Alljit Blog
Learn & Share

คนชอบเอาชนะ ทำไมสมองถึงปกป้องตัวเองทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าผิด

สำหรับบางคน การยอมรับว่าตัวเองผิดไม่ได้จบแค่เรื่องนั้น แต่พ่วงมากับความรู้สึกว่าผิดแล้วเท่ากับไม่เก่งและไม่มีค่า

สองคนนั่งคุยกันหน้าไมโครโฟนในห้องอัดพอดแคสต์

เถียงกันอยู่เรื่องเดียว ว่าร้านที่เคยไปกินมันอยู่ซอยไหน เปิดแผนที่ขึ้นมาให้ดูแล้วเรื่องก็ยังไม่จบ อีกฝ่ายยังหาทางอธิบายต่อว่าเมื่อก่อนมันไม่ได้อยู่ตรงนี้ จนคนที่นั่งอยู่ด้วยเริ่มเงียบไปทีละคน

ใน Learn & Share ตอนที่เตยกับแบมชวนคุยเรื่องคนชอบเอาชนะ คำตอบที่เขาให้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องซอย แต่อยู่ตรงที่ว่าสำหรับบางคน การยอมรับว่าตัวเองผิดมันไม่ได้จบแค่เรื่องนั้น

มันพ่วงความรู้สึกอีกชั้นมาด้วยว่าถ้าผิดแปลว่าไม่เก่ง ถ้าเถียงแล้วแพ้แปลว่าด้อยกว่าอีกฝ่าย และถ้าไม่รู้เรื่องหนึ่งแปลว่าไม่มีค่า พอสมองแปลสมการนี้เสร็จ บทสนทนาธรรมดาก็เปลี่ยนเป็นการปกป้องตัวเองโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว

รู้ว่าผิดกับยอมรับว่าผิด มันคนละเรื่องกันตรงไหน

รายการแยกสองอย่างนี้ออกจากกันชัดมาก คนที่เถียงไม่หยุดส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองผิด แต่รู้แล้วก็ยังไม่ยอม

รู้แหละว่าผิด แต่ความรู้สึกว่าก็ฉันจะถูก

พอความรู้สึกยังค้างอยู่ เหตุผลที่เหลือก็ถูกลากไปรับใช้ความรู้สึกนั้นต่อ

ทำไมสมองถึงเลือกข้างตัวเองทั้งที่หลักฐานอยู่ตรงหน้า

เตยอธิบายว่าคนที่จ้องแต่จะเอาชนะ ข้างในมักมีความเปราะบางอยู่ประมาณหนึ่ง เหมือนจะมั่นใจแต่ก็ไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น เลยต้องเปิดโหมดปกป้องตัวเองค้างไว้ตลอดเวลา ใครเห็นต่างเมื่อไหร่

สมองก็ตีเป็นภัยคุกคามเซฟโซนทันที ทีมในรายการเรียกอาการนี้ตรงไปตรงมาว่ายอมไม่ได้ แพ้ไม่เป็น

อีกชั้นหนึ่งคือสมองชอบความสอดคล้องมากกว่าความขัดแย้ง คำถามในหัวเลยไม่ใช่ว่าความจริงของเรื่องนี้คืออะไร แต่เป็นว่าทำยังไงไม่ให้ตัวเองเป็นคนผิด และยิ่งลงทุนกับความคิดหนึ่งมานาน แรงต้านก็

ยิ่งสูง ในรายการยกไว้ว่าเชื่อมา 5 ปี จะให้เปลี่ยนภายใน 5 นาทีมันก็ไม่ได้ เพราะการยอมครั้งนี้แปลว่าต้องยอมเพิ่มอีกว่าที่ผ่านมาตัดสินใจผิดมาตลอดหรือเปล่า

ทีมยังพูดถึงการที่สมองคอยหาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แล้ว หรือที่เรียกกันว่า confirmation bias แบบเดียวกับเวลาที่เราปักใจไปแล้วว่าคนนี้ไม่ชอบเราแน่ๆ จากนั้นทุกการกระทำของเขาก็ถูกอ่านเป็นลบไปหมด

แล้วการเถียงก็มีของตอบแทนของมันอยู่ ในรายการไล่ให้ฟังสั้นๆ ถ้าอีกฝ่ายยอม แปลว่าเราเก่งและเราคุมได้ ถ้าอีกฝ่ายเงียบ แปลว่าเราเหนือกว่า ถ้าอีกฝ่ายคล้อยตาม แปลว่าเราเป็นคนกำหนดความจริง

มันไม่ใช่การชนะเรื่องซอย มันคือการได้อำนาจกลับมาสักก้อน

นิสัยแบบนี้มันเริ่มมาจากตรงไหน

ส่วนที่ฟังแล้วสะดุดที่สุดคือตอนที่ทั้งคู่ย้อนกลับไปที่วัยเด็ก ที่บ้านใครเคยพูดบ้างว่าสอบต้องได้ที่ 1 เกรด 4 เท่านั้น เรียงกันมาเป็นพรืด ห้ามมี 3 มี 2 มี 1 พอโตมากับประโยคแบบนี้ การได้ที่สองก็เท่ากับแพ้อยู่ดี

ผู้ใหญ่จำนวนมากทำให้เด็กเชื่อว่าถ้าชนะจะได้ทั้งความรัก คำชม และการยอมรับ สมองเลยจำสมการกลับด้านไปด้วยว่าถ้าแพ้ก็คือไม่มีใครรัก ไม่มีคุณค่า และของขวัญที่อยากได้ก็อด เด็กที่โตมากับคำว่าห้ามทำผิด

พอเป็นผู้ใหญ่ก็พร้อมแก้ตัวทุกเรื่องและต้องอธิบายทุกอย่าง

เตยยกตัวอย่างที่เห็นกันจนชิน คือป้ายพนักงานดีเด่นในร้านตามห้างที่ขึ้นรูปได้เดือนละคนเดียว คนที่ตั้งใจเท่ากัน เข้างานตรงเวลาเหมือนกัน ทำตามขั้นตอนครบทุกข้อ กลับไม่ถูกมองเห็น

และไม่ถูกกล่าวถึงเลยทั้งเดือน เพราะเสียงชมทั้งหมดไปอยู่ที่ชื่อเดียว เธอทิ้งคำถามไว้ว่าคนที่ทำงานเป็นทีมเดียวกันเขาจะรู้สึกยังไง

อีโก้สูงกับ self-esteem ที่ดี ดูตรงไหนถึงจะแยกออก

ในรายการบอกว่าเส้นแบ่งอยู่ที่ว่าเรารู้สึกกับตัวเองยังไงเวลาที่เราไม่ได้เป็นอย่างที่อยากเป็น อีโก้จะเรียกร้องว่าต้องเก่ง ต้องดี ต้องถูกอยู่เสมอ ผิดเมื่อไหร่คุณค่าในตัวเองก็ดูด้อยลงไปด้วย

ส่วนคนที่มั่นคงข้างในคือผิดได้ แพ้ได้ แล้วไม่ได้รู้สึกแย่กับตัวเอง เพราะเขารู้ว่าการผิดครั้งหนึ่งไม่ได้ทำให้เขาลดลง

แบมเสริมข้อสังเกตที่เอาไปใช้กับเพื่อนร่วมงานได้เลย

คนอีโก้สูงเขาจะชอบฟังเพื่อหาจุดเถียงกลับ เขาจะไม่ได้ฟังเพื่อทำความเข้าใจอีกคน

ลองสังเกตจังหวะที่อีกฝ่ายพยักหน้า ถ้าเขากำลังรอช่องว่างเพื่อสวนกลับ เราจะรู้สึกได้เองว่าบทสนทนานี้ไม่มีใครฟังใครอยู่ ทั้งคู่ย้ำด้วยว่าการอยากถูกในเรื่องที่มันถูกจริงๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ถ้าหลักฐานบอกว่าผิดแล้วยังจะถูกให้ได้ อันนั้นถึงเวลาทบทวนตัวเองใหม่

แล้วคนที่เงียบไปเลยล่ะ นับว่าอะไร

มีคนถามเรื่องนี้ในรายการตรงๆ ว่าทะเลาะกันแล้วอีกฝ่ายเงียบ แปลว่าเขาเป็นคนมั่นคงหรือเปล่า คำตอบคือต้องแยกก่อนว่าเงียบแบบไหน

เงียบเพราะเหนื่อย คุยต่อไม่ไหว ขอหยุดให้สงบก่อนแล้วค่อยกลับมาคุย อันนั้นโอเค แต่ถ้าเงียบแบบหายไปเลย งอน สะบัด ผ่านหลัง มันคือการเถียงต่อด้วยวิธีอื่น เตยยังเล่าถึงตัวเองด้วยว่าเวลาเถียงกับแฟน

แล้วรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองผิด วิธียอมของเธอคือเงียบไปก่อน แล้วอีกวันค่อยมาสู้กันใหม่

นั่นไม่ใช่การจบเรื่อง นั่นคือการเลื่อนเรื่อง

จะรู้ได้ยังไงว่าเราเองเป็นคนแบบนั้น

ท้ายรายการทั้งสองคนทิ้งคำถามไว้ให้ทบทวนตัวเอง 5 ข้อ

  • การแพ้ต่อหน้าคนอื่น มันกระทบตัวตนเรามากแค่ไหน
  • เราเคยเปลี่ยนความคิดเพราะอีกฝ่ายมีเหตุผลที่ดีกว่าจริงๆ ไหม
  • เวลาคุยกัน เราสวนกลับมากกว่าหรือฟังมากกว่า
  • รู้ว่าผิดแล้วยังเถียงต่อหรือเปล่า
  • ระหว่างที่กำลังเถียง เราพยายามพิสูจน์อะไรอยู่

ข้อสุดท้ายเป็นข้อที่เขาขยายต่อเอง ว่าบางคนในใจแคร์มากทั้งตัวเองและอีกฝ่าย แต่ปากบอกว่าไม่แคร์ การแสดงออกกับข้างในเลยขัดกันไปหมด เพราะสิ่งที่เขากำลังทำอยู่จริงๆ คือการปกป้องตัวเอง

ฟังฉบับเต็มจากรายการ

ตอนนั้นทั้งคู่ยังถกกันต่ออีกว่าป้ายพนักงานดีเด่นควรกระจายตามหน้าที่ที่ต่างกันไหม แล้วยังมีอีกช่วงที่คุยว่าถ้าคนสองคนในความสัมพันธ์มั่นคงข้างในทั้งคู่ เรื่องจะจบไวกว่าคู่ที่มีคนหนึ่งถืออีโก้ไว้ ฟังน้ำเสียงตอนเขาแซวกันเองด้วยจะได้อารมณ์อีกแบบ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วนึกถึงใครสักคนได้ทันที ลองย้อนกลับไปดูบทสนทนาครั้งล่าสุดของเราเองก่อนก็ได้ ว่าครั้งนั้นเราฟังเขาจริง หรือรอจังหวะสวน การชอบเอาชนะไม่ใช่โรค

และที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้วินิจฉัยใคร แต่ถ้าที่บ้านหรือที่ทำงานเริ่มเหนื่อยกันทั้งสองฝ่ายเพราะเรื่องแบบนี้ การได้นั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญสักครั้งช่วยได้มากกว่าที่คิด

ครั้งหน้าลองปล่อยให้ตัวเองแพ้ดูสักเรื่อง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา