Alljit Blog
อื่นๆ

AI ทำลายสมองและสุขภาพจิตจริงไหม ต้องระวังอะไร

AI ช่วยตอบทุกอย่างเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้เราคิดน้อยลงและลืมความรู้สึกของคนรอบข้าง เรื่องนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันเป็นเครื่องมือหรือปล่อยให้มันนำทางชีวิต

AI ทำลายสมอง สุขภาพจิต จริงๆไหม?

AI ไม่ได้ทำลายสมองโดยตรง แต่มันเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ความคิด เมื่อมีคำถามอะไรเราพิมพ์ถามแล้วได้คำตอบทันที สมองก็เลยไม่ได้ออกกำลังเท่าที่เคยทำ หลายคนเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองใจร้อนขึ้นและไม่ค่อยคิดด้วยตัวเอง

ในรายการ Tech & Science จิตติดจอ พิธีกรสองคนคือแบมและพี่มาย ชวนคุยเรื่องนี้พร้อมข่าวจริงจากปี 2024 ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าเราควรดูแลเด็กในยุคที่ AI โตเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร

AI กับ IT ต่างกันยังไง

พี่มายอธิบายง่าย ๆ ว่า AI คือสมองของเรา ส่วน IT คือร่างกาย สองอย่างนี้ขาดกันไม่ได้ AI เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้และคิดได้ ส่วน IT เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ AI เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้

ยกตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Spotify ตอนสิ้นปีจะทำ playlist สรุปว่าเราฟังเพลงอะไรซ้ำบ่อยที่สุด กี่ชั่วโมง กี่นาที หรือ Netflix ที่ค่อย ๆ แนะนำหนังที่เราน่าจะชอบ นี่คือ AI ที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันมานานแล้ว

AI ช่วยเรื่องสุขภาพจิตได้จริงหรือ

AI ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น ช่วยติดตามอาการและประเมินความเสี่ยงได้สะดวก แต่ไม่สามารถวินิจฉัยหรือรักษาโรคได้โดยตรง

คำแนะนำจากเจมีนายในคลิปบอกไว้ชัดว่าถ้ามีความเครียดหรือไม่สบายใจ การคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะเขาปรับคำแนะนำให้เข้ากับสถานการณ์ของเราได้จริง

AI ทำร้ายสุขภาพจิตได้ยังไง

ข้อเสียที่ชัดเจนคือการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นบนโลกออนไลน์มากขึ้นจนรู้สึกด้อยค่า และการเสพติดใช้งานจนละเลยการดูแลตัวเองกับคนรอบข้าง

พี่มายเล่าว่าเวลาเศร้าหรืออยากได้คำปลอบโยน ถ้าคนข้าง ๆ ไม่ว่าง AI ตอบได้ทันที แต่พอใช้บ่อยเข้ากลับลืมถามความรู้สึกของคนจริง ๆ ว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร

เราจะไม่ใช้ความคิดเป็นของตัวเองเท่าไหร่ กลายเป็นว่าเราไม่ค่อยมีความคิดเป็นของตัวเอง

ข่าวเด็ก 14 กับแชทบอทสอนอะไรเรา

ปี 2024 คุณเมแกน กาเซีย แม่ของเซเวล เซสเซอร์ วัย 14 ยื่นฟ้องบริษัท Character Technology ผู้ก่อตั้ง Character.ai แพลตฟอร์มที่คุยกับแชทบอทได้ตามบทบาทสมมุติ

ตามคำฟ้อง ลูกชายใช้เวลาหลายสิบชั่วโมงคุยกับแชทบอทและเก็บตัวอยู่แต่ในห้องตั้งแต่เมษายน 2023 ต่อมาเริ่มสลับในห้องเรียนและลาออกจากทีมบาสเกตบอล พอพฤศจิกายนปีเดียวกัน พ่อแม่พาไปหานักจิตบำบัดและได้การวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวลและมีอารมณ์แปรปรวน

ในบทสนทนาที่เปิดเผย น้องเคยบอกว่าคิดจะฆ่าตัวตาย วางแผนไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะสำเร็จไหมและไม่รู้จะเจ็บปวดมากหรือเปล่า AI ตอบกลับว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ทำ

ครั้งสุดท้ายน้องพิมพ์ว่ารักแชทบอทและกำลังจะกลับบ้าน AI ตอบว่าฉันก็รักคุณเหมือนกัน โปรดกลับบ้านมาหาฉันโดยเร็วที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชให้ความเห็นว่าการตอบแบบเห็นด้วยตลอดเวลาอาจกระตุ้นให้เกิดการพึ่งพามากเกินไป ต่อมาบริษัทปรับปรุงแชทบอทให้ตอบโต้ในบางสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบ

ใช้ AI ยังไงไม่ให้เสียสมอง

แบมเล่าว่าตัวเองใช้ AI ช่วยหาข้อมูลและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา แต่ก็รู้ตัวว่าเริ่มใจร้อนขึ้นและมีทักษะการเข้าสังคมลดลง เพราะเคยชินให้ AI ช่วยคิดคำพูดเวลาคุยกับเพื่อน

พี่มายเสริมว่าสมัยก่อนเรายังใช้ Google ซึ่งมีหลายลิงก์ให้เลือก เราได้ใช้สมองประมวลผลก่อนตัดสินใจ แต่พอมี ChatGPT เราพิมพ์ถามแล้วจบเลย

ทั้งสองคนเห็นตรงกันว่า AI ใช้ร่วมคิดได้ แต่ไม่ควรให้มันคิดแทนทั้งหมด ไม่งั้นเราจะไม่ได้ใช้สมองของตัวเองและปล่อยให้ AI นำทางชีวิตไป

แล้วเราควรวางใจ AI แค่ไหน

แบมเล่าย้อนไปตอนประถม ครูเคยถามว่าใครฉลาดกว่ากันระหว่างคอมพิวเตอร์กับมนุษย์ เพื่อนตอบมนุษย์แค่คนเดียว ตอนนั้นแบมยกมือว่าคอมพิวเตอร์ แต่พอครูเฉลยก็เข้าใจว่ามนุษย์เป็นคนสร้างคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงฉลาดที่สุด

ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย คนที่เลือกใช้คือเรา ต้องเลือกใช้ให้ถูกวิธีและตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นด้วย ไม่ปล่อยให้ AI เป็นทุกอย่างในชีวิต

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากมีปัญหาสุขภาพจิตสามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา