Gab Year

เครียด.. เมื่อเรียนจบแล้ว ไม่รู้จะไปต่อทางไหนดี ลอง Gab Year กันดูไหม?

เรื่องAdminAlljitblog

Gab Year การเว้นช่วงเวลาก่อนหรือหลังชีวิตมหาวิทยาลัย เพื่อออกไปค้นหาตนเอง เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตและกิจกรรมต่าง ๆ หากรู้จักความหลากหลายมากเราก็จะยิ่งปรับตัวได้มากขึ้นเเล้วเราต้องการสิ่งนี้ในการเติบโตและรู้จักตัวเอง

ความเชื่อเกี่ยวกับ Gap Year 

ในต่างประเทศ Gap Year เป็นอะไรที่ common มาก ๆ ข้อมูลจากเว็บไซต์ Gap Year Association ที่อ้างอิงถึงไปช่วงต้น ได้กล่าวไว้ด้วยว่า การ Take Gap Year ในอเมริกา เป็นที่นิยมมาตั้งแต่ปี 1980 แล้ว

 

ทำให้มีการศึกษาและบทความเกี่ยวกับ Gap Year มากมาย ต่างจากในไทย ที่ยังมีบางกลุ่มคิดว่า Gap Year มองเผิน ๆ เหมือน “หยุดอยู่เฉยๆ” หรือ “เอาเวลาไปเที่ยวเล่น ไร้สาระ”

 

ซึ่งในความเป็นจริง หาก Gap Year นั้นมีคุณภาพ ทุกคนจะได้ประโยชน์มากมายกว่าที่คาดคิด

 

 

รู้จัก Gap Year 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Gap Year Association อธิบายคำว่า Gap Year ไว้ว่า เป็นปีสำหรับการเรียนรู้ การลองผิดลองถูก ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงหลังเรียนจบมัธยม (เพื่อค้นหาว่าตัวเองอยากเรียนต่อด้านไหน)

 

หรือ ช่วงหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย (เพื่อค้นหาว่าตัวเองอยากทำงานอะไร) จุดประสงค์หลัก คือ เพื่อให้รู้จักตัวเองมากพอที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ

 

ถ้าเป็น Gap Year ที่เป็น transition จากมัธยมต้นไปมัธยมปลาย หรือจากมัธยมปลายไปมหาลัยมันเป็นประโยชน์มาก ๆ เชื่อมั้ยว่ามีเด็กมากมายเลยที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่รู้ว่าจะเรียนต่ออะไร

 

การที่ต้องไปต่อเลยทั้งที่เรายังรู้สึกว่ามันมืดมนมาก ๆ ในการเรียนมหาลัย มันจะทำให้เขารู้สึกฝืน เครียด ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เลือก อย่างน้อย Gap Year ก็ทำให้เด็กได้มีเวลาดื่มด่ำกับชีวิตมัธยม

 

ไม่ต้องเครียดกับการสอบหรือแข่งขัน ในช่วงที่เราพัก 1 ปีก็ได้หาตัวเอง ได้เตรียมสอบ หาข้อมูลมหาลัย

 

 

Gap Year ให้อะไร

1.มีเวลารีเซ็ตตัวเอง

 

2.ได้มีเวลาตามหาตัวเอง

 

3.Upskill Reskill

 

5.อาจจะได้เจอกับมิตรภาพดี ๆ และมุมมองใหม่ ๆ

 

6.เราสามารถเก็บพอร์ทและทำ resume ให้น่าสนใจได้

 

7.ป้องกันอาการ Burnout หลังเรียนจบได้

 

 

ข้อเสียของ  Gab Year

1.มีความคิดแง่ลบกับตัวเอง

ถ้าเราอยู่เฉย ๆ เราอาจจะมีความคิดแง่ลบกับตัวเอง เช่น ไม่เก่งเลย ไม่มีคุณค่าเลย 

2.อาจจะเจอกับคำพูดทำร้ายจิตใจ

อาจจะต้องเจอกับคำพูดกระทบจิตใจจากคนที่ไม่เข้าใจ จะทำให้เราเครียดได้ 

3.Homesick

ถ้าเราไปต่างที่ต่างแดน อาจจะมีอาการ Homesick 

4.สิ้นเปลือง

ที่สำคัญที่สุดการ Take Gap Year ของเราต้องใช้เงิน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญมาก ๆ เหมือนกัน หากขาดการวางแผนที่เหมาะสมก็อาจจะทำให้มีปัญหาตามมาได้ เรื่องเงินค่อนข้างเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ Take Gap Year มากเหมือนกัน

 

บางครอบครัว ลูกต้องทำงานช่วยจุนเจือค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่มีโอกาสได้ take gap year เพื่อค้นหาตัวเอง

 

 

ทำไมต้อง Gap Year 

สำหรับบางคนที่เขามองเห็นทางไปต่อที่ชัดเจนและมีไฟ ก็สามารถที่จะไปต่อได้เลย แต่กลับกันเลย การเรียนที่มันมีทั้งความกดดัน ความเครียด เขาก็อาจจะต้องการเวลาในการพักเพื่อ

 

“รีเซ็ตตัวเองและตามหาตัวเอง”

 

 

สัญญาณเตือน ว่าจะต้อง Take Gap Year 

post-graduation blues ภาวะเศร้าหลังจบการศึกษา  คือ

 

-การที่ยังไม่ move-on จากชีวิตนักศึกษา

 

-เศร้าที่จะไม่ได้เจอเพื่อนแล้ว

 

-เศร้าที่ยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้อนาคต ว่าจะเอายังไงต่อ ไปทางไหนต่อ

 

-แต่ค่านิยมกลับกดดันให้รีบเข้าสู่โลกการทำงาน 

 

การ Take Gap Year เพื่อค้นหาตัวเองอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี สิ่งที่ Gap Year ให้คือ “เวลา และ อิสระ”

 

การใช้ทั้งสองอย่างนี้เพื่อลองผิดลองถูก อาจทำให้เจอคำตอบ อีกอย่างจะได้สัมผัสกับความสนุกและความท้าทายที่ทำให้ก้าวผ่าน post-graduation blues ไปได้ด้วย 

 

 

Gab Year คุ้มค่าหรือเสียเวลา

ขึ้นอยู่กับการวางแผนของแต่ละคน การที่เรา Gap Year แล้วเรามีกิจกรรมทำแน่นอนว่ามันคุ้มค่าแน่ ๆ หรือถ้าเราอยู่เฉย ๆ แบบไม่ได้ทำอะไรแต่เราได้พักตัวเอง สุขภาพจิตเราดีขึ้น เรามีแพชชั่นกับการไปต่อ อันนี้ก็อาจจะคุ้ม

 

วงเล็บด้วยนะว่า การที่เรา Gap Year แล้วอยู่เฉย ๆ ไม่ได้เดือดร้อนหรือกระทบใคร แต่กลับกันถ้าเราอยู่เฉย ๆ แบบไม่ได้ทำอะไรแล้วเรารู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่ได้อะไรจากการเว้นว่างนั้นเลยก็อาจจะเสียเวลา

 

แต่วงเล็บไว้อีกทีนึงว่า คำว่าคุ้มค่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจจะมองว่าแบบนี้คือคุ้มค่า แบบนี้คือเสียเวลา 

 

สิ่งสำคัญ คือ การรู้ว่า เพราะอะไรเราถึง Take gap year และ เราอยากได้อะไรจากการ take gap year ถ้าตอบตัวเองได้ชัดเจน เราจะสามารถวางแผนทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เป็นการใช้เวลาและอิสระอย่างมีคุณภาพที่สุด  

 

 

อะไรทำให้ Gap Year มีคุณภาพ

มีสิ่งหนึ่งที่มิ้นว่าเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ๆ เลย คือ “ความเฉื่อย” หมดพลัง หมดแรงบันดาลใจ อาจทำให้ gap year ไม่มีคุณภาพ ไม่ช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น ทำอย่างไรได้บ้าง ?

 

1.เรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น ภาษาใหม่ ๆ สกิลใหม่ ๆ 

อันนี้สำคัญเลย เพราะสิ่งที่ลองทำอาจเป็นสิ่งที่รัก เช่น ลองทำขนมขาย ลองลงทุน หรืออาจจะลองฝึกงานระยะสั้น เพื่อสะสมประสบการณ์และค้นหาตัวเองไปด้วย เป็นอีก 1 ไอเดียที่ดีเหมือนกัน 

 

2.เป็นอาสาสมัคร 

การทำอาสาสมัครเหมือนได้เปิดโลกใหม่ เปิดมุมมองใหม่ ๆ รวมถึงการทำงานอาสาสมัครจะทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเอง มองว่าจริง ๆ แล้ว ตัวเราก็มีค่าสำหรับคนบางกลุ่ม

 

3.เที่ยวต่างประเทศ

การเปิดหูเปิดตา ได้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและผู้คนที่แตกต่างไปจากเดิม อาจทำให้ได้เรียนรู้มุมมองใหม่ ๆ ได้ 

 

“Wander often,Wonder always”

 

 

รับมือยังไงกับการที่คนอื่นตั้งคำถามเกี่ยวกับการ Gab Year ของเรา

มันมักจะมีคำถามที่จะเกิดขึ้น เช่น ทำไมไม่หางานทำ เมื่อไหร่จะไปทำงาน ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเฟลมาก ถึงแม้บางครั้งเค้าจะถามเฉย ๆ ก็ตาม เราลองไฮไลต์วัตถุประสงค์ของตัวเองไว้ชัด ๆ เลยว่า

 

“วัตถุประสงค์ของการ Gap Year ครั้งนี้คืออะไร?”

 

ถ้าคนที่ตั้งคำถามเป็นคนที่เรามองเเล้วเขาพอจะเข้าใจเราได้ ก็อธิบายให้ฟัง แต่ถ้าคนคนนั้นไม่ได้สำคัญกับเราหรือเขามีท่าทีว่าไม่ได้ถามเพราะเป็นห่วง ก็ไม่ต้องไปใส่ใจหรือให้ความสำคัญอะไรมากมาย

 

เขาถามก็ตอบผ่าน ๆ เช่น เตรียมตัวสมัครงานอยู่ เราสนใจด้านนี้ ๆ  เพราะสุดท้ายแล้ว สุขภาพจิตของเราสำคัญกว่าสุขภาพจิตคนอื่น

 

บางครั้งการมีสติรับรู้ว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกแย่กับความคิดและการตัดสินจากคนอื่น จึงสำคัญมาก ๆ สุดท้ายแล้ว ชีวิตเป็นชีวิตของคุณ อย่าให้เสียงคนอื่นดังกว่าเสียงในใจของตัวเองเลย

 

 

Gap Year แล้วแต่ไม่เจอคำตอบ

ถ้าใช้เวลาทั้งปีแล้วในการค้นหาตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ยังไม่รู้อยู่ดีว่าอยากทำอะไร ไปทางไหน ในยุคสมัยที่สังคมบีบให้ทุกคนค้นหา passion

 

อีกแนวคิดหนึ่งของ terri trespicio จาก ted talk เรื่อง stop seaching for your passion น่าสนใจเหมือนกัน 

 

terri trespicio ถูกปลดจากบริษัท ต้องเจอกับความเคว้ง สิ่งที่เขากลัวในตอนนั้น คือ กลัวว่าจะเลือกงานผิด เพราะเขามองว่า “การเลือกงานผิด” เหมือน “การขึ้นรถไฟผิดขบวน” มุ่งไปสู่อนาคตที่ไม่ต้องการ 

 

แต่หลังจากปรึกษากับแม่ เขาเริ่มทำงานหนึ่ง เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานนี้เลย แต่เวลาผ่านไป เขาพบว่าตัวเองทำได้ดีขึ้น  จนเริ่มรู้สึกหลงรักงานนี้ มีความสุขกับการที่ได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น

 

point ของ ted talk นี้ terri ไม่ได้ปฏิเสธการค้นหา passion แต่อยากสื่อว่า “ถ้ายังไม่รู้ก็ไม่เป็นไร”  การที่เรามัวแต่เครียดกับการค้นหา passion เราอาจจะพลาดโอกาสดี ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตเราไปเลย 

 

เขาพูดไว้ได้ดีมาก ๆบางทีเราก็เครียดกับการค้นหา passion มากเกินไป จนเราลืมไปว่าจริง ๆ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องหมกมุ่นอยู่กับการหามันขนาดนั้น passion มันก็คือสิ่งที่เราชอบ หลงใหล

 

อะไรแบบนี้มาจะมาเองตามธรรมชาติ อย่าง Ted talk อันนี้เขาได้พูดปิดท้ายไว้ว่า Dont follow your passion let your passion follow you ซึ่งในตอนนั้นที่ได้ฟังเหมือนมีเสียงติ๊งในหัวเลยนะว่า

 

จริงด้วย เราไม่จำเป็นต้องตามหาแพชชั่นเลย แต่เดี๋ยวแพชชั่นจะตามเรามาเอง

 

 

สำหรับใครก็ตามที่กำลังก้าวเข้าสู่มหาลัยหรือเรียนจบกำลังเตรียมตัวทำงาน ถ้าในตอนนี้เรายังรู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะไปต่อ ต้องการเวลาในการตามหาตัวเองและรีเซ็ตตัวเอง

 

การ Take Gap Year ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจ แต่ใด ๆ ก็ตามยังมีอีกหลากหลายวิธีที่ช่วยให้เราได้ก้าวต่อไปได้อย่างมีความสุข Alljit หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ:)