Alljit Blog
พูดคุย

ทำงานที่บ้านดีกว่าเข้าออฟฟิศไหม คุยกันในวันที่ Work From Home หายไปจากตาราง

งานที่ออกมาจากบ้านกับจากออฟฟิศไม่ได้ต่างกัน สิ่งที่ต่างคือค่าใช้จ่ายแฝง เวลาบนถนน และความสบายใจของคนที่ไม่ได้เห็นเราทำงาน

ทีม Alljit นั่งคุยกันเรื่องทำงานที่บ้านกับการเข้าออฟฟิศ

เคยมีวันทำงานที่บ้านอยู่ในตาราง แล้ววันหนึ่งมันก็หายไป พอไม่มีแล้วถึงได้กลับมาคิดว่าตกลงเรานับมันเป็นอะไรกันแน่ ของแถม ความสะดวก หรือสิ่งที่ควรจะมีอยู่แล้ว

ในวงคุยของทีม Alljit ตอนนี้ คำตอบออกมาเร็วมากว่าแอบจำเป็น แต่ไม่ได้แปลว่าต้องอยู่บ้านทั้งสัปดาห์ ทำงานห้าวันแล้วมีสักวันสองวันที่ได้นั่งทำงานอยู่บ้านก็พอ เพราะสุดท้ายยังไงก็ต้องเข้าออฟฟิศมาคุยกับคนอยู่ดี คำที่ใช้กันในวงคือมันต้องผสม

อยู่บ้านกับเข้าออฟฟิศ งานที่ออกมาต่างกันไหม

คำตอบคือไม่ต่าง งานเดินเท่ากัน เพราะการทำงานที่บ้านไม่ได้แปลว่าวันนั้นจะไม่ได้คุยกับใครเลย ติดตรงไหนหรืออยากได้ความเห็นใคร ก็โทรหากันได้ตั้งแต่ตอนนั้น

ที่ต่างจริงๆ คือค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใครนับให้ ค่าเดินทาง ค่าอาหารที่ต้องสั่ง เวลาที่หายไปบนถนน อยู่บ้านก็มีต้นทุนของมันเหมือนกัน แต่อย่างน้อยก้อนที่ตัดออกได้ก็ตัดออกไปเลย

เราไม่สามารถนอนแล้วก็ทำงานที่ทำงานได้ใช่ปะ แต่ที่บ้านเราสามารถเอาโน้ตบุ๊กมานอนพิมพ์งานได้

ฟังดูเป็นเรื่องขี้เกียจ แต่มันคือเหตุผลจริงที่คนอยากได้วันแบบนั้น ท่านั่งที่เลือกเองได้ในวันที่ร่างกายไม่ค่อยไหว ทำให้ทำงานต่อได้โดยไม่ต้องฝืนทั้งวัน

ทำไมบางคนถึงอยากเข้าออฟฟิศ ทั้งที่อยู่บ้านก็ทำงานได้

มีคนที่เลือกเข้าออฟฟิศจริงๆ และเหตุผลไม่ใช่ความขยัน แต่เป็นเพราะบ้านไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงาน บางบ้านร้อน บางบ้านไม่มีอุปกรณ์ บางคนอยู่นานๆ แล้วรู้สึกอุดอู้

อีกคนบอกว่าชอบมาเจอคน ช่วงที่ทีมเข้าออฟฟิศเฉพาะวันที่มีอัดพอดแคสต์ เขาบอกว่ามันนานเกินไปและเยอะเกินไป เขาเทียบกับตอนเรียนออนไลน์ในมหาลัยว่าเบื่อแบบเดียวกันเลย

ข้อดีที่จับต้องได้กว่านั้นคือความเร็วในการคุยกัน อยู่บ้านแล้วจะถามอะไรทีต้องรอ คนนี้ยังไม่ว่าง คนนั้นเข้าห้องน้ำ แต่พอเจอหน้ากันก็ถามได้เลยตรงนั้น

ความชอบเรื่องนี้เลยไม่ได้ขึ้นกับนิสัย แต่ขึ้นกับว่าที่บ้านเอื้อให้ทำงานแค่ไหน

ถ้าเลือกได้ระหว่างวันทำงานที่บ้าน กับเวลาเข้างานแบบยืดหยุ่น จะเอาอันไหน

คำตอบไม่เป็นเอกฉันท์ ฝั่งที่เลือกวันทำงานที่บ้านบอกว่ามันล็อกวันล็อกเวลาไปเลย รู้แน่ว่าวันไหนไม่ต้องออกจากบ้าน ส่วนแบบยืดหยุ่นยังไงก็ต้องเข้าออฟฟิศครบห้าวัน ค่าเดินทางก็เสียเท่าเดิม

เคยมีช่วงที่ยืดหยุ่นแบบทำงานเสร็จแล้วกลับได้ ประมาณสี่โมงกำลังดี

ทำไมเจ้านายถึงอยากเห็นหน้าเราที่ออฟฟิศ

ลองคิดแทนฝั่งนายจ้างดูบ้าง แล้วเหตุผลที่ออกมาก็ไม่ได้เกี่ยวกับผลงานเท่าไหร่

ก็จะได้รู้สึกว่าลูกน้องเราไม่ได้กินแรงเรา ไม่ได้กินเงินเรา

พอวางแบบนี้ก็เห็นชัดขึ้นว่าสิ่งที่การเข้าออฟฟิศให้เจ้านายคือความสบายใจ ไม่ใช่ผลงาน แล้วก็มีคนแซวต่อว่าถึงนั่งอยู่ในออฟฟิศ บางทีเราก็แกล้งทำเป็นยุ่งได้อยู่ดี

ให้เข้าออฟฟิศเท่ากันทุกคน แปลว่าเท่าเทียมจริงไหม

เจตนาของกฎแบบนี้คือความเท่าเทียม ทุกคนมาทำงานเหมือนกัน มีชั่วโมงเท่ากัน และมันก็ช่วยกันเรื่องการเปรียบเทียบกันในองค์กรได้จริง

แต่ชั่วโมงเท่ากันไม่ได้แปลว่าเนื้องานเหมือนกัน แม่บ้านต้องเข้าทุกวันเพราะงานอยู่ที่ตึก ส่วนคนที่ต้องขับรถไปคุยกับคนนั้นคนนี้ทั้งวัน บางทีเริ่มงานตั้งแต่หกโมงเช้า แล้วยังต้องมาแตะออฟฟิศให้ครบตามกฎอีก

การวัดผลงานจริงๆ อาจไม่ได้มาจากการทำให้ทุกคนเหมือนกัน

ทำไมงานที่มีวันทำงานที่บ้านถึงหายากขึ้นทุกที

หายากมาก เพื่อนที่ยังได้อยู่บ้านกันเยอะๆ ส่วนใหญ่นายจ้างไม่ใช่คนไทย แล้วก็ต่อกันไปถึงเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ว่าคุณค่าที่ให้กับคนทำงานมันไม่เท่ากันในแต่ละที่

อีกเรื่องที่ถูกหยิบขึ้นมาคือต้นทุนที่ย้ายไปอยู่กับพนักงานแบบเงียบๆ อยู่บ้านแล้วค่าไฟที่เพิ่มขึ้นไม่มีใครออกให้ ส่วนบางบริษัทก็มีงบให้เบิกซื้ออุปกรณ์ได้ปีละก้อนหนึ่ง

ประโยคที่ปิดวงคุยวันนั้นสั้นมาก คือยังดีที่งานเรายังเป็นห้าวัน ไม่ใช่หกวัน แล้วก็ตามด้วยว่างานไหนก็ไม่ควรมีหกวันอยู่แล้ว

ฟังฉบับเต็มจากรายการ

ในคลิปยังมีช่วงที่คุยกันว่าอาชีพอย่างหมอหรืองานที่ต้องอยู่หน้างานจริงๆ ไม่มีทางทำที่บ้านได้ตั้งแต่ต้น และช่วงที่เล่าถึงเพื่อนสายประสานงานที่ทำงานอยู่กับเมลทั้งวัน เลยอยู่บ้านได้เกือบทั้งสัปดาห์ ฟังบรรยากาศเต็มๆ ได้ในตอน

ถ้าตอนนี้กำลังชั่งใจอยู่ ลองนับดูจริงๆ สักสัปดาห์ว่าค่าเดินทางกับเวลาบนถนนของเรากินไปเท่าไหร่ แล้วค่อยเอาตัวเลขนั้นไปคุยกับที่ทำงาน บทความนี้เป็นบันทึกจากวงคุยวงหนึ่ง ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำตอบสำเร็จรูปว่าใครควรทำงานแบบไหน

คำตอบของแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา