Alljit Blog
A Chapter

จิตวิทยาของความเศร้า รีวิวหนังสือ See You โปรดไว้อาลัยและระลึกถึง

ทฤษฎี 5 ระยะของความเศร้าที่เราคิดว่าเรียงกัน 1 2 3 4 5 จริงๆ แล้วมันไม่เคยเรียงแบบนั้น หนังสือ See You เล่าเรื่องเพื่อนที่จากไปผ่านมุมของคนที่ยังอยู่

จิตวิทยาของความเศร้า | รีวิวหนังสือ See You โปรดไว้อาลัยและระลึกถึง

ทฤษฎี Five Stage of Grief ที่บอกว่าความเศร้ามี 5 ขั้น ปฏิเสธ โกรธ ต่อรอง ซึมเศร้า ยอมรับ ฟังดูเป็นลำดับที่ชัดเจน แต่ของจริงไม่ได้เรียงแบบนั้นเสมอไป บางคนเศร้าก่อนตั้งแต่แรก บางคนข้ามขั้นไปเลย

หนังสือ See You โปรดไว้อาลัยและระลึกถึง เขียนโดยเยว่ซานจวิน แปลโดยภาวิณี ยังเจริญยืนยง สำนักพิมพ์ PS Publishing เล่าความเศร้าผ่านมุมของคนที่ยังอยู่ ไม่ใช่คนที่จากไป

หนังสือ See You เล่าเรื่องอะไร

เป็นนิยายวัยรุ่นไต้หวัน เล่าความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทสองคน ไล่เจี้ยนโยวกับเฉินจื่อปัง หรือติงอา เรื่องดำเนินผ่านสายตาของไล่เจี้ยนโยว

เปิดเรื่องที่ชายหาด ทั้งสองเห็นปลาตายตัวหนึ่ง ติงอาเอาหัวเข่าที่เจ็บอยู่เดินไปขโมยเสื้อของไล่เจี้ยนโยวมาคลุมศพปลาไว้ แล้วทั้งคู่ก็กลับบ้าน

วันต่อมาไล่เจี้ยนโยวออกตามหาติงอาทุกที่ที่เคยไปด้วยกัน บ้าน ร้านไอศกรีม สระว่ายน้ำ ชายหาดลับ ไม่มีติงอาอยู่ตรงไหนเลย จนคืนนั้นพี่ชายวิ่งเข้ามาบอกว่าติงอาหายตัวไป

ทำไมไล่เจี้ยนโยวถึงยังเห็นติงอา

ไล่เจี้ยนโยววิ่งไปที่หอสังเกตการณ์ เห็นติงอายืนอยู่ตรงนั้น แต่ไม่มีใครมองเห็น ติงอาทำภาษามือบอกเขาว่าจัดงานศพแบบตะวันตกให้ฉันด้วย

กลับมาบ้านก็พบติงอานอนเล่นอยู่บนเตียงของเขา เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เรื่องดำเนินต่อโดยมีติงอาอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนสนิทที่พูดไม่ค่อยออก

ติงอายืนอยู่ตรงนั้น

พิธีกรตีความว่าการเห็นติงอาอาจเป็นกระบวนการยืดเวลาของไล่เจี้ยนโยว ให้เขามีเวลามากพอจะค่อยๆ ยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ

ทำไมทฤษฎี 5 ระยะของความเศร้าถึงไม่ตายตัว

ทฤษฎีนี้ของคูเบลอร์-รอสส์ อธิบายว่าคนเศร้าจะปฏิเสธความจริงก่อน แล้วโกรธ ต่อรอง ซึมเศร้า และสุดท้ายยอมรับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเริ่มจากคิดว่าเธอไม่ได้จะเลิกกับฉันจริงๆ ต่อมาโกรธว่าแกทิ้งฉันไปได้ยังไง แล้วต่อรองว่าไม่เลิกได้ไหม กลับมาพบกันได้ไหม

ปัญหาคือมันไม่ได้เรียงลำดับแบบนั้นเสมอ มนุษย์ซับซ้อนกว่านั้น บางคนเศร้าก่อนตั้งแต่แรก บางคนสลับไปมา

การปฏิเสธของไล่เจี้ยนโยวก็ไม่ได้ปฏิเสธร้อยเปอร์เซ็นต์ เขารู้สึกได้ว่าติงอาไม่ได้อยู่ตรงนี้ เขารู้ว่าคนอื่นมองไม่เห็น

ทำไมหนังสือถึงเลือกเล่าจากคนที่ยังอยู่

มีหนังสือกับหนังหลายเรื่องเล่าจากมุมของคนที่คิดจะจบชีวิต เพราะเราเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ง่ายกว่าก็เลยถ่ายทอดออกมาง่ายกว่า

แต่เรื่องที่เล่าจากคนที่ยังอยู่ คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กลับมีไม่เยอะ ทั้งที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเขาหนักมาก

ทำไมเราถึงรู้สึกผิดกับคนที่จากไป

พออ่านไปครึ่งเล่มจะเริ่มเห็นว่าไล่เจี้ยนโยวมีหลายเรื่องมากที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับเพื่อนสนิทของตัวเอง

เขาไม่รู้ว่าทำไมติงอาถึงตัดสินใจจากไป ไม่รู้ว่าเขาเก็บอะไรไว้บ้าง ทั้งที่สนิทกันมาก

จุดนี้ทำให้คนอ่านหันมาทุบตีตัวเองว่าเราสนิทกับเขาขนาดนี้ อยู่กับเขาแทบทุกวัน ทำไมเขาไม่บอก ทำไมเรามองไม่เห็นสัญญาณ ทำไมช่วยไว้ไม่ทัน

ผมได้พยายามอย่างมากแล้ว

หนังสือพยายามบอกว่าบางทีเรายังรู้จักตัวเองไม่ดีพอ เรื่องบางเรื่องเรายังไม่กล้าพูดกับตัวเองด้วยซ้ำ จะให้เราพูดทุกเรื่องกับใครสักคน หรือรู้จักใครทะลุร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เป็นไปไม่ได้

แล้วความเศร้าของเราจะคลายตอนไหน

หนังสือเขียนแบบ slice of life คือค่อยๆ ดูชีวิต ค่อยๆ ดูความสัมพันธ์ของคนสองคน เหมือนการทำสมาธิมากกว่าการเร่งหาคำตอบ

ทั้งเล่มจะยิ้มก็ยิ้มไม่สุด จะเศร้าก็เศร้าไม่สุด จนช่วงท้ายที่ทุกอย่างค่อยคลายออก ทั้งคนอ่านและไล่เจี้ยนโยว

การได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครสักคน ได้อยู่ข้างกัน ได้ฟังเรื่องราวของกันจริงๆ เท่านี้ก็มากเท่าที่เราจะทำได้แล้ว

สาเหตุที่เขาตัดสินใจจากไปอาจไม่สำคัญเท่าความทรงจำที่เรามีด้วยกัน

เราเสียใจได้ เราทุบตีตัวเองได้ในบางครั้ง แต่ก็ควรจำไว้ว่าเราสร้างความทรงจำดีๆ กับเขาไว้เยอะแล้ว และเรามีความสุขกับเขามาจริงๆ ในช่วงเวลานั้น

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากมีเรื่องที่กระทบใจจนรับไม่ไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา