Alljit Blog
อ่านทั้งกลุ่ม เบื่องาน ไม่อยากไปทำงาน ทำไงดี
Recharge

อยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย ไม่ทำอะไรก็รู้สึกเหนื่อย เหนื่อยตลอดเวลา (TATT)

อยู่เฉยๆก็เหนื่อย

ความเหนื่อยที่ไม่ใช่แค่ความเหนื่อย ไม่ทำอะไรก็รู้สึกเหนื่อย อยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย (TATT)

ความรู้สึกเหนื่อยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติในทุก ๆ วัน แต่มันก็จะหายไปเมื่อเราพักผ่อนให้เพียงพอหรือจะหายไปเมื่อเราได้อยู่กับอะไรที่สบายใจ แต่รู้ไหมว่ามีความเหนื่อยที่พักเท่าไหร่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี


เหมือนความเหนื่อยนี้เป็นซูชิสายพานทีไหลมาเรื่อย ๆ แล้วบางทีก็ตอบไม่ได้ด้วย ว่าเหนื่อยกับเรื่องอะไรอยู่ แค่อยู่เฉย ๆ ก็เหนื่อย อยากจะพาทุกคนมารู้จักกับ TATT หรือ Tired All the Time Syndrome

TATT ( Tired All the Time Syndrome ) 

TATT เป็นคำที่ย่อมาจาก Tired All the Time หรือถ้าเเปลเป็นไทยคืออาการ “เหนื่อยตลอดเวลา”

เป็นโรคที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์แล้วว่าพบได้กับทุกเพศ ทุกวัย (แต่จากงานวิจัยพบว่ามักพบ TATT ในเพศหญิง เนื่องจากต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน)

เช่น ออกไปทำงานนอกบ้าน กลับบ้านมาเลี้ยงลูกและดูแลสามี เป็นความเหนื่อยที่วนลูปทุก ๆ วัน 

TATT มักถูกมองว่าเป็น “น้องชาย” ของกลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) กลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรังจะมีอาการเหนื่อยล้าต่อเนื่องหลายปี

แต่ TATT จะเป็นเวอร์ชั่นที่ซอฟต์กว่า โดยอาการหลักของ TATT คือ เหนื่อยตลอดเวลา พักเท่าไหร่ก็ยังเหนื่อย ไม่มีสมาธิ รู้สึกอ่อนเพลียอย่างต่อเนื่อง ตัดสินได้ใจช้าลง และกระทบกับชีวิตประจำวัน 

อาการอ่อนล้าเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) 

อาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง Chronic Fatigue Syndrome (CFS) เป็นโรคที่ค่อนข้างจะซับซ้อน มีอาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงซึ่งกินเวลานานอย่างน้อย 6 เดือน

และไม่สามารถอธิบายได้อย่างเต็มที่จากภาวะทางการแพทย์ โดยสาเหตุก็ไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกัน ทางการแพทย์ได้กล่าวไว้ว่าอาจจะมาจากความเครียด

ความเหนื่อยล้าหลาย ๆ ปัจจัยรวมกัน อาจจะมาจากอาการเจ็บป่วย หรือฮอร์โมนต่าง ๆ ทางร่างกายซึ่งจะรุนแรงมากกว่า TATT ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นเมื่อพักผ่อนแล้วก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย

เหนื่อยตลอดเวลา (TATT) เกิดจากอะไร

1. การทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง

  • การกินน้ำน้อยเกินไป 
  • การทานโปรตีนน้อยเกินไป
  • การทานคาร์โบไฮเดรตน้อยหรือมากเกินไป
  • การพึ่งคาเฟอีน
  • การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล

2. ชีวิตประจำวัน

  • การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันและแทบจะไม่มีเวลานอนเลย
  • หรือการทำงานเป็นกะ กระทบทั้งการกิน การนอน การใ้ช้ชีวิต
  • การไม่ออกกำลังกาย
  • นอนไม่หลับ
  • อดนอนทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้
  • นอนน้อย

3. ความเครียด

การที่เรามีความเครียดมากเกินไปทำให้อะดรีนาลีนสูบฉีด ซึ่งจะทำให้ตื่นตัว เสียพลังงานและทำลายความสงบในจิตใจ นำไปสู่ เหนื่อยตลอดเวลา (TATT) ในท้ายที่สุด

อาการ เหนื่อยตลอดเวลา (TATT)

  • ขาดพลังงาน เหนื่อยเเละเพลียตลอดเวลา บางครั้งก็เหนื่อยแบบไม่มีสาเหตุ
  • รู้สึกง่วงนอนตลอดทั้งวัน นอนเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม
  • สูญเสียแรงจูงใจ หมด Passion
  • ทุกข์ใจจากการขาดสมาธิ
  • มีปัญหาในการตัดสินใจ 
  • ประสบปัญหาการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
  • รู้สึกเศร้าหรือหดหู่แบบไร้สาเหตุ

เหนื่อย VS เหนื่อยตลอดเวลา (TATT)

ด้วยชีวิตที่วุ่นวายของผู้คนในทุกวันนี้ เป็นเรื่องปกติที่บางครั้งต้องพบเจอกับความเหนื่อยล้า หมดพลังงานในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต

อาจจะเกิดจากการทำงานหนักเกินไปหรือเกิดจากความเครียดทั่วไป  แต่สิ่งนี้จะหายไปหลังจากนอนหลับและพักผ่อน

แต่สำหรับบางคน ความเหนื่อยล้านี้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตและเป็นสาเหตุของความกังวล นี่คือสิ่งที่ เหนื่อยตลอดเวลา (TATT) แตกต่างจากความเหนื่อยโดยทั่วไป

เหนื่อย VS ขี้เกียจ

  1. แยกตามช่วงเวลา

ความเหนื่อยเกิดขึ้นหลังจากการทำอะไรสักอย่างที่ยาวนาน ความขี้เกียจเกิดขึ้นก่อนที่จะทำอะไรสักอย่าง ที่เราประเมินไปแล้วว่าต้องเหนื่อยแน่ ๆ ต้องน่าเบื่อแน่ ๆ 

  1. แยกตามการทำกิจกรรม

เมื่อยังคงเต็มใจทำงานเมื่อและได้ทำสิ่งต่าง ๆ มากมายและรู้สึกอยากหยุดเพราะหมดแรงทั้งหมดแล้ว แสดงว่า เหนื่อย แต่เมื่อไม่เต็มใจที่จะทำอะไรแม้ว่าจะไม่เหนื่อยและไม่เป็นไร

เพราะไม่อยากทำนั่นอาจจะเป็นความขี้เกียจ หลัก ๆ เป็นเรื่องของอารมณ์

  1. ขี้เกียจมักจะมาพร้อมกับกิจกรรมอะไรที่เราไม่อยากทำตั้งแต่แรก

เป็นความรู้สึกที่เกิดการความเหนื่อย เช่น ขี้เกียจอ่านหนังสือสอบ แต่พออ่านเสร็จเราเหนื่อย ขี้เกียจออกไปซื้อของข้างนอกจัง แต่พอซื้อเสร็จเราเหนื่อย 

ผลกระทบเวลาที่เหนื่อยสุดๆ

ฟังก์ชันการใช้ชีวิตเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน พลังงานเปลี่ยน เเรงกายเเรงใจสำคัญมากในการทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งความเหนื่อยก็ทำให้เราหมดทั้งแรงกายเเรงใจเลย เราทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม

เรามีแรงไปทำงานได้น้อยลง สมาธิจดจ่อน้อยลง รู้สึกเหมือนสับสวิตซ์ไปเลย จากที่เป็นคนพอจะร่าเริงบ้างแต่พอเหนื่อยมันเหมือนมีมวลพลังงานบางอย่างที่คนอื่นสัมผัสได้เลยว่าเรากำลังเหนื่อยอยู่แล้วควรต้องพักจริง ๆ

หมดแรงทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่งผลกระทบต่อปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยว่าเราไม่ได้เอนจอยกับพวกเขาได้

วิธีดูแลตัวเองในแบบของตัวเอง

“ลงไปจัดการ ไปรื้อความรู้สึก ไปดูสาเหตุว่าทำไมเราเหนื่อย” เหมือนเวลารถเสียหนัก ๆ ถ้าช่างมองเเค่ภายนอก มันอาจจะเเก้ได้แค่ผิวเผิน แต่สุดท้ายแล้ว มันจะกลับไปพังอีกถ้าไม่ได้ลงไปรื้อเครื่อง

หรือดูให้ละเอียด เหมือนเความรู้สึกของคนเราเลย ถ้าเราปล่อยผ่าน ไม่ดูหรือรื้อว่าสาเหตุคืออะไร เราเป็นอะไร ก็เหมือนกับการที่เราซุกขยะไว้ใต้พรม มันก็จะยังอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่หายไปไหน เปิดมาก็ยังเจอเหมือนเดิม

“ดูแลเเค่จิตใจอย่างเดียวไม่พอ” ดูแลจิตใจแล้ว เราก็ต้องไม่ละเลยร่างกาย การที่ไม่ดูแลร่างกาย เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เราเหนื่อย ร่างกายก็สำคัญเช่นกัน

สังเกตตัวเองจากคนอื่นบอก แล้วมาทบทวนตัวเองแล้วหาสาเหตุถ้าเรารู้ว่าเราเหนื่อยในตอนนี้แต่เราไม่รู้ว่าสาเหตุมันมาจากไหน เราก็จะไม่สามารถจัดการมันได้ 

ไม่อยากเหนื่อยตลอดเวลาทำอย่างไรดี

จากที่เราพูดคุยกันไปว่า ความเหนื่อย คือความรู้สึกหรืออาการที่ทุกคนต้องพบเจอ  แต่ความรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาเป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ 

จากบทความของเว็บไซต์ Soliant ชื่อบทความว่า “6 Ways To Fight Feeling Tired All the Time” บอกว่า การเเก้ไขและป้องกันอาจจะเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเล็ก ๆ น้อย ๆ

1. แยกโรคประจำตัวที่รักษา

ทางการวิจัยยังไม่สามารถระบุสาเหตุของ เหนื่อยตลอดเวลา (TATT) ได้แน่ชัด จึงจำเป็นต้องพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อแยกโรคประจำตัวที่สามารรักษาได้ออกก่อน

ความเครียด โรคหรือสภาวะต่าง ๆ เช่น โรคไฟโบรมัยอัลเจีย โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ โรคเบาหวาน หรือความผิดปกติของต่อมหมวกไต ล้วนมีส่วนทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง

โรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของ เหนื่อยตลอดเวลา (TATT) ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อด้านหลังลำคอเสียหาย ขัดขวางทางเดินหายใจ

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอาจทำให้หายใจยากขณะที่หลับ ทำให้ผู้ป่วยต้องตื่นบ่อยในตอนกลางคืน เนื่องจากร่างกายตอบสนองต่อการขาดออกซิเจน

 

หรือกับโรคโลหิตจาง (Anemia) ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกเฉื่อยชา และความเหนื่อยล้าเป็นผลข้างเคียงของโรคโลหิตจางอีกด้วย

2. ให้การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญลำดับที่หนึ่ง 

เราพูดกันบ่อยมาก ๆ ว่าการนอนที่ไม่มีคุณภาพส่งผลต่อพลังงานมากและแน่นอนว่าการนอนที่มีคุณภาพย่อมส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกมีชีวิตชีวาในการใช้ชีวิตและพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ

รวมถึงส่งผลโดยตรงกับความรู้สึก “เหนื่อย” ลองสังเกตเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ดูก่อน ถ้าเรานอนหลับไม่เพียงพอ เราจะรู้สึกเหนื่อยง่ายมาก บางครั้งก็ไม่มีแรงที่จะไปทำสิ่งต่าง ๆ เท่าที่ควร 

แล้วถ้าเรานอนไม่พอหรือมีการนอนที่ไม่ได้คุณภาพติดต่อกันเป็นเวลนาน อาจจะส่งผลให้เรา “เหนื่อยตลอดเวลา” และพักผ่อนเท่าไหร่ก็ไม่พอได้

ทำสิ่งนี้ให้เป็นรูทีน :

  1. นอน 7-9 ชั่วโมง
  2. สร้างสภาพแวดล้อมการนอน เช่น เตียงที่นุ่มสบาย ปราศจากแสงไฟรบกวน
  3. หลักเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่างๆในตอนกลางคืน เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ การดูโทรทัศน์หรือการทานอาหารหนักๆ
  4. หลีกเลี่ยงแสงสีฟ้า

จากการศึกษาพบว่า 71% ของคนนอนหลับโดยใช้สมาร์ทโฟน หรือวางบนตู้ข้างเตียงเป็นประจำ การใช้สมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อปก่อนเข้านอนจะขัดขวางกระบวนการนอนหลับตามธรรมชาติ

เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้ผลิตสิ่งที่เรียกว่า “แสงสีน้ำเงิน” ซึ่งเลียนแบบแสงแดด ทำให้กระตุ้นการตื่นตัวของมนุษย์ แสงสีฟ้า จะไปกระตุ้นสมองและยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน

ทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น การจำกัดการใช้อุปกรณ์ที่สร้างสีฟ้าในช่วงเวลาก่อนนอนช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น

3. เติมพลังให้ตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

อันนี้เป็นเรื่องของโภชนาการที่เหมาะสมสามารถช่วยเพิ่มพลังงานของเราได้  อาหารขควรมีความสมดุลของผลไม้ ผัก ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ

และเนื้อไม่ติดมัน มื้อเล็ก ๆ อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องเดินทางและมีความเร่งรีบ แต่ควรคำนึงถึงขนาดของอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มของน้ำหนัก

หากต้องการทานอาหารว่าง ให้เลือกไฟเบอร์และโปรตีนผสมกันเพื่อเพิ่มพลังงานที่คงอยู่ตลอดไป

ถ้าต้องทำงานเป็นกะ แนะนำให้ทำอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพที่ประกอบด้วยผลไม้และธัญพืช หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารขยะ

4. อย่าปล่อยให้การที่ร่างกายขาดน้ำ

ความเหนื่อยล้าเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่าร่างกายอาจจะกำลังขาดน้ำ ที่สามารถส่งผลต่ออารมณ์ สมาธิและเป็นสาเหตุของการปวดหัว

การขาดของเหลวอาจทำให้ปริมาณเลือดลดลง ซึ่งหัวใจจะทำงานหนักขึ้นเมื่อต้องสูบฉีดออกซิเจนและสารอาหารไปยังสมอง ผิวหนัง และกล้ามเนื้อของคุณ

Small trick:

  • ถ้าไม่สามารถดื่มน้ำ 1 แก้ว ในทุก ๆ ชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ให้ถือขวดน้ำไว้ในมือเพื่อดื่มตลอดทั้งวัน เพื่อให้คงความชุ่มชื้นไว้ได้
  • การที่จะรู้ได้ว่าดื่มน้ำเพียงพอ ลองสังเกตุสีปัสสาวะ  ควรเป็นสีใสหรือสีเหลืองซีด
  • “ออกกำลังกายระดับปานกลางเป็นประจำ” เช่น การยืดกล้ามเนื้อเบาๆ หรือการเดินจะทำให้ร่างกายและจิตใจกระปรี้กระเปร่า สามารถช่วยรักษาสมดุล ความแข็งแรง และความยืดหยุ่นได้

แต่อย่าออกกำลังกายก่อนนอน เพราะอาจกระตุ้นและรบกวนการนอนหลับได้ การศึกษาเรื่องการนอนหลับแสดงให้เห็นว่าผู้ที่เลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง

เช่น เดินหรือวิ่งเหยาะๆ ช่วยลดเวลาที่ใช้ในการพยายามนอนหลับ ส่วนการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง เช่น การวิ่งหรือยกน้ำหนักมีผลน้อย

5. คลายเครียด (De-stress)

ความเครียดส่งผลกระทบต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน และอาจจะรวมถึงอารมณ์หงุดหงิด อาการนอนหลับยาก ปวดหัว และภูมิคุ้มกันต่ำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ Carolyn Dean อธิบายเหตุผลทางการแพทย์ที่อยู่เบื้องหลัง เหนื่อยตลอดเวลา (TATT)

ไว้ว่า “ความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจที่เรื้อรัง จะไม่อนุญาตให้ร่างกายฟื้นตัวความเครียดจะไปกระตุ้นต่อมหมวกไตให้ผลิตฮอร์โมนความเครียด ‘คอร์ติซอล’

เพื่อให้เรามีพลังงานในการตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อเหตุการณ์ เพื่อการเผชิญหรือหลีกหนี” นั่นหมายความว่า หากปล่อยให้เราเผชิญกับความเครียดสะสม เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง ต่อมหมวกไตก็จะเกิดอาการล้าได้

6.พบผู้เชี่ยวชาญ

สุดท้ายนี้ หลังจากทำทั้งหมดแล้วยังไม่ดีขึ้น ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของอาการเหนื่อยล้าที่แท้จริงเพื่อหาทางออกอย่างเหมาะสม

ความเหนื่อย เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุปัจจัย ทางที่ดีที่สุดคือการที่เราดูแลตัวเองให้ดีทั้งร่างกายและจิตใจ การที่เราเข้าใจและรู้ลิมิตของตัวเองเป็นเรื่องที่ดี

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้ว่าตอนนี้คือตอนที่เราเหนื่อยเกินไป ตอนนี้คือหนักเกินไป เราก็จะหันกลับมาดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม

อ้างอิง :

6 Ways To Fight Feeling Tired All The Time

Causes of Tired All The Time (TATT)

คลิปต้นทาง

อยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย คนพลังงานน้อย (Tired All the Time)

เผยแพร่คลิป

ดูคลิปต้นทางบน YouTube

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา