เสพข่าวโซเชียลทําไมใจพัง รับมืออย่างไรไม่ให้จม
ข่าวร้ายวิ่งมาฟรี ข่าวดีต้องจ่ายเงิน เราเสพข่าวทุกวันโดยไม่รู้ตัว สุขภาพจิตพังโดยไม่ทันตั้งตัว

ข่าวร้ายมาถึงเราฟรีๆ ข่าวดีต้องเสียเงิน และเราก็เสพข่าวกันเยอะมากจนบางทีไม่รู้ตัวว่ากำลังจมอยู่กับมัน สุขภาพจิตเราค่อยๆ ถูกบั่นทอนทีละนิดจากสิ่งที่เห็นบนหน้าจอทุกวัน
คุณวันเฉลิมและคุณเจมส์ (พิธีกร) คุยกันในรายการ คุยกับคุณวันเฉลิม ตอนที่ 13 ว่าการเสพข่าวบนโซเชียลมีเดียส่งผลกับจิตใจเราตั้งแต่ระดับที่เราควบคุมได้ ไปจนถึงขั้นที่ร่างกายเริ่มพังโดยไม่รู้ตัว
ข่าวบนโซเชียลทําให้สุขภาพจิตเราเสียได้ยังไง
คุณวันเฉลิมอธิบายว่าคำว่าสุขภาพจิตหรือ Mental Health มันกว้าง ไม่ได้หมายถึงแค่สภาพจิตใจ แต่พ่วงมาด้วยสุขภาพร่างกายที่เชื่อมโยงกัน
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราเอาแต่จดจ่อกับข่าวใดข่าวหนึ่งจนอดหลับอดนอน ร่างกายก็เริ่มแปรปรวน นอนไม่พอแล้วพอร่างกายดอป ก็ส่งผลกับจิตใจโดยตรง
แค่คุณเซฟมันมาก ๆ จน Over Limit ร่างกายก็จะดอป พอร่างกายดอปปุ๊บ มันก็จะมีผลกับ Mental Health โดยตรง
โดยเฉพาะคลิปสั้นใน TikTok ที่ความยาวไม่ถึง 1 นาที ทำให้เราดูแล้วดูอีก วนไปเรื่อยๆ ตอนกลางคืนตี 2 ตี 3 ตี 4 ยิ่งทำให้นอนหลับยากขึ้น
ทําไมเราถึงแยกแยะข่าวไม่ออก
ข่าวหนึ่งเรื่องกระจายไปทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook YouTube Instagram แต่ละที่ก็มีหลายแอคเคานต์ หลายเพจ บางคนสรุป บางคนขยายความ บางคนต่อยอด
คุณเจมส์เสริมว่ามีคอนเทนต์ที่ทำมาเพื่อ Engagement อย่างเดียว โดยไม่สนใจคุณภาพด้วยซ้ำ เรียกว่าเป็นสภาวะสังคมจำลองบนโลกออนไลน์ที่ไม่มีใครคัดกรองให้เรา
เวลาอยากรู้เรื่องดาราที่กำลังเป็นข่าว เรามักเสิร์ชก่อนแล้วค่อยกรอง แต่คุณเจมส์บอกว่าส่วนใหญ่จะดูไปกรองไป ซึ่งมันยาก เพราะเรามีใบแอด (bias) ที่เลือกเชื่อในสิ่งที่ซัพพอร์ตความรู้สึกเรา
การดูข่าวพวกนี้มันทำให้วิจารณญาณของเราลดลง แล้วก็ไปเพิ่มใบแอดให้เราโดยที่ตัวเราเองอาจจะไม่รู้ตัวด้วย
อินกับข่าวมากเกินไปจนลืมดูตัวเอง
คุณวันเฉลิมเล่าเหตุการณ์ที่สยามพารากอน ตอนที่มีคนแชะอาวุธปืนเข้าไปยิง เขาสังเกตว่าคนในห้างกลับอัปเดตโซเชียลมีเดียแทนที่จะหาที่ปลอดภัย
น้องชายของคุณวันเฉลิมอยู่เชียงใหม่ โพสต์ไอจีสตอรี่เศร้าเสียใจกับเหตุการณ์นั้นทั้งที่ไม่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ในที่เกิดเหตุเลย พอถามก็บอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอิน
คุณวันเฉลิมบอกว่าเข้าใจหลักคิด แต่ในเชิงปฏิบัติ ตัวเราอยู่เชียงใหม่ แต่กลับรู้สึกเครียด แย่ ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง
แบบนี้แสดงว่าเราไม่เท่าทันอารมณ์ตัวเอง พื้นที่ว่างทางอารมณ์หายไป กลายเป็นว่าอารมณ์ของสื่อเข้ามามีผลกับเรา
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรากําลังเสพข่าวมากไป
คุณวันเฉลิมบอกว่าไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าอันไหนผิด อันไหนถูก แต่ให้ดูที่ degree ว่าสูงเกินไปหรือเปล่า
ตัวเขาเองตั้งบาร์ไว้ต่ำมาก ถ้าเริ่มรู้สึกว่ารำคาญแม้แต่นิดเดียว เขาจะตัดเลย ไม่ดู แม้แต่เพื่อนแชร์ข่าวที่ไม่อยากดู เขาก็กดบล็อกไม่ให้ขึ้นฟีด
คุณเจมส์แนะนำให้ตั้งลิมิตง่ายๆ 30 นาทีแล้วเบรก หรือถ้าดูไปเรื่อยๆ ให้ลองหยุด 1 ชั่วโมง แล้วมารีวิวตัวเองว่าวิจารณญาณยังดีอยู่ไหม
ลองตั้งลิมิตให้ตัวเองง่ายๆ 30 นาที พอ 30 นาทีแล้วเบรก แล้วคุณลองมารีวิวดู
อีกวิธีคือดูว่าเวลามีข่าวดราม่าแล้วเราบอกว่าไม่ได้นอน แสดงว่าเราไม่มีเทอร์มิงในการเบรก ปล่อยให้ตัวเองเสพเรื่อยๆ
ถ้าเราเสพข่าวจนอารมณ์เสีย ควรทําอย่างไร
คุณวันเฉลิมเน้นว่าการมีความรู้สึกไม่ผิด แต่อย่าแสดงออกทันทีบนโซเชียลมีเดีย เพราะการสื่อสารทางเดียวและรวดเร็วเกินไป ขาดการสะท้อนกลับ
เวลาอ่านคอมเมนต์ที่คิดต่าง เรามักไม่เปลี่ยนความคิด น้อยมากที่จะคิดว่าเราผิด มีแต่จะเถียงกลับไปเรื่อยๆ
ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าเริ่มอิน ให้ถอยออกมา แล้วไปทำอย่างอื่น เช่น ต้มมาม่ากิน ตามที่คุณเจมส์พูดติดตลก
สุดท้ายแล้ว การดูแลสุขภาพจิตก็ต้องดูแลสุขภาพร่างกายด้วย เพราะถ้าอินมากจนอดนอน ตื่นมาหูดหู่ อารมณ์เสีย ก็จะพ่วงตามมา
บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากคุณรู้สึกว่าสุขภาพจิตได้รับผลกระทบรุนแรง สามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย