กลัวทำผิดจนไม่กล้าลงมือทำ ปลดล็อกความกลัวด้วย 3 คำถาม
ความกลัวผิดพลาดทำให้เราพลาดโอกาสดี ๆ หลายอย่าง บทความนี้ชวนมองว่าความกลัวกับความกังวลต่างกันอย่างไร แล้วจะกลับมาเคารพการตัดสินใจของตัวเองได้ยังไง

ความกลัวผิดพลาดทำให้หลายคนไม่กล้าลงมือทำอะไรสักอย่าง ทั้งที่จริงแล้วความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าเราให้คุณค่ากับเรื่องนั้นมากแค่ไหน
พี่อีฟ นักจิตวิทยาในพอดแคสต์ออลจิตอธิบายว่า ความกลัวกับความกังวลเป็นคนละอย่าง ความกลัวคือการที่เรากลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ส่วนความกังวลคือการที่เรามองไม่เห็นอะไรเลย แล้วมันก็วนอยู่ตรงนั้นจนไม่กล้าเริ่ม
ความผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตจริงไหม
ไม่มีอะไรใหญ่ไปสำหรับใคร และไม่มีอะไรเล็กไปสำหรับใครเป็นพิเศษ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณค่าที่เราให้กับมัน
พี่อีฟยกตัวอย่างว่า ถ้าเราให้ค่ากับเรื่องหนึ่งมาก พอผิดพลาดเราก็จะรู้สึกล้มเหลวรุนแรง แต่คนที่ไม่ได้ให้ค่ากับเรื่องนั้นมากเท่า พอผิดพลาดก็รู้สึกล้มเหลวเหมือนกัน แต่มันไม่ได้รุนแรงเท่า
เพราะฉะนั้นคำถามที่ควรถามตัวเองคือ เรากำลังให้ค่ากับเรื่องนี้มากเกินไปหรือเปล่า
ทำไมยิ่งกลัวผิด ยิ่งไม่ได้ลงมือทำ
เวลาที่เรากลัวมาก ๆ มันทำให้เราพลาดโอกาสหลายอย่าง ยิ่งกลัวพลาดมาก ก็ยิ่งไม่ลงมือทำอะไรหลายอย่าง
พี่อีฟบอกว่า ความกลัวเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถ้าความผิดพลาดนั้นส่งผลต่อเราอย่างมากและรู้สึกกระทบใจรุนแรง ก็อาจทำให้กลัวที่จะเริ่มทำอะไรในครั้งต่อ ๆ ไป
กลัวได้ กังวลได้ แต่อย่าให้มันมาเป็นอุปสรรคขวางกั้น
ประโยคนี้พี่อีฟได้จากอาจารย์ของเธอ และเธอใช้มันมาตลอดเวลาที่ต้องเรียนรู้หรือพัฒนาตัวเอง
แยกความกลัวกับความกังวลยังไง
ความกลัวคือการที่เรากลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราคาดเดาไปก่อนว่ามันอาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้
ส่วนความกังวลคือการที่เรามองไม่เห็นอะไรเลย มันเลยวนอยู่ตรงนั้น จนไม่กล้าเริ่มอะไร
วิธีง่าย ๆ คือลองมองว่า ตอนนี้เรากำลังกลัวหรือกังวลกับอะไรอยู่ แล้วถ้าเห็นภาพชัดขึ้น ก็จะเริ่มจัดการกับมันได้
เมื่อผิดพลาดแล้ว จะปลอบใจตัวเองยังไง
อย่างแรกคือบอกตัวเองว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ล้มบ้างก็ได้
พี่อีฟยกตัวอย่างการฝึกเดินของเด็ก ตอนเด็กเราเดินแล้วล้ม เราก็ยังลุกขึ้นมาเดินใหม่ได้ โดยไม่มีใครมาทำให้เราล้มหรือลุกแทน
พอโตขึ้น ความคาดหวังมากขึ้น ความเจ็บปวดก็มากขึ้น ทำให้เราลืมไปว่าเราผ่านมันมาได้ยังไง
อย่างที่สองคือยอมรับว่าไม่มีอะไรได้ดั่งใจ 100% การตั้งความหวังเป็นเรื่องดี แต่ถ้าอยากได้ดั่งใจทั้งหมด ก็เท่ากับต้องการความสมบูรณ์แบบ ซึ่งหาไม่ได้
อย่างที่สามคือมองหากำลังใจจากตัวเอง แต่ก็อย่าลืมดูแลความรู้สึกของตัวเองด้วย เพราะกำลังใจอย่างเดียวไม่พอ ถ้าเราไม่เติมใจให้ตัวเอง
กลับมาเคารพการตัดสินใจของตัวเองได้ยังไง
พี่อีฟบอกว่า เวลาผิดพลาดเราอาจโทษตัวเองได้ แต่อย่าโทษตัวเอง 100% เพราะเราไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้มันผิดพลาด
เธอยกตัวอย่างการชวนเจนไปร้านอาหาร แต่ปรากฏว่าร้านปิด พี่อีฟโทษตัวเองว่าไม่น่าชวนเจนเลย แต่ความจริงคือเธอไม่รู้ว่าร้านจะปิด และร้านก็ไม่ได้แจ้งใคร
ความผิดอาจแบ่งกันคนละครึ่ง หรือถ้าเจนช่วยตัดสินใจด้วย ก็แบ่งได้อีก
การโทษตัวเองในที่นี้หมายถึงการมองเห็นความผิดพลาดของตัวเอง แต่ไม่ใช่การตำหนิและติเตียนตัวเองซ้ำ ๆ
ทำไมเราถึงผิดพลาดซ้ำเรื่องเดิม
ถ้าไม่อยากผิดเรื่องเดิม ต้องเอาความผิดพลาดนั้นกลับมาทบทวน ว่าอะไรทำให้มันเกิดขึ้น มีปัจจัยอะไรบ้าง
พี่อีฟบอกว่า ถ้าเราเอาแต่บอกว่าครั้งหน้าจะต้องไม่ให้เกิดอีก โดยไม่ดูว่าผิดตรงไหน มันก็มีโอกาสเกิดขึ้นอีก
เพราะความผิดพลาดเป็นกระบวนการ เราต้องระบุให้ได้ว่ามันเกิดจากอะไร แล้วครั้งต่อไปจะได้ไม่วนซ้ำ
เมื่อไหร่ควรไปปรึกษานักจิตวิทยา
ถ้ารู้สึกว่าความกลัวผิดพลาดเป็นปัญหา ตัดสินใจไม่ได้ด้วยตัวเอง และเริ่มไม่สบายใจ การขอความช่วยเหลือคือสัญญาณที่ดี
พี่อีฟบอกว่านั่นคือการ call for help เป็นเรื่องดีที่เราจะไม่จมปลักอยู่กับความลังเลและความกลัว
เพราะถ้าจมอยู่ตรงนั้นนาน ๆ เราจะพลาดอะไรหลายอย่างในชีวิต
สุดท้ายแล้ว การที่เรากล้าลงมือทำอะไรสักอย่าง แม้จะกลัว ก็แสดงว่าเรามีศักยภาพและความตั้งใจอยู่แล้ว ลองกลับไปมองว่าก่อนจะล้มเหลว เราใช้พลังใจและความสามารถไปเท่าไหร่
พี่อีฟฝากไว้ว่า ความกลัวและความกังวลเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขออย่าให้มันมาขวางกั้นการลงมือทำของเรา
บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากคุณรู้สึกไม่สบายใจหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
คลิปต้นทาง
กลัวทำผิด จนไม่กล้าลงมือทำ
เผยแพร่คลิป
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย