Alljit Blog
แอป Alljit
พูดคุย

ควรพบจิตแพทย์ตอนไหน 5 สัญญาณจากพฤติกรรมประจำวันที่คนวัยทำงานมักมองข้าม

เกณฑ์จริงๆ ไม่ใช่ว่าอาการหนักพอหรือยัง แต่คือสิ่งที่เราใช้ประคองใจอยู่ทุกวันนั้น เรายังควบคุมมันได้ หรือมันเริ่มควบคุมเราแล้ว

รายการโตแล้วใจยังไง ตอนเท่าไหนถึงควรพบจิตแพทย์

คำถามที่หลายคนถามตัวเองเงียบๆ มานานแล้วคือ แบบไหนถึงเรียกว่าควรไปพบจิตแพทย์ ส่วนใหญ่เราจะรอจนกว่าจะมั่นใจว่า หนักพอ แล้วค่อยไป ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ไม่มีใครตอบได้จริงสักคน

ในรายการ โตแล้วใจยังไง ตอนแรก ทีม Alljit ชวนคุยเรื่องนี้ตรงๆ และเส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด ไม่ได้อยู่ที่ว่าอาการหนักแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าสิ่งที่เราใช้ประคองใจอยู่ทุกวันนั้น เรายังควบคุมมันได้ หรือมันเริ่มควบคุมเราแล้ว

ควรพบจิตแพทย์ตอนไหน คำตอบสั้นๆ ก่อน

ไปได้ตั้งแต่ตอนที่รู้สึกว่าอยากไป ไม่ต้องรอให้เข้าเกณฑ์อะไรก่อน เหมือนตอนที่เรากินอะไรแล้วรู้สึกไม่สบายท้อง เราก็ไปหาหมอโดยไม่ต้องรอให้ปวดจนทนไม่ไหว ใจก็ใช้มาตรฐานเดียวกันได้

ส่วนถ้าอยากมีเกณฑ์ไว้เช็คตัวเอง ให้ดูสองอย่างคู่กัน คือพฤติกรรมประจำวันที่เปลี่ยนไป และผลกระทบที่มันทิ้งไว้กับชีวิต

5 สัญญาณในชีวิตประจำวันที่คนวัยทำงานมักมองข้าม

1. ดื่มเพื่อให้ผ่านวันนี้ไปได้

เลิกงานแล้วต้องมีสักแก้ว ทุกเย็น หรือทุกเสาร์อาทิตย์ในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมวัยทำงานภาพนี้ดูปกติมากจนแทบไม่มีใครทัก แต่คำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ว่าดื่มมากไปไหม คือถ้าวันนี้ไม่ดื่ม เรายังโอเคอยู่ไหม

2. พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

บางคนนึกว่าตัวเองหิว ทั้งที่จริงๆ คือเครียด บางคนอิ่มแล้วก็ยังกินต่อเพราะการกินคือช่วงเวลาเดียวที่รู้สึกดี บางคนกลับกันคือเบื่ออาหารไปเลย สิ่งที่ต้องสังเกตไม่ใช่ปริมาณ แต่คือความเปลี่ยนแปลงจากที่เราเคยเป็น

3. ไถฟีดเพื่อไม่ต้องเจอกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

การเล่นโทรศัพท์เพลินๆ กับการไถฟีดเพื่อหนีบางอย่างไม่เหมือนกัน อย่างหลังมักเกิดตอนที่มีเรื่องค้างอยู่ในใจแล้วเรายังไม่พร้อมจะแตะมัน เวลาหมดไปหลายชั่วโมงโดยที่ไม่ได้พักจริงเลยสักนาที

4. ร้องไห้โดยไม่รู้ว่าร้องไห้เพราะอะไร

ร้องไห้ในห้องน้ำที่ทำงาน หรือกลับถึงบ้านแล้วน้ำตาไหลเองโดยที่ตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไร ในรายการพูดไว้ประโยคหนึ่งที่ตรงมาก คือไม่มีใครร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุหรอก แค่เราไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร เพราะการนั่งคุยกับตัวเองไม่ใช่ทักษะที่ใครสอนเรามา

5. นอนไม่หลับ

การนอนมักเป็นด่านสุดท้ายที่รับผลจากทุกอย่าง เครียดเรื่องงาน เรื่องคน เรื่องเงิน สุดท้ายมาจบที่การนอน ถ้าการนอนเริ่มพังต่อเนื่อง นั่นแปลว่ามีอะไรบางอย่างสะสมอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว

เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริง เราควบคุมมัน หรือมันควบคุมเรา

ทุกข้อข้างบนมีจุดร่วมเดียวกันคือการพึ่งพา ดื่มเพื่อผ่อนคลายแล้ววันไหนไม่ดื่มก็ไม่เป็นไร อันนั้นยังพอไหว แต่ถ้าวันไหนไม่ได้ทำแล้วอยู่ไม่ได้ รู้สึกหงุดหงิด กระสับกระส่าย ต้องหามาให้ได้ นั่นแปลว่าอำนาจย้ายข้างแล้ว

มันอยู่เหนือการควบคุมของเราหรือเปล่า เราควบคุมมันได้ หรือมันควบคุมเรา

คำถามนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง ทั้งเหล้า อาหาร โทรศัพท์ การทำงานหนัก หรือแม้แต่การนอนทั้งวัน

ต้องเป็นนานแค่ไหนถึงเรียกว่าสัญญาณ

หนึ่งถึงสองสัปดาห์แล้วหายไปเอง อาจเป็นแค่ช่วงที่ชีวิตหนักกว่าปกติ แต่ถ้าลากยาวเป็นเดือนขึ้นไป และยังเป็นอยู่ทั้งที่เหตุการณ์ที่ทำให้เครียดผ่านไปแล้ว นั่นเริ่มเป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ

ความสัมพันธ์รอบตัวคือกระจกที่บอกได้ดีที่สุด

สัญญาณที่ชัดที่สุดมักไม่ได้อยู่ในตัวเรา แต่อยู่ในความสัมพันธ์รอบตัว ความสัมพันธ์กับแม่เริ่มแย่ลง กับแฟนเริ่มมีปากเสียงบ่อยขึ้น กับเพื่อนเริ่มห่างไปเอง หลายอย่างในชีวิตค่อยๆ ร่วงหลุดออกไปทีละชิ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเห็นภาพนี้ ไม่ต้องรอสัญญาณอื่นแล้ว

ไปพบจิตแพทย์แล้วต้องได้ยาไหม

ไม่จำเป็น การไปพบครั้งแรกส่วนใหญ่คือการเล่าและการประเมินร่วมกันว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนได้ยา บางคนได้แนวทางดูแลตัวเอง บางคนถูกส่งต่อไปหานักจิตวิทยาเพื่อพูดคุยต่อเนื่อง การไปหาหนึ่งครั้งไม่ได้แปลว่าต้องกินยาตลอดชีวิต และไม่ได้แปลว่าเราป่วยหนัก

ฟังฉบับเต็มจากรายการ

ในคลิปมีการแชร์ประสบการณ์ตรงของคนที่เคยไปพบจิตแพทย์และเคยได้รับยา รวมถึงมุมมองว่าทำไมการวิเคราะห์ตัวเองถึงเป็นทักษะที่ควรฝึก ฟังได้เต็มๆ ในตอนนี้

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วพบว่าตัวเองเข้าข่ายหลายข้อ ไม่ต้องรีบสรุปว่าตัวเองเป็นอะไร บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย และรายการนี้ก็ไม่ใช่ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือจดไว้ว่าช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง แล้วเอาไปเล่าให้คนที่ประเมินได้จริงฟัง ถ้าตอนนี้รู้สึกไม่ไหวจริงๆ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 รับสายฟรีตลอด 24 ชั่วโมง