Alljit Blog
Love Life Balance

ความรักที่ดีมีอยู่จริงไหม แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ากำลังฝืนอยู่

ความรักที่ดีไม่ได้อยู่แค่ในนิยาย แต่ละคนนิยามมันไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าใจเรารู้สึกว่าความเหนื่อยนั้นคุ้มค่าที่จะแลกไหม

ความรักที่ดีมีอยู่จริงไหม ?

ความรักที่ดีมีอยู่จริงไหม คำตอบไม่ได้อยู่ที่นิยาย อยู่ที่ใจเราว่ารู้สึกว่าความเหนื่อยที่เกิดขึ้นนั้นคุ้มค่าที่จะแลกหรือเปล่า

พี่หมอว๊อบจากเอสไมคลินิกเล่าไว้ในรายการ Love Life Balance ว่าสุภาษิตโบราณบอกไว้ว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ดังนั้นการยอมแลกความทุกข์เพื่อความรักจึงแปลว่ามันคุ้มค่าที่จะแลก

แต่ความรักแบบไหนที่เรียกว่าคุ้ม แต่ละคนตอบไม่เหมือนกัน บางคนบอกขอแค่ไม่ทะเลาะกัน คุยกันรู้เรื่อง บางคนบอกทะเลาะได้แต่ต้องกลับมาเข้าใจกันได้

บางคนบอกขอแค่ไม่มีวันทำร้ายร่างกายกัน ต่อให้ทะเลาะกันไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร บางคนบอกต้องเข้าใจกันทุกอย่าง ยอมรับความแตกต่างกันให้ได้ทั้งหมด

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ แต่การยอมแลกความทุกข์เพื่อความรักนั้นแปลว่ามันคุ้มค่าที่จะแลก

เราจะรู้ได้ยังไงว่ากำลังฝืนอยู่

พี่หมอว๊อบให้วิธีง่ายมาก ดูที่คำถามว่าทำไมยังไม่เลิก ถ้าเราตอบได้ทันทีว่ารักอยู่ ใจยังรู้สึกว่าอยู่ได้ มันยังคุ้มค่าอยู่ ก็แปลว่ายังไม่ได้ฝืน

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่โดนถามแล้วเราสะดุด เออ ทำไมวะ จริง ๆ มันน่าเลิกว่ะ อยากเลิกแล้ว นั่นแหละคือสัญญาณว่าเรากำลังฝืนอยู่

คำถามนี้ต้องถามใจตัวเอง อย่างที่บอกว่าความรักย่อมมีความทุกข์ปนมา มีเรื่องทะเลาะกัน มีภาวะเป็นพิษบ้างเป็นบางครั้ง เราจึงต้องแยกให้ออกระหว่างทุกข์ที่ยอมรับได้กับทุกข์ที่ทำให้เราติดอยู่โดยหาทางลงไม่ได้

ทฤษฎีความรักสามแกนคืออะไร

พี่หมอว๊อบอธิบายว่าความรักถูกนิยามไว้หลายทฤษฎี แบบเก่าแก่จะแบ่งเป็นสามแกน แกนแรกคือ Passion คนที่ทำให้เราใจเต้นใจสั่นได้

แกนที่สองคือการเป็นคู่หูคู่ชีวิต มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง ฝ่าฟันเรื่องต่าง ๆ ไปด้วยกัน ปรึกษาหารือกันได้เหมือนเพื่อนคู่คิด

แกนที่สามคือการตกลงปลงใจกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะเป็นการแต่งงานหรือมีข้อตกลงร่วมกัน ก็สวยงามในแบบของมัน

ถ้ามีแค่ Passion ไม่มีอะไรรับประกันอนาคต อยู่ด้วยกันได้ไหม แก้ปัญหาด้วยกันได้ไหม หรือแค่เจอกันแล้วรู้สึกว่าสวย หล่อ

ถ้ามีแค่ความเป็นคู่หูคู่ชีวิต บางทีมันแห้ง ไม่มีความตื่นเต้นเหลืออยู่ ถ้ามีแค่ข้อตกลงแต่ใจไม่ได้รักกัน ก็ว่างเปล่า

แต่ละแกนสวยงามในแบบของมัน และเศร้าในแบบของมัน บางคนจึงอยากได้รักบริบูรณ์ที่มีครบทั้งสามแกน

ความรักที่ดีต้องไม่ทะเลาะเลยไหม

พี่หมอว๊อบตอบตรง ๆ ว่าไม่จริงเสมอไป ความรักที่ดีกับคำว่าไม่ทะเลาะกันเป็นคนละเรื่องกันเลย

ทะเลาะกันมันทุกข์จริง แต่ความทุกข์นั้นแลกมาซึ่งความสุขอีกอย่างที่คุ้มค่ามากกว่า เราจึงทำได้แค่ทำให้ทะเลาะกันน้อยลง เพื่อให้ความรักดีขึ้นกว่าเดิม

เมื่อเราเลือกแล้ว เรามีสิทธิ์เลือกต่อว่าจะอยู่อย่างทุกข์หรือมองที่ข้อดีของมันและยอมรับข้อเสีย เพราะมนุษย์ไม่มีคำว่าเพอร์เฟค ทั้งตัวเราและแฟนเรา

ตัวเราดีพอหรือยัง

คำถามนี้พี่หมอว๊อบบอกว่าแอบแรง แต่ถ้าอยากรู้จริง ๆ ให้ดูที่มาตรฐานพื้นฐานของสังคมก่อนว่าเรานอกใจไหม จริงใจไหม โกหกหลอกลวงไหม

ถ้าสองสามข้อนี้ครบ เราบอกตัวเองได้แล้วว่าเราเป็นคนที่ดีพอตามพื้นฐาน ส่วนที่เหลือต้องถามว่าคู่เราอยากได้อะไร

ถ้าแฟนอยากได้คนที่ซัพพอร์ตจิตใจเก่ง แต่เรายังไม่เก่ง นั่นไม่ได้แปลว่าเราไม่ดีพอ แค่แปลว่าถ้าอยากทำให้แฟนมีความรักที่ดี เราอาจต้องฝึกเพิ่ม

แต่ต้องฝึกเพราะเราเต็มใจ ไม่ใช่เพราะคิดไปเองว่าเราควรเป็นแบบนั้น ถ้าเขาไม่ได้คาดหวังและเขาพอใจ เราก็พอใจกับมันได้ จะได้ไม่ฝืนจนเหนื่อยเกินไป

ความรักที่ดีต้องจบสวยเหมือนในนิยายไหม

พี่หมอว๊อบบอกว่าจุดจบของความรักกับความรักที่ดีเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่เส้นตรงต่อกัน ความรักดีไม่จำเป็นต้องจบสวย และรักร้ายก็ไม่จำเป็นต้องจบไม่ดี

บางคู่รักกันดีมาก ไม่เคยทะเลาะ ไม่เคยนอกใจ แต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตเรื่องที่อยู่ ต้องดูแลพ่อแม่คนละจังหวัด ก็จบกันแบบสวย ๆ ได้

บางคู่ไม่มีปัญหาเรื่องที่อยู่หรืองานเลย แต่ไม่ตอบโจทย์ในเรื่องจิตวิญญาณ ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่ารักนี้ดีนะแต่ต้องการความตื่นเต้นมากกว่านี้ ก็ตกลงจบกันได้ และเกิดขึ้นบ่อยด้วย

อยากมีความรักดี ๆ ต้องทำยังไง

พี่หมอว๊อบฝากไว้ว่าให้จริงใจต่อกัน และคอยรับฟังเสมอว่าอีกฝ่ายมีความคาดหวังอะไร แล้วเราให้ได้หรือไม่

ถ้าเป็นสิ่งที่เราปรับปรุงเพื่อให้ได้ ก็จงให้ และจงสื่อสารเสมอว่าเราคาดหวังอะไร เพื่อให้อีกฝ่ายเตรียมให้ได้ ถ้าเขาให้ได้เขาจะให้

สุดท้ายแล้วคำว่าดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องหันมาถามตัวเองและถามคนข้าง ๆ ว่าตอนนี้ดีไหม เราฝืนตัวเองอยู่ไหม แล้วรักษาพื้นฐานสามข้อไว้

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา