แต่ในเมื่อขึ้นชื่อว่าความสุข แม้จะเป็นระยะสั้น บางคนก็อาจมองว่ามันคุ้มค่ากับการแลกมันมา

 

ในทางจิตวิทยา พฤติกรรมเช่นนี้อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Dissonance หรือ “ความไม่สอดคล้องทางความคิด” 

 

เมื่อคนเรามีความเชื่อหรือหลักการบางอย่าง แต่การกระทำกลับขัดแย้งกับสิ่งที่ตนเชื่อ ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดภายในจิตใจ

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น การนอกใจ บางคนพยายามลดความขัดแย้งนี้ด้วยการหาเหตุผลมารองรับ

 

เช่น “มันก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น” หรือ “เดี๋ยววันหลังค่อยเลิก” เพื่อให้รู้สึกผิดน้อยลง แต่แทนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม

 

กลับเปลี่ยนมุมมองหรือเหตุผลเพื่อให้พฤติกรรมเดิมดูเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้นนั่นเอง

 

ทั้ง ๆ ที่รู้ผิดชอบชั่วดีอยู่แล้ว แต่มนุษย์เราก็ยังหลงกลไปกับสิ่งล่อลวงจนแทบจะถอนตัวไม่ขึ้น เกิดสารพัดข้ออ้างมากลบเกลื่อนความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งความรู้สึกผิด

 

ความรู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกคาดหวัง จนกระทั่งความรู้สึกลังเลว่าหรือจริง ๆ แล้ว ‘เราควรหยุด’ 

 

เมื่อเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจ  ด้านนางฟ้าเทวดาของเพื่อน ๆ ต่างกำลังต่อสู้กับปีศาจอีกด้านของเพื่อน ๆ อยู่อย่างเต็มกำลัง

 

การที่เราจะมีสติและเกิดคำถามนี้ขึ้นมา มันอาจแปลได้ว่า ที่ผ่านมาเราทำมาเต็มที่แล้วก็ได้ค่ะ เราอาจทำมาจนถึงในระดับที่พอดีแล้ว

 

เพียงแต่อาจยังไม่พอใจเรา จึงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นเพราะเรากำลังลังเลในความสงสัยอยู่ 

 

การจะหลุดออกจากวงจรนี้จึงต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจมากกว่าแค่การตระหนักรู้ว่าอะไรผิดหรือถูก เราต้องมีแรงขับเคลื่อนจากภายในและภายนอก

 

ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจจริงของเรา แรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ที่กระตุ้นให้มองเห็นผลเสียอย่างชัดเจนที่สุด …

 

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ฝังรากลึก ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้

 

หากเราเริ่มจากการซื่อสัตย์กับตัวเอง และยอมรับว่ามันไม่ดี นั่นคือเรากำลังเริ่มต้นใหม่ได้ก้าวนึงแล้ว

 

 

แล้วถ้า “รู้ทุกอย่าง แต่ทำไม่ได้อยู่ดี”

รู้ทุกอย่าง แต่ทำไม่ได้…เขาทุกข์ใจที่..ถึงเขาจะทำได้นับวัน เดือน ปี แต่มันก็ยังไม่ต่อเนื่องขนาดนั้น แต่อย่างน้อยเขาก็ทำได้

 

จากวันเป็นเดือนด้วยซ้ำ มันเพิ่มขึ้นทีละนิด ๆ แล้วมันก็ต่อเนื่องได้ตั้งสามวัน เจ็ดวัน ถ้าเราเชื่อว่าเราทำได้เป็นเดือน เป็นปี ความคิดก็จะนำการกระทำของเราไปสู่จุดนั้นเอง

 

เหมือนกับการที่ถ้าเราคิดจะทำอะไรด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ โอกาสสำเร็จก็จะสูงขึ้นแน่นอน มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น เพราะเราเองก็รู้วิธีแก้ปัญหาทุกอย่างอยู่แล้ว

 

ถ้าตั้งใจจะทำและไม่ไปโฟกัสความผิดพลาดเล็กน้อยระหว่างทาง โฟกัสแค่สิ่งดี ๆ ที่เราทำได้ 

ดังนั้นประโยค “รู้ทุกอย่างแต่ทำไม่ได้” กับ “รู้ผิดแต่หยุดไม่ได้” มีความหมายใกล้เคียงกันในบางแง่มุม แต่ต่างกันเล็กน้อยในแง่ของอารมณ์หลังการกระทำ

 


ทางรอดจากวังวนเดิม

วิธีลดหรือหาทางออกจากวังวนนี้ อย่างแรก คือ ให้เราคอยสังเกตตัวเองว่าเมื่อไรที่เราจะทำสิ่งนั้น และทำเพราะอะไร

 

เราทำเพราะว่าง เพราะไม่สบายใจ เครียด หรือเพราะติดนิสัยไปแล้ว เราจะได้รู้ทันตัวเองและจัดการแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ตรงจุด 

 

ที่สำคัญ คือ ให้เปลี่ยนจากการตำหนิตัวเองเป็นการ “เข้าใจตัวเอง” มันไม่เป็นไรเลยที่เราจะทำมันไม่ได้ต่อเนื่อง อย่างน้อยเราก็ทำได้แล้ว

 

และถ้าอยากทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อหยุดความเคยชินหรือนิสัยเดิม ก็ลองหากิจกรรมอย่างอื่นที่ทำให้เรารู้สึกดีจริง ๆ ทำแทน

 

เช่น เปลี่ยนจากดื่มน้ำหวานเป็นทานผลไม้ที่ให้ความหวานกำลังดี มีประโยชน์แทน ค่อย ๆ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ

 

เพื่อลดความถี่ในการทำพฤติกรรมที่ต้องการเลิก เพราะถ้าเลิกเลยทันที บางครั้งอาจทำให้เกิดอาการกระวนกระวายคล้ายอาการลงแดง

 

ซึ่งอาจทำให้เรากลับมาอยู่ในช่วงที่สภาพอารมณ์ไม่มั่นคง มีความวู่วาม และตัดสินใจกลับไปทำพฤติกรรมเดิมต่อเพื่อสมานแผลความเจ็บปวดของตนเองได้

 

และอย่างที่เราคุยกันมา การจัดการกับพฤติกรรมที่ต้องการเลิกหรือลงมือทำอะไรสักอย่าง จำเป็นต้องพึ่งพาความตั้งใจจริง

 

เพราะถ้าเรามัวแต่คิดแต่ไม่ลงมือทำ จะด้วยความขี้เกียจ ผัดวันประกันพรุ่ง หรือพูดไปงั้น ๆ ก็ตาม เป้าหมายที่เราตั้งมั่นไว้ก็จะไม่สำเร็จ

 

ขอให้เพื่อน ๆ ที่ทั้งต่างรู้วิธีแก้แต่ยังทำหรือเลิกทำไม่ได้ ขอให้ฟังคลิปนี้แล้วมีความตั้งใจที่จะทำอย่างจริงจังเพิ่มขึ้น

 

เอาชนะความกลัวความกังวลให้ได้ และอยากให้จำไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากการเกลียดตัวเอง แต่เริ่มจากการเห็นคุณค่าของตัวเองต่างหาก

 

 

แรงบัลดาลใจจากเพลง You’re on your own, kid ของ Taylor Swift ฟังจากชื่อเพลงแล้วอาจดูเหมือนพูดถึงความโดดเดี่ยว

 

แต่จริง ๆ แล้ว มันกลับเป็นเสียงเบา ๆ ที่บอกเราว่า… “เธอผ่านมาได้ด้วยตัวเองเสมอ และคราวนี้ก็จะผ่านไปได้เหมือนกัน”

 

 

 

เพลงที่พูดถึงคือ “You’re on your own, kid”
ฟังจากชื่อเพลง…อาจดูเหมือนเศร้า หรือโดดเดี่ยว
แต่จริง ๆ แล้ว…เนื้อเพลงกลับเป็นเหมือนคำปลอบใจ ที่อบอุ่นและทำให้อยากก้าวต่อไปใช้ชีวิตมาก ๆ

“You’re on your own, kid. You always have been.”
เธออยู่ตัวคนเดียวเสมอมา…
แต่เธอก็ผ่านมาได้ทุกครั้งด้วยตัวเอง

 

 

มันไม่ใช่ความเหงา แต่มันคือ การตระหนักว่า…ที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาด้วยตัวเองตั้งเยอะ

 

เสียใจแทบตาย…เราก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ได้ ร้องไห้แทบขาดใจ…แต่ก็ยังมีลมหายใจ และเรายังไปต่อได้…ในแบบของเราเอง

 

ตอนรู้สึกเหนื่อย เพลงนี้คือหนึ่งในเพลงที่มายกลับไปฟังบ่อยที่สุด เหมือนเสียงเล็ก ๆ ที่คอยบอกว่า…

 

“ไม่เป็นไรนะ เก่งมากแล้วนะ เดินต่อนะ” 

 

ยิ่งโตขึ้น ยิ่งไม่มีใครได้ทุกสิ่งที่หวังไว้

เราทุกคนต่างเคยฝันไว้มากมาย ตอนเด็ก ๆ อยากเป็นคนนั้น อยากเป็นคนนี้ อยากสำเร็จตอนอายุเท่าไหร่ อยากมีรักที่ดี

 

แต่พอเราโตขึ้น… เราก็เริ่มได้ยินเสียงในหัวที่บอกว่า “โลกมันใจร้ายกว่าที่คิด” จริง ๆ โลกมันก็ใจร้ายจริง ๆ แหละ แต่ในอีกแง่หนึ่ง…มันก็อาจเป็นครูที่ดีเหมือนกัน

 

แต่จะเป็นครูที่ดีได้ยังไงนั้น มันอยู่ที่เราเลยว่า เราเอาสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นข้อควรระวัง หรือเอาสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วมาตอกย้ำตัวเอง

 

ข้อควรระวังในที่นี้คือ เราทุกคนเคยพลาด เคยผิดกันทั้งนั้น แต่ถ้าพลาดแล้วยังไงต่อ ชีวิตมันก็ต้องเดินต่อไป

 

บางคนกลับไปแก้ไขอาจจะทัน แต่ถ้าอันไหนแก้ไม่ทันแล้วเราไม่ทำซ้ำกันไหมถ้ามันไม่ดี และข้อควรระวังคืออย่าเอาสิ่งที่พลาดนั้นมาซ้ำเติมตัวเอง

 

ถึงแม้ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้น บางคนมีตัวช่วย บางคนไม่มีอะไรเลยนอกจาก “ตัวเอง” และถ้าเราคือหนึ่งในคนที่เคยผ่านอะไรยาก ๆ มาด้วยตัวเอง…

 

อยากให้ภูมิใจในตัวเอง เหมือนกับท่อนในเพลงที่บอกไว้ว่า You’re on your own, kid  you can face this  You’re on your own, kid  You always have been

 

มีแต่เธอที่พึ่งเธอได้เท่านั้น ใช่ เธอเผชิญมันได้อยู่แล้ว มีแต่เธอที่พึ่งเธอได้เท่านั้น และมันเป็นเช่นนั้นมาตลอด

 

 

ยิ่งโตขึ้น เราก็ยิ่งผิดหวังบ่อยขึ้น

เราทุกคนมีความผิดหวังที่แตกต่างกัน แต่สุดท้าย…มันก็นำเรามาสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น บางครั้ง…เราชินกับการบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร” แม้ในใจจะยังรู้สึก

 

เพราะความรู้สึก…มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องรีบจัดการ บางอย่าง…แค่ยอมรับ และอยู่กับมันอย่างเข้าใจ ก็พอแล้ว

 

 

“เวลาที่มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น…อย่าเพิ่งรีบหนีจากมัน”
เพราะหลังจากความเจ็บปวด…มักจะมีอะไรบางอย่างดี ๆ ตามมาเสมอ
สิ่งที่เยียวยาเราได้ดีที่สุด…ก็คือ “ตัวเราเอง” และ “เวลา”

 

บางคนพยายามลบอดีต แต่ความรู้สึก…ไม่ใช่รอยเปื้อนบนกระดาษ อย่างน้อย ๆ มันคือบทหนึ่งในชีวิตที่เราผ่านมาแล้ว

 

และเมื่อเวลาผ่านไป…มันอาจกลายเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตก็ได้ เราอาจเคยผิด เคยทำร้ายคนอื่น…หรือทำร้ายตัวเอง

 

แต่มันไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว เพราะทุกความผิดพลาด…คือร่องรอยของการเดินทางจริง ๆ

 

ยิ่งโตขึ้น…เรายิ่งต้องเรียนรู้ว่า เราถือทุกอย่างไว้ไม่ได้

ท้ายที่สุดแล้ว เราเป็นมนุษย์ เราไม่สามารถเก็บทุกอย่างไว้ในใจได้ ทั้งความโกรธ ความแค้น ความอิจฉา หรือแม้แต่ความรักที่หมดอายุไปแล้ว

 

การเติบโต…ไม่ใช่แค่การได้สิ่งใหม่ แต่คือการกล้าปล่อยบางอย่างไปด้วย ลองถามตัวเองว่าอะไรควรเก็บไว้…เพื่อเป็นบทเรียน และอะไรควรปล่อยไป…เพื่อรักษาหัวใจตัวเอง

 

บางครั้ง…ในความสูญเสีย  เรากลับได้อะไรบางอย่างคืนกลับมาอาจเป็นโอกาสใหม่ ความเข้าใจใหม่ หรือหัวใจที่แข็งแรงกว่าเดิม

 

แม้วันนี้จะยังเจ็บอยู่ ไม่ต้องรีบร้อนให้อะไรจบเร็ว ๆ ก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องฟื้นเร็วเหมือนใคร เพราะสุดท้าย…หัวใจของเราจะค่อย ๆ ดึงเรากลับมาเอง

 

 

 

 

Small Win ชัยชนะที่เราเลือกได้ ชัยชนะไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ เพราะเมื่อไหร่ที่เราไม่สำเร็จในเรื่องเล็ก ๆ เราก็ไม่อาจ สำเร็จในเรื่องใหญ่ ๆ ได้ 

 

Small Win  vs Big Win ?

 

Big Win (ชัยชนะใหญ่) กับ Small Win (ชัยชนะเล็ก) จะให้ความรู้สึกที่ต่างกันที่ขนาดของ การกระทำและผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ทั้งสองมีผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของเราในลักษณะที่ต่างกัน

 

Big Win  คือ ผลสำเร็จที่มีขนาดใหญ่ มักเกิดขึ้นเมื่อมีการพยายามหรือการลงทุนที่สูง เช่น การได้รางวัลใหญ่, การเลื่อนตำแหน่ง การชนะการแข่งขัน

 

ซึ่งแน่นอนว่ามันจะกระตุ้นความรู้สึกว่าเราเก่ง เราประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และมีแรงผลักดันในระยะยาว แต่บางครั้งอาจทำให้รู้สึกถึงความกดดัน หรือกลัวที่จะสูญเสียสิ่งนั้นไป

 

การบรรลุผลสำเร็จที่มีขนาดเล็กหรือค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาจเป็นการทำงานให้เสร็จตามเวลา หรือการบรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน

 

ซึ่งจะสร้างความรู้สึกพึงพอใจและมีแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปในระยะยาวได้ เพราะการสะสมชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจและสร้างความต่อเนื่องในพฤติกรรมเชิงบวก

 

 

ทำไม Small Win ถึงสำคัญ ?

 

เราควรมี Small Win กัน เพราะมันคือการที่เรามีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่าง การใช้ชีวิต หรือการทำงาน ไม่ว่าปลายทางจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวก็ตาม

 

แนวคิดนี้จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น เหมือนกับเราเล่นเกมชีวิตที่เก็บเลเวล ไปเรื่อย ๆ จนความสำเร็จมันเติบโตงอกงาม

 

Small Win มักถูกมองข้าม เพราะเราให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ในท้ายที่สุดมากกว่า การคิดถึงชัยชนะเล็ก ๆ จะช่วยให้เรามีกำลังใจในการบรรลุผลที่ใหญ่ขึ้น 

 

พราะเมื่อเราทำงานยาก ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกท้อแท้ หมดแรง และไม่รู้ว่าจะพยายามต่อไปทำไม Small Win จึง สำคัญมาก ๆ ต่อการใช้ชีวิตของพวกเรา

 

 

ทฤษฎีจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับ  Small Win 

 

1. Theory of Motivation (ทฤษฎีแรงจูงใจ)

เสริมสร้างความรู้สึกของการบรรลุศักยภาพในตัวเองและความพึงพอใจในระดับสูง และทฤษฎี Goal-Setting Theory ของ Locke และ Latham ระบุว่า

 

การตั้งเป้าหมายเล็กๆ และการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นสามารถเพิ่มความพยายามและแรงจูงใจในระยะยาวได้

 

2. Cognitive Behavioral Theory (ทฤษฎีการปรับพฤติกรรมทางความคิด)

มีการพัฒนาความเชื่อเชิงบวกในตัวเอง และการมองโลกในแง่ดี ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมในอนาคต อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดและเพิ่มความมั่นใจในตนเอง

 

โดยเฉพาะในช่วงที่รู้สึกท้อแท้ การชนะเล็ก ๆ จะช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นและการทำงานต่อไป ซึ่งความแตกต่างจะเชื่อมโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอีกด้วย

 

 

 

เช่น เริ่มออกกำลังกายจากวันละสิบนาที ต่อไปเราก็อาจจะมีแรงจูงใจในการออกกำลังให้นานขึ้นเป็นสามสิบ สี่สิบ หกสิบนาทีก็ได้ 

 

 

สร้าง Small Win ชัยชนะที่เราเลือกได้

 

เริ่มด้วยการเอาชนะใจตัวเองด้วยการสร้างเรื่องราวดีดี เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อไปนี้  ขอบคุณข้อมูลจาก the standard 

1.  พักผ้าห่ม

 

2. ล้างจานทันทีหลังกินข้าวเสร็จ

 

3. จับคู่ถุงเท้าและเก็บเข้าที่ให้สำเร็จ

 

4. กำจัดอีเมลขยะ

 

5. จัดระเบียบของในรถ

 

6. เดินให้ครบ 10,000 ก้าว

 

7. อ่านหนังสือเกิด 20 หน้าต่อวัน

 

8. กินข้าวพร้อมกับครอบครัว

 

9. ดื่มน้ำให้ครบ 2 ลิตร ต่อวัน

 

10. ทำงานของวันนี้ ให้เร็จภายในวันนี้

 

 

ที่มา :

10 ไอเดียสร้าง Small Wins ที่เราอยากให้คุณเอาชนะตัวเองให้ได้ทุกวัน

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

Content ที่เราเสพมีประโยชน์กับเราจริงไหม ?” คำถามนี้อาจดูเหมือนตอบง่าย  แต่ในความจริงแล้วซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะเนื้อหาแต่ละชิ้นอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน

 

และ “ประโยชน์” ที่แต่ละคนมองหาก็แตกต่างกันไปบทความนี้จะช่วยให้คุณตรวจสอบได้ด้วยตัวเองว่า Content ที่คุณกำลังเสพอยู่…คุ้มค่ากับเวลาและความสนใจของคุณจริงหรือไม่ กับ คุณวันเฉลิม คงคงหลวง

 

Content ที่เราเสพมีประโยชน์กับเราจริงไหม ?

 

1. Content นั้น “ตรงกับความต้องการ” ของเราหรือเปล่า ?

 

เนื้อหาจะมีประโยชน์ได้ ต้องตอบโจทย์ความต้องการของเราในขณะนั้น เช่น เรากำลังหาความรู้เรื่องสุขภาพจิต แต่ดันไปดูคลิปดราม่าหรือข่าวลือ แม้จะเพลิน แต่ก็ไม่ได้ตอบสนองสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุก Content ที่ตรงกับความต้องการจะ “ดี” เสมอไป เพราะในยุคนี้มีทั้งเนื้อหาที่ถูกต้อง และเนื้อหาที่หลอกลวง หรือผลิตเพื่อเรียก Engagement โดยไม่แคร์ความถูกต้องเลยด้วยซ้ำ

 

2. Content นั้น “ทำให้เราเข้าใจ” ได้มากน้อยแค่ไหน ?

 

การเข้าใจคือ หัวใจของการเสพ Content อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ฟังหรืออ่านแล้ว “ผ่านไป” แต่ต้องสามารถสรุปใจความได้ และเข้าใจแก่นสารที่ผู้สร้าง Content ต้องการสื่อ

 

เช่น หากเราเสพ Content เกี่ยวกับ “Gaslighting” คุณควรเข้าใจว่าเนื้อหานั้นอธิบายเรื่องนี้อย่างถูกต้องตามหลักจิตวิทยาหรือไม่ หรือแค่พูดตามกระแสโดยไม่อิงข้อมูลจริง

 

3. Content นั้น “สามารถนำไปใช้” ในชีวิตจริงได้หรือเปล่า?

 

ประโยชน์ที่แท้จริงคือ การที่เรานำสิ่งที่ได้จาก Content ไปปรับใช้ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ความคิด หรือพฤติกรรม เช่น Content ที่ให้ความรู้เรื่องการตั้งเป้าหมาย การสื่อสาร

 

หรือสุขภาพจิต ควรจะจุดประกายให้เราเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ ไม่ใช่แค่ฟังจบแล้วลืม

 

อย่าใช้แค่ความ “โดนใจ” มาตัดสินว่าเนื้อหานั้น “ถูกต้อง”

 

Content บางอย่างอาจพูดตรงใจเรามาก ๆ จนทำให้เราเชื่อทันทีว่า “มันใช่ มันจริง” โดยลืมไปว่าความรู้สึกโดนใจไม่ใช่ตัวชี้วัดความถูกต้อง เนื้อหาที่ถูกต้องควรมีหลักการ เหตุผล และแหล่งข้อมูลสนับสนุนอย่างเหมาะสม

วิจารณญาณคือสิ่งที่ต้องฝึก ไม่ใช่แค่ “ใช้”

หลายครั้งเราถูกสอนให้ “ใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ” แต่ไม่ค่อยมีใครบอกเราว่า…แล้ววิจารณญาณที่ดีควรเป็นยังไง ?

 

–  ถูกกฎหมาย – Content นั้นผิดกฎหมายไหม หรือมีเจตนาแอบแฝงที่ผิดจรรยาบรรณหรือไม่

 

ได้รับการยอมรับจากสังคม – เนื้อหานั้นขัดกับค่านิยมหลักหรือส่งผลเสียต่อสังคมหรือเปล่า

 

–  ตัวคุณเองยอมรับได้ไหม – แม้คนอื่นจะชอบ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเสพถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจกับเนื้อหานั้น

 เช็กลิสต์ง่าย ๆ Content ที่เราเสพมีประโยชน์กับเราจริงไหม ? 

 

  1. ตรงกับความต้องการของเราไหม?

  2. ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เราสนใจได้ชัดเจนขึ้นหรือเปล่า ?

  3. นำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ไหม ?

หาก Content ที่คุณดู ตอบได้ครบทั้ง 3 ข้อนี้ โอกาสสูงมากที่มัน “มีประโยชน์กับคุณจริง ๆ” แต่ถ้าไม่ครบ ก็อาจเป็นเพียงเนื้อหาที่ดูแล้ว “โดนใจชั่วคราว” แต่ไม่พาเราไปไหนเลยในระยะยาว

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

 

 

ทฤษฎี 21 วัน แห่งการลงมือทำเพื่อสร้างนิสัยใหม่ที่อยากเป็น

 

ทฤษฎี 21 วัน คืออะไร 

เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องของการทำพฤติกรรมบางอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 21 วัน ถ้าทำได้พฤติกรรมนั้นจะกลายมาเป็นนิสัยใหม่

 

แนวคิดนี้ที่มาจาก ดร.แม็กซ์เวลล์ มอลตซ์ ศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน เป็นผู้เสนอแนวคิดในหนังสือ Psycho-Cybernetics มาจากการที่เขาสังเกตเห็นว่า

 

ผู้ป่วยที่เขารักษามักใช้เวลาประมาณ 21 วันในการปรับตัวและคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังผ่าตัด

 

เขาจึงสรุปว่าสมองมนุษย์ต้องการเวลา 21 วันในการยอมรับและปรับเปลี่ยนสิ่งใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนั่นเอง

 

นอกจากนี้ดร.ฟิลลิปปา ลัลลี นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ก็มีแนวคิดคล้าย ๆ กันเหมือนกัน ดร.ฟิลลิปปาได้ทำการศึกษาเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างนิสัยใหม่

 

เธอได้บอกไว้ว่า “การทำพฤติกรรมซ้ำๆ ในบริบทที่คงที่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างนิสัยที่แข็งแกร่ง”

 

ดังนั้น ถึงแม้ว่าเวลา 21 วันอาจจะดูไม่มากเท่าไร แต่มันก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลงมือทำ และถึงจะไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ตัวเองแล้ว

 

21 สร้างนิสัยใหม่ได้จริงไหม

พิสูจน์จากการที่พวกเรา Alljit ทำแล้ว สามารถแก้นิสัยได้จริง ๆ และถึงแม้ระหว่างทำจะมีการติดขัดบ้าง แต่ถ้าทำแล้วจะรู้สึกดีที่ฝืนใจตัวเองได้ภายใน 21 วัน 🙂

 

ละคร ภาพยนตร์ ซีรี่ย์ มีผลต่อบาดแผลในใจเรา ในยุคที่ซีรีส์ ละคร และภาพยนตร์มีให้เลือกชมอย่างหลากหลาย ทั้งทางออนไลน์ ทีวีดิจิทัล หรือผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เราอาจไม่รู้ตัวว่าความบันเทิงเหล่านี้

 

ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเราอย่างไร  โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาในเรื่องราวเหล่านั้นไปกระทบกับ “บางสิ่ง” ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเรา

ละคร ภาพยนตร์ ซีรี่ย์ มีผลต่อบาดแผลในใจเรา ได้อย่างไร

จากประสบการณ์ส่วนตัวกับภาพยนตร์ Avengers: Endgame ว่าแม้เขาจะไม่ได้มีความทุกข์ใจในช่วงเวลานั้น แต่การที่เขาได้ติดตามเรื่องราวของ Tony Stark อย่างต่อเนื่อง ทำให้เขารู้สึกผูกพัน

 

และเมื่อถึงฉากสำคัญ—การเสียสละของโทนี่—เขาถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างฟูมฟาย ทั้งที่โดยปกติแล้วไม่ใช่คนที่ร้องไห้ง่าย เขาย้อนคิดและพบว่า

 

ความผูกพันกับตัวละครนั้นสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวของเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับพ่อ ตัวละคร Tony Stark ที่เคยมีปมกับพ่อ และต่อมากลายเป็นพ่อที่ดีในเรื่องนั้น ทำให้เขารู้สึกอินอย่างลึกซึ้ง

 

ไม่ใช่ทุกคนที่จะดูละครแล้วจอยเสมอไป มีบางคนที่ดูละครหรือซีรีส์แล้วรู้สึกแย่ เพราะเรื่องราวที่สะท้อนกับชีวิตจริงของตน แต่จบไม่เหมือนกัน เช่น ในกรณีของคนที่ดูซีรีส์แล้วบอกว่า “มันปลอม” หรือ “มันเพ้อเจ้อ”

 

บางครั้งการปฏิเสธเหล่านี้เป็นผลจากความผิดหวังที่ตอนจบของซีรีส์ไม่เหมือนกับชีวิตจริงของเขา ซึ่งอาจไม่มีตอนจบแบบ Happy Ending

 

สิ่งนี้จึงตอกย้ำว่า ความบันเทิงในรูปแบบสื่อภาพยนตร์และละคร อาจกลายเป็นเครื่องกระตุ้นให้บาดแผลทางใจในอดีตถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “อารมณ์ล้น” ซึ่งบางครั้งก็ยากที่จะรับมือ

 

 

เราจัดการความรู้สึกนั้นได้อย่างไร?

 หากเราดูซีรีส์หรือภาพยนตร์แล้วรู้สึกว่า “บางอย่างมันโดนใจเกินไป” จนรู้สึกจุก เจ็บ หรือสับสน ให้กลับมาย้อนดูความรู้สึกของตนเองก่อน ถามตัวเองว่า

 

–  รู้สึกอะไร ?

 

–  สิ่งนี้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ใดในชีวิตจริงของเรา ?

 

–  อารมณ์นี้เกิดจากสิ่งที่เห็น หรือจากบางอย่างที่เรายังไม่ได้จัดการในใจ ?

 

 

เมื่อสามารถแยกอารมณ์ออกจากเนื้อหาของซีรีส์ได้ เราจะเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่กระทบเรา ไม่ใช่แค่เรื่องราวในจอ แต่มันคือความรู้สึกที่อยู่ในตัวเรามานานแล้ว

 

 

ไม่ต้องห้ามตัวเอง แค่รู้ทันใจเรา

 

ไม่ได้หมายความว่าหากรู้ว่าตนเองมี trauma แล้วต้องหยุดดู ละครหรือซีรีส์ไปเลย เพราะบางคนอาจจะรู้สึกดีขึ้นจากการได้ร้องไห้หรือปลดปล่อยผ่านตัวละคร

 

เพียงแต่ต้องมี “สติรู้เท่าทัน” ว่าเมื่อใดที่ควรเบรกตัวเอง เพื่อไม่ให้จมอยู่กับอารมณ์นั้นนานเกินไป

 

ความบันเทิงก็คือความบันเทิง และภาพยนตร์ก็คือ ศิลปะ ไม่ใช่ความจริงที่ต้องไปโทษหรือเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง เพราะมันคือโลกที่สร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นความรู้สึกของเรา

 

แต่การจะเข้าไปในโลกนั้นมากแค่ไหน และจะพาตัวเองกลับมาอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง

 

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

 

จะสู้ หรือ จะหนี คืออะไร ลองสังเกต เมื่อเราเจอสถานการณ์ที่คับขัน ตื่นเต้น ตกใจ การรับมือกับสถานการณ์นั้นของแต่ละคนจึงแตกต่างกันออกไป บางคนเลือกที่จะสู้

 

บางคนเลือกที่จะหนี หรือบางคนถึงกับช็อค แต่ทำอะไรไม่ถูก มาทำความเข้าใจ ทฤษฎี Fight or Flight Response

 

 

จะสู้ หรือ จะหนี Fight or Flight Response คืออะไร?

การตอบสนองแบบสู้หรือหนี  คือ การตอบสนองต่อความเครียดเฉียบพลัน หมายถึง ปฏิกิริยาทางสรีรวิทยา ที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับสิ่งที่น่าหวาดกลัวทั้งทางจิตใจและ ร่างกาย

 

ซึ่งในระหว่างเสี้ยววินาทีที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน ที่ทำให้ห้วใจเต้นเร็ว ส่งผลให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น  เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ในขั้นต่อไป

 

เคยได้ยินเรื่อง ไฟไหม้บ้าน แล้วคนอุ้มตู้เย็นมาได้ไหม  

 

เมื่อร่างกายเข้าสู่การตอบสนองแบบ จะสู้  หรือหนี  จะเกิดกระบวนการนี้ขึ้น Adrenaline สูบฉีด → เพิ่มอัตราการหายใจ + การหมุนเวียนเลือด → กล้ามเนื้อเราเหมือนจะมีพลังงาน แกร่ง แข็งแรงกว่าสถานการณ์ปกติ

 

ร่างกายเข้าสู่ภาวะพร้อมสู้ = ว่องไวขึ้น รับข้อมูลรอบตัวได้มากขึ้น และช่วยให้เราใช้พลังงานมากขึ้น บางคนก็ถึงขั้นเจ็บปวดจะลดลง หรืออาจจะไม่เจ็บเลยในช่วงเวลาหนึ่ง

 

เราจึงเคยได้ยินกันว่าทำไมตอนเกิดเหตุการณ์ขับขันขึ้น จะทำอะไรบางอย่างได้โดยที่น่าเหลือเชื่อ เหมือนในภาพยนต์ 

 

 

สังเกตได้เมื่อร่างกาย Fight or Flight Response

สัญญาณทางกายภาพที่บ่งบอกว่าการตอบสนองแบบสู้หรือหนี ของคุณเริ่มทำงานแล้ว 

รูม่านตาขยาย : ร่างกายเตรียมพร้อมรับมือ รูม่านตาขยาย→ แสงเข้ามากขึ้น = มองเห็นโดยรอบดีขึ้น

 

ผิวซีดหรือ แดงก่ำ : การไหลเวียนของเลือดไปยังพื้นผิวของร่างกายจะลดลง แต่การไหลเวียนที่กล้ามเนื้อ สมอง ขา และแขนจะเพิ่มขึ้น สลับซีดและแดงก่ำเป็นเรื่องปกติ

 

อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจที่รวดเร็ว : เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานและออกซิเจนมากขึ้น

 

อาการสั่น : กล้ามเนื้อตึงและเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหว 

 

 

ไม่ใช่ทุกการสู้กับความเครียดจะจริงเสมอไป 

 

แม้ว่าการตอบสนองแบบ สู้ หรือ หนี จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแม่นยำเสมอไป บางครั้งเราตอบสนองด้วยวิธีนี้ แม้ว่าจะไม่มีภัยคุกคามที่แท้จริงก็ตาม

 

เนื่องจากการตอบสนองแบบสู้หรือหนี สามารถเกิดขึ้นได้จากทั้งภัยคุกคามจริงและในจินตนาการเช่น โรคกลัวบางอย่าง 

 

หรือจะเป็นแค่ความเครียดจาการสอบ การนึกถึงเรื่องในอดีต หรือการกังวลกับอนาคต Fight or Flight ก็ทำงานได้เหมือนกัน

 

เหมือนสมองไม่สามารถแยกแยะระหว่าง “ภัยจริง” กับ “ภัยที่คิดไปเอง” ได้ทุกครั้ง

 

 

รับมือ Fight or Flight อย่างไร?

 

ตามจริงเราไม่ต้องจัดการกับมัน เพราะมันคือปฎิกริยาปกติของมนุษย์ แต่บางทีมันนำไปสู่ความเครียดและความกังวลได้

 

ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep Breathing) → ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย 

 

 ฝึกสติและสมาธิ (Mindfulness & Meditation) → ลดการตอบสนองทางลบต่อความเครียด

 

 ออกกำลังกาย → ช่วยเผาผลาญฮอร์โมนความเครียด

 

นอนหลับให้เพียงพอ → ฟื้นฟูสมองและร่างกาย

 

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

 

ที่มา :

How Your Stress Response Works

 

Manifest drive deeper เล่มน้ำเงิน ที่จะพาทุกคนไปด่ำดิ่ง เข้มข้นมากกว่าเดิม 

 

 

Manifest drive deeper ดำดิ่งลึกซึ้ง ไปให้ถึงทุกปรารถนา เป็นหนังสือที่เน้นเรื่องการพัฒนาทัศนคติ

 

มุ่งเน้นไปที่ การปฏิบัติลงมือทำ ในเล่มจะมีเนื้อหาอธิบายและเหมือนเป็นแบบฝึกหัดให้เราค่อย ๆ ทำไปด้วย

 

เราต้องค้นหาสิ่งที่เราปารถนา สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ อย่าให้คนรอบข้างกดดันว่าเราอยากมี แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราอยากมีอยากเป็นจริง ๆ 

 

พาเราย้อนไปถึงความกลัวและกังวลมักที่มาจากประสบการณ์ในอดีตที่ไม่ดีของเรา แล้วเกิดการฝังใจ ทำให้เราไม่กล้าที่จะคิดหรือทำสิ่งที่เราอยากทำ

 

แกะบาดแผล และยอมรับ ปมที่เกิดขึ้น ทำไมเราถึงรู้สึก เจ็บ รู้สึกเศร้าที่ได้ยิน ได้พบเจอสิ่ง ๆ  นั้น ยอมรับและตระหนัก

 

ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถยอมรับและอยู่กับมันได้

 

ทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เอาชนะข้ออ้างในใจเรา เพราะการที่เราไม่เอาชนะสิ่งที่คอยขวางจะทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ไป

 

สิ่งสำคัญที่หนังสือได้เน้นย้ำมาตลอดก็คือ เรื่องคำพูด จากที่เคยพูดลบๆกับตัวเอง เปลี่ยนเป็นการคิดบวก พูดแง่ดีกับตัวเอง

 

เรียนรู้ที่จะปล่อยสิ่งที่จบไป ปลอดปล่อยสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับเรา เพื่อเริ่มต้นใหม่

 

เลิกบ่น ทุกคนเคยสังเกตตัวเองกันไหมว่าเราบ่นกันทุกวัน  เราไม่จำเป็นต้องมองในแง่บวกตลอดเวลา แต่เราถ้าลดการมองแง่ลบ จะทำให้เราเห็นคุณค่ากับสิ่งรอบข้างมากขึ้น

 

บ่อยครั้งเราปฏิเสธไม่ยอมรับกลบฝังความริษยาไว้ แทนที่จะยอมรับการมีอยู่ของมัน ที่เราไม่ยอมรับ

 

เพราะความอิจฉาคืออารมณ์ลบ มันมาพ่วงกับความ กลัว โกรธ แค้น แต่จริง ๆแล้วเราควรที่จะยอมรับและเป็นเจ้าของมัน เพราะเมื่อเรายอมรับ เราจะปล่อยวางได้

 

เวลาที่เราไม่วิตกกังวลว่าจะได้อะไรมาอย่างไร เพราะเรารู้ดีว่าเราจะได้มาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราจะมีสติอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น

 

ฝึกความตระหนักรู้และความซาบซึ้งใจกับทุกสิ่งที่มีอยู่แล้วได้ดีขึ้นการยอมตาม อะไรเกิดก็ต้องเกิด ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

 

 

Manifest ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดแล้วมันจะได้ แต่มันคือการที่เรา คิด ลงมือทำ ปรับพฤติกรรมให้เราาสอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากได้

 

หนังสือจะค่อย ๆ ตบ ๆ ให้เราเข้าที่เข้าข้าง และปรับให้เรามี Growth mindset มากขึ้น และละทิ้งสิ่งที่คอยฉุดรั้ง ที่ไม่ทำให้เราพัฒนา 🙂

 

 

เคยคิดเล่น ๆ กันไหม ว่าถ้าตัดเรื่องความเป็นไปได้หรือความเป็นจริงออกไป เราจะขอพรอะไรกัน

 

โดยไม่มีเงื่อนไขที่ว่าขอได้เพียงข้อเดียวด้วย คิดว่าตัวเราเองจะขอกันมากกว่าสิบอย่างไหม

 

 

ทำไมคนเราถึงชอบขอพร  

อาจจะพูดได้ว่า พรเปรียบเสมือนสิ่งวิเศษที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา แม้ในวันที่เราจะมีความมั่นใจพร้อมทุกอย่าง

 

สาเหตุที่คนเราชอบขอพร อาจจะเกิดจากความเชื่อหรือความคาดหวังว่าอยากให้ชีวิตดีขึ้น

 

รู้สึกว่าพรที่ขอเป็นอีกทางที่ช่วยเพิ่มพลังใจให้เราเชื่อในสิ่งที่ทำมากขึ้นว่ามันจะประสบความสำเร็จ

 

เพราะบางคนก็มีความเชื่อว่าเบื้องหลังการขอพร จะมีสิ่งที่ช่วยเหลือหรือปกป้องอยู่ หรือมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีพลังเหนือธรรมชาติ

 

ทำให้คนที่ขอพร เกิดความสบายใจว่าสิ่งที่ขอไปอาจเป็นจริง ซึ่งสามารถช่วยลดความรู้สึกไม่มั่นคงได้  

 

อีกทั้งอาจเป็นเพราะการขอพรภาวนาช่วยให้รู้สึกมีความหวังและมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

 

เนื่องด้วยเรามีความเชื่อว่าเราจะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ และด้วยเหตุผลนี้ ทำให้คนเรามองการขอพรเป็นเหมือนกับการได้รับการสนับสนุนทางจิตใจ

 

แม้ว่าการขอพรจะไม่ได้ทำให้เกิดผลลัพธ์ทันที แต่ก็เป็นวิถีทางที่ช่วยให้ผู้ขอ เกิดความเชื่อหรือรู้สึกได้ว่ายังมีคนสนับสนุนเขาอยู่

 

เขาไม่ได้โดดเดี่ยวในช่วงเวลาที่ยากลำบากเพียงลำพัง นอกจากนี้ การขอพรอาจเป็นวิธีการสร้างหรือกระตุ้นพลังงานเชิงบวก

 

เพราะคนเราเชื่อว่าการขอพรจะเสริมพลังและความโชคดีให้กับตัวเอง อาจช่วยให้มีทัศนคติที่ดีขึ้นหรือกระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานกันมากขึ้น

 

เพื่อให้ความปรารถนาเป็นจริง จึงอาจมองได้ว่า การขอพรไม่ได้เป็นเพียงแค่การขอในสิ่งที่ต้องการ

 

แต่การขอพรนั้นมีผลทางจิตใจหรือจิตวิทยาที่ช่วยสร้างความรู้สึกดีและพลังบวกให้กับผู้ขอในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้

 

การภาวนา คือ สิ่งเพ้อฝัน ? 

แต่ถึงอย่างนั้น เหรียญยังมีสองด้าน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อในเรื่องการขอพรภาวนา ผู้คนบางส่วนอาจมีมุมมองว่าการขอพร

 

เป็นสิ่งที่อิงความเชื่อความรู้สึกซึ่งไม่มีเหตุและผลมารองรับการกระทำได้ขนาดนั้น และเชื่อว่า การจะได้มาซึ่งอะไร เราต้องลงมือทำเอง

 

คิดว่าการขอพรเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่างมงาย เพ้อฝัน ไม่มีจริง ซึ่งก็ไม่ผิดที่ต่างคนต่างมีความคิดที่แตกต่างกันในการรับรู้ว่าอะไรสามารถควบคุมชีวิตตนเองได้ 

 

สาเหตุที่บางกลุ่มคนเชื่อว่าการขอพรเป็นสิ่งไม่มีจริง สามารถอธิบายความเชื่อมโยงได้ทั้งความเชื่อส่วนบุคคล

 

รวมไปถึงการมองโลกแบบวิทยาศาสตร์อย่างจิตวิทยาและมนุษย์วิทยามากกว่าแบบจิตวิญญาณ


สมมติว่าคนคนหนึ่งเชื่อในหลักวิทยาศาสตร์ หลักฐาน ความมีเหตุมีผล พอเขาเจอเรื่องการขอพรที่อิงสิ่งที่เหนือธรรมชาติเข้าไป

 

แน่นอนว่าสำหรับเขา สิ่งนี้นับเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ และเพื่อแก้ความไม่สบายใจเช่นนี้

 

เขาจึงเลือกที่จะไม่เชื่อหรือปฏิเสธการขอพรนั่นเอง เช่นเดียวกับคนที่แม้ว่าจะเชื่อในเรื่องการขอพร

 

แต่หากขอไปแล้ว แต่ไม่ลงมือทำอะไร สุดท้ายก็อาจเกิดมุมมองต่อการขอพรว่าพรที่ขอนั้นไม่มีจริงก็ได้ 

 

อย่างในบางวัฒนธรรม เช่น ในไทย อินเดีย หรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่าการขอพรเป็นเรื่องปกติของบริบททางวัฒนธรรม

 

แต่ในสังคมที่เน้นโลกวิสัย ซึ่งก็คือ สังคมที่เน้นเสรีภาพในการเชื่อหรือไม่เชื่อในศาสนาก็ได้ และสังคมที่ยึดหลักเหตุผลนิยมอย่างประเทศตะวันตกสมัยใหม่

 

ผู้คนก็อาจไม่เชื่อในเรื่องนี้ เพราะเขาเติบโตมาในบริบทที่ความเชื่อเหล่านี้ถูกมองว่าไม่เป็นวิทยาศาสตร์หรือโบราณ ไม่รู้สึกว่าการขอพรมีความหมายกับชีวิต 

 

ดังนั้น อาจจะด้วยเหตุผลอะไรต่าง ๆ ก็ตามที่ทำให้เราเกิดมุมมองความเชื่อที่แตกต่างกัน แม้จะเป็นคนในสังคมเดียวกันหรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว

 

อย่าลืมที่จะเคารพความไม่เหมือนกันนั้น และอย่าตัดสินคนอื่นจากแค่เรื่องความเชื่อที่เชื่อไม่เหมือนกัน

 

 

 

ความปรารถนา สะท้อนบางอย่างในตัวเรา

ในทุก ๆ วัน ทั้งหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอน หลาย ๆ คนคงมีความคิดว่าวันนี้จะดีไหม พรุ่งนี้จะเป็นยังไง

 

ขอให้คืนนี้นอนหลับฝันดี ขอให้พรุ่งนี้รถไม่ติด ขอให้ ขอให้ และขอให้.. 

 

ไม่ว่าจะเรื่องความรัก สุขภาพ การงาน การเงิน ครอบครัว ความสุข และด้านอื่น ๆ ของชีวิตอีกมากมาย

 

เรามักภาวนาที่จะให้ทุกด้านเกิดขึ้นไปในทิศทางที่ดีเสมอ ถึงปัจจุบันจะมีพร้อมดีทุกอย่างอยู่แล้ว

 

แต่คนเราก็ยังมีความคาดหวังที่อยากให้มันดีแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เลยเกิดคำถามที่ว่า ‘แล้วถ้าชีวิตต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับพรเพียงข้อเดียวที่เราขอได้ เราจะขออะไร’

 

ความปรารถนา จริง ๆ แล้วเป็นหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดเผยบางอย่างในตัวเราได้ลึกซึ้งกว่าที่เราคิด ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความคิด หรือแม้กระทั่งบาดแผลในใจที่ยังไม่ถูกรักษา

 

เคยสังเกตตัวเองไหมว่าทำไมเราถึงอยากได้ในสิ่งนั้น บางครั้งสิ่งที่เราอยากได้ อยากเป็น หรืออยากมี…

 

 

 

มักไม่ใช่แค่สิ่งนั้นตรง ๆ แต่มันคือ ความหมายที่เราผูกซ่อนไว้กับสิ่งนั้น

เช่น อยากประสบความสำเร็จ  เพราะลึก ๆ อยากได้รับการยอมรับ

อยากมีแฟนที่อบอุ่น เพราะอาจโหยหาความปลอดภัยในหัวใจ

ปรารถนาความสงบ อาจเป็นเพราะเราอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายมานาน

 

 

ความปรารถนาไม่เคยไร้เหตุผล มันคือเบาะแสบางอย่างของสิ่งที่จิตใจไปจนถึงระดับจิตใต้สำนึกกำลังพยายามบอกเรา

 

อย่างความปรารถนาที่จะควบคุมทุกอย่าง เพราะลึก ๆ อาจรู้สึกว่า ชีวิตมันเอาแน่เอานอนไม่ได้ หรืออยากเป็นที่รักของทุกคน

 

เพราะในอดีต เคยถูกทอดทิ้งหรือถูกเพิกเฉย มาก่อนหรือเป็นเพราะเรากำลังพยายามรักตัวเองอยู่เหมือนกัน  

 

ความปรารถนาไม่ใช่แค่เรื่องผิวเผิน แต่มันคือร่องรอยของสิ่งที่หัวใจเราเชื่อมั่นในสิ่งนั้น เช่นเดียวกับคืนนี้ มาลองมาสะท้อนความปรารถนาในใจ

 

ค้นพบ Shadow ตัวเองก่อนนอน

คนเราทุกคน คงมีสิ่งที่เรียกว่า Shadow ในตัวเอง Shadow คือ ด้านที่เราปฏิเสธ ไม่ยอมรับ หรือไม่อยากมองเห็นของตัวเอง

 

อาจเป็นความกลัว ความโกรธ ความอิจฉา ความอ่อนแอ หรือแม้กระทั่ง “ความปรารถนา” ที่เราไม่กล้ายอมรับก็ได้

 

วิธีที่จะช่วยให้เราค้นพบความปรารถนาในใจตัวเอง ทำได้ง่าย ๆ ให้เราลองเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ 

 

“ตอนนี้ อะไรคือสิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ ?”
“เราโกรธหรือกลัวอะไรในตัวคนอื่น? อะไรที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น ?”
“เราอิจฉาใครอยู่ ? แล้วเขามีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกขาด?”

 

เพราะถ้าสังเกตดู เราจะพบว่าสิ่งที่เรารู้สึกกับคนอื่น มักเป็นความรู้สึกที่เราไม่อยากยอมรับในบางที พูดง่าย ๆ ว่า เรามักโยนความรู้สึกของเราไปใส่คนอื่น 

 

คนที่เรา “เกลียด” มาก อาจสะท้อนถึงสิ่งที่เรา “ไม่อยากเป็น”
คนที่เรา “อิจฉา” อาจสะท้อนสิ่งที่เรา “อยากเป็นแต่ไม่กล้าบอกใคร”
คนที่เรารู้สึกว่า “เขาดูดีไปหมด” อาจสะท้อนศักยภาพที่เรา “ยังไม่ได้ดึงออกมาใช้”

 

ถ้าเรากล้าและเริ่มกลับมาเห็นตัวเองผ่านสิ่งเหล่านี้ ก็เท่ากับว่าเราเริ่มเข้าใกล้ shadow ในจิตใจตนเองแล้ว

 

แต่สำหรับบางคน การคุยกับตัวเองเพียงลมปากอาจมองไม่เห็นภาพเท่าการเขียนออกมา

 

การเขียนในที่นี้ คือ การเขียนทุกอย่างออกมาโดยไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์กรองเนื้อหาใด ๆ ไม่ต้องห่วงว่า

 

ความคิดนั้นจะถูกหรือผิด แค่เขียนออกมาแล้วลองย้อนอ่านดู บางครั้งเราอาจเห็นเงามืดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจเราโดยที่เราก็ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนก็ได้

 

พื้นที่ที่เพื่อน ๆ เลือกที่จะพักพิงลงไป อาจจะเป็นไดอารี่ส่วนตัวของเรา หรืออาจเป็นเพียงกระดาษเอสี่ที่มีหน้าที่ถูกใช้งาน

 

เพื่อให้คน ๆ นึงเข้าใจคุณค่าตนเองมากขึ้น จากนั้นก็ถูกขยำหรือฉีกทิ้งทำลายด้วยความขอบคุณจากใจเรา

 

ความปรารถนาไม่ใช่ศัตรู และ shadow ไม่ใช่ปีศาจที่น่ากลัว

 

แต่ทั้งสอง คือ สิ่งที่เชื่อมโยงตัวเราในระดับที่ลึกและซื่อสัตย์ที่สุดเข้าด้วยกัน

 

และการได้เห็น shadow หรือความปรารถนาที่แท้จริงของตัวเอง คือ ก้าวแรกสู่การยอมรับ เยียวยา และเติบโต 

 

อย่าหยุดที่จะขอพร หากมันเป็นแรงกำลังใจให้เรามุ่งมั่นทำในสิ่งที่หวังนั้นต่อไปเลย

 

เพราะการที่จะสมหวังดังคำขอ อาจประกอบด้วยแรงอธิษฐานหรือกำลังใจพร้อมด้วยการลงมือทำควบคู่กันไป

​อาบป่า ชินริน-โยกุ ฟื้นฟูใจด้วยธรรมชาติแบบญี่ปุ่น การอาบป่าไม่ใช่แค่วาทกรรมสวย ๆ แต่ถูกพิสูจน์แล้วด้วยวิทยาศาสตร์ ว่าสามารถใช้ดูแลสุขภาพร่างกาย

 

และหัวใจของเราได้จริง ใน EP เราจะพาไปเรียนรู้การอาบป่าในแง่มุมอื่น ๆ ผ่านปรัญชาญี่ปุ่นอีกด้วย

 

อาบป่า ชินริน-โยกุ วิถีแห่งการฟื้นฟูชีวิต” เป็นหนังสือเขียนโดย เอกตอร์ การ์ซิอา และ ฟรันเซส มิราเยส (แปลโดย สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ)

 

จากสำนักพิมพ์สารคดี นำเสนอแนวคิดการฟื้นฟูสุขภาพและจิตใจผ่านการสัมผัสธรรมชาติแบบญี่ปุ่นที่ เรียกว่า ชินริน-โยกุ (Shinrin-yoku) หรือ “การอาบป่า”

 

ซึ่งเป็นการเดินเล่นในป่าอย่างมีสติ เพื่อเชื่อมโยงกับธรรมชาติและฟื้นฟูพลังชีวิต หนังสือ จากสำนักพิมพ์  สารคดี

 

การอาบป่าไม่ใช่แค่วาทกรรมสวย ๆ แต่ถูกพิสูจน์แล้วด้วยวิทยาศาสตร์ ว่าสามารถใช้ดูแลสุขภาพร่างกาย และหัวใจของเราได้จริง

 

 

ปรัชญาเกี่ยวข้อง อาบป่า ชินริน-โยกุ

 

ราจะเห็นว่า ญี่ปุ่นเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี และความล้ำหน้าของการจัดการทุก ๆ ด้าน แต่ญี่ปุ่นก็ไม่เคยทิ้งธรรมชาติไว้ข้างหลังเลย หรืออาจเพราะปรัชญาของญี่ปุ่นที่ยังคงเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

 

ยูเก็น (Yugen) : ความงามลึกซึ้งที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

 

เมื่อคำว่า ยูและเกน มารวมกัน เป็นความหมายว่า “ชั่วขณะอันลึกลับระหว่างสังเกตจักรวาล ซึ่งความรู้สึกของเราเข้าถึงส่วนลึกที่สุดที่ซ่อนเร้นในใจ” มันคือประสบกสารณ์ที่เรามองท้องฟ้า

 

เพราะฉะนั้น ยูเกนคือ ประสบการณ์เมื่อเรามองท้องฟ้า ในคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว เมื่อทันใดนั้น ตัวตนเราได้หายไปและตระหนักได้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า 

 

ในช่วงที่เราท้อถอย รู้สึกว่าบางที่ไม่ใช่ที่ของเรา แต่จริง ๆ แล้วเราเป็นส่วนหนึ่ง และเราคู่ควรที่จะอยู่ตรงนี้เสมอ

 

 

โคโมเรบิ (Komorebi)  :  แสงแดดที่ส่องผ่านใบไม้

 

การมองดูลวดลาย แสงและเงาที่สาดส่องผ่านธรรมชาตินี้ ช่วยให้เราเกิดความชื่นชม กับลวดลายยามแสงอาทิต์สาดส่องผ่านใบไม้ในป่า ที่เรากำลังเดินอยู่ 

 

ซึ่งจากหนังสือ บอกว่าถ้าแค่การมองทำให้เรามีความพึงพอใจขนาดนี้ แล้วจะยังดิ้นรนตลอดเวลา หรือทำบางสิ่งให้สำเร็จไปทำไม 

 

การมองสิ่งเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้ามไป อาจทำให้เราเกิดความสุขเล็ก ๆน้อย ๆขึ้น และสร้างความพึงพอใจกับชีวิตของเราก็ได้ 

 

 

วะบิ-ซะบิ (Wabi-Sabi) : ความงามในความไม่สมบูรณ์ 

 

ต้นไม่ที่รูปทรงบิดเบี้ยวแต่ยังคงงดงาม ใบไม้ที่เขียวสดเมื่อวาน อาจแห้งลงในวันนี้  ในธรรมชาติไม่มีสิ่งใด สำเร็จเสร็จสิ้น ทุกอย่างอยู่ภายใต้การก่อร่างอย่างต่อเนื่อง  

 

และความเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้น  ความไม่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นได้ เหมือนดั่งชีวิตของเรา

 

 

​อาบป่า ชินริน-โยกุ …โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

 

การอาบป่าไม่จำเป็นต้องเดินเข้าป่าเสมอไป อาจจะเลือกจากจังหวะเวลาที่สบาย ๆ เอนตัวลงบนเตียง แล้วลองปรับใช้ขั้นตอนต่าง ๆ นี้

 

1. ปล่อยตัวเองอยู่ที่นี่ ณ ขณะนี้

 

ลองหยุดทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน พักใจออกจากโลกแห่งความวุ่นวายของโลกภายนอก ตระหนักรู้ในทุก ๆ อุณหภูมิ แสงวิบไหว จุดประสงค์ของชินรินโยกุ คือ อยู่กับปัจจุบันภายในป่า 

 

2. มีเส้นทางในใจแต่เปิดใจให้กับการปรับเปลี่ยน

 

เดินไปตามทาง แต่ถ้าเจอเส้นทางที่น่าสนใจ ก็ให้ให้เท้าของเราเป็นตัวกำหนดไป ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ใจอยากจะทดลอง 

 

3. หายใจลึกๆ และช้า 

 

ทำสมองให้โล่ง ให้ธรรมชาติปกคลุม ทุกครั้งที่รู้ลมหายใจ ขอให้รู้ไว้ว่าเรากำลังได้รับการบำบัดจากธรรมชาติ 

 

4. ปล่อยให้เมฆหมอกอารมณ์พัดผ่านไป

 

ความคิดจะเข้ามาในระหว่างทาง อย่าตกใจ มันเรื่องปกติ แต่อยากให้ลอง สูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกภาพความกังวลต่างๆ ว่าเป็นเสมือนก้อนเมฆในใจ มันลอยไป ลอยมา

 

ลองติดป้ายให้ความคิดนั้น แล้วลองปล่อยมันออกไป ไม่ต้องวิเคราะห์ ไม่ต้องตัดสิน เป็นเหมือนก้อนเมฆ ที่มา และหายไป 

5. รู้สึกว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง  

 

เมื่อเราผูกความรู้เนื้อรู้ตัวกับปัจจุบันอย่างเข้าที่เข้าทางให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อากาศรอบ ๆ ตัว เป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เราตัวเพียงแค่นิดเดียว

 

 

บทความอื่น ๆ ที่ Alljit Blog

 

ลองนั่งลงเงียบ ๆ กับตัวเอง แล้วลองถามใจดู ว่า…วันนี้เราได้ รักตัวเอง บ้างไหม?”

 

ทุกคนเคยได้ยินคำว่า “รักตัวเองไม่เจ็บเลยสักวัน” กันไหม

 

แล้วก็อีกประโยคนึงที่เราคุ้นเคยกันดี “ก่อนที่จะรักคนอื่น เราต้องรักตัวเองก่อน”

 

สองประโยคนี้ฟังดูเหมือนจะง่ายและเข้าใจได้… แต่เราลองค่อย ๆ คิดตามกันดู ว่าจริง ๆ แล้ว…เรารักตัวเองเป็นแค่ไหนกันนะ?

การรักตัวเอง พูดง่าย แต่ทำยาก

“รักตัวเอง”  พูดได้ง่ายแต่บางวันยังรู้สึกเลยว่า…เรากำลังรักตัวเอง “แบบผิด ๆ” อยู่

 

เราทุกคนก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ๆ คนนึง อยากบอกทุกคนตรงนี้ว่า ไม่เป็นไรเลยนะ ถ้าคืนนี้ยังรู้สึกว่า…ยังรักตัวเองได้ไม่มากพอ

 

อยากบอกและปลอบใจทุกคนเหมือนกันว่าช่วงเวลาแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ อย่านอยด์หรือน้อยใจในช่วงเวลาที่เราไม่ได้รักตัวเอง หรืออ่อนไหวกับบางเรื่องเลย

 

ถ้าเราไม่รักตัวเอง แล้วจะไปรักคนอื่นได้จริงไหม?

“จำเป็นไหม ที่เราต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน ถึงจะมีความสัมพันธ์กับคนอื่นได้?”

 

คำตอบในใจคือ ไม่จำเป็นก็ได้มั้ง ถ้ารอให้รักตัวเอง 100% เมื่อไหร่เราจะได้รักใครล่ะ?

 

แต่พอผ่านเรื่องราวมาหลายอย่าง กลับรู้สึกว่า…แค่มีพื้นฐานของการรักตัวเองไว้บ้าง ก็เพียงพอแล้ว

 

เพราะถ้าเราไม่เห็นคุณค่าของตัวเองเลย แล้วเราไปรักใครสักคน… เราก็อาจจะเผลอยกให้เขาเป็นโลกทั้งใบของเรา

 

“ไม่มีเขา เราอยู่ไม่ได้”
“เขาคือทุกอย่างของเรา”

 

ฟังดูโรแมนติกใช่ไหม แต่มมันก็แอบเจ็บอยู่นะ เราลองเปลี่ยนมาเป็น…

 

“ไม่มีเขา เราก็อยู่ได้”
“เราเป็นโลกที่สมบูรณ์ของตัวเอง แล้วเขาแค่มาเพิ่มสีสันให้กับโลกของเรา” แบบนี้อาจจะยั่งยืนกว่า…

 

การรักตัวเอง = ความเมตตาต่อตนเอง

Self-compassion หรือ การเมตตาต่อตนเอง ประกอบด้วย 3 อย่างง่าย ๆ แต่ทรงพลัง

 

ความรักที่รอให้คนอื่นมาเติมเต็ม = ความรักที่ไม่มีวันเต็ม

เวลาที่เรารัก…สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ค่อยได้เลยก็คือ “ความคาดหวัง”

 

“เขาต้องพูดแบบนี้นะ เราถึงจะรู้สึกดี”
“เขาต้องมาหาเราทุกวันหยุดสิ”

 

พอเขาไม่ทำ เรากลับหันไปโทษตัวเองว่า
“หรือเราไม่ดีพอ?”

 

มันกลายเป็นการเอาคุณค่าของตัวเอง ไปผูกกับการกระทำของอีกคน

จนลืมไปว่า… แม้เขาจะไม่ใช่คนเดิมแล้ว แต่ เราก็ยังเป็นเราอยู่ตรงนี้เสมอ

อย่าให้ใครคนเดียว มาเป็นเครื่องวัดคุณค่าของเรา เพราะเมื่อเขาจากไป เราอาจจะลืมว่าตัวเรามีค่าขนาดไหน