Alljit Blog
Learn & Share

วันที่รอคอยจบลง ทำไมใจกลับว่างเปล่า จิตวิทยาทฤษฎีลูกตุ้ม

ทฤษฎีลูกตุ้มอธิบายว่าทำไมหลังความสุขสุดขั้วเรามักรู้สึกเศร้า และวิธีอยู่กับความแกว่งนั้นโดยไม่ต้องกักเก็บความรู้สึก

วันที่รอคอยจบลง ทำไมใจกลับว่างเปล่า | จิตวิทยาทฤษฎีลูกตุ้ม (Pendulum effect)

หลายคนคงเคยรู้สึกว่าพอความสุขที่เฝ้ารอมานานจบลง ใจกลับว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก บางทีอาจถึงขั้นไม่รู้ว่าต่อไปชีวิตจะเดินหน้าต่อไปทำไม อาการนี้มีชื่อเรียกว่าทฤษฎีลูกตุ้ม หรือ Pendulum Effect

ทฤษฎีนี้ไม่ได้เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มีผู้คิดค้นชัดเจน แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่เมื่อเราแกว่งไปสุดด้านหนึ่ง ก็จะสวิงกลับมาอีกด้านหนึ่งด้วยแรงเท่ากัน เหมือนลูกตุ้มที่แกว่งไปมา

ในรายการ Alljit Podcast ตอนนี้ ฟิลและพี่แบมได้ชวนคุยเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวและมุมมองเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ ซึ่งอาจช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกว่างเปล่าที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น

ทฤษฎีลูกตุ้มคืออะไร

ทฤษฎีลูกตุ้มไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มีผู้ก่อตั้งหรือหลักการชัดเจน แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่เมื่อเราใจไปด้านใดด้านหนึ่งสุดขั้ว ก็จะสวิงกลับมาอีกด้านหนึ่งเท่าแรงที่ไป

ฟิลเล่าว่าสมัยประถมมัธยมเคยเชื่อว่าถ้าวันนี้หัวเราะเยอะหรือมีความสุขมาก เดี๋ยวจะต้องมีเรื่องไม่ดีตามมา พอเศร้ามากก็จะมีเรื่องดีๆ ตามมา มันเหมือนหักล้างกันตลอด แม่ของพี่แบมก็เคยพูดทำนองว่า ยิ้มหัวเราะทั้งวัน เดี๋ยวกลางคืนจะเศร้า

ถ้าเศร้ามากมันต้องสุขมาก ถ้าสุขมากมันต้องเศร้ามาก

ทำไมหลังคอนเสิร์ตหรือเทศกาลที่รอคอยแล้วถึงใจหาย

ฟิลเล่าประสบการณ์ไปคอนเสิร์ตที่ตั้งหน้าตั้งตารอ พอจบแล้วกลับมารู้สึกไม่มีความสุขกับอะไรเลย พี่แบมแชร์ว่าเคยจัดกิจกรรมเล่นบัดดี้คริสต์มาสกับเพื่อน หาของขวัญกันเป็นเดือน พอถึงวันเฉลยจบปุ๊บ ความรู้สึกหายไปหมด

ปรากฏการณ์นี้เรียกอีกอย่างว่า post event blue หรือ vacation blue คือความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว ผิดหวังหลังจากทำอะไรสำเร็จหรือวันที่เฝ้ารอมานานจบลง เพราะเป้าหมายที่เคยมีหายไป ต้องหาสิ่งใหม่มาเติม

ทำไมความสุขสุดขั้วถึงตามมาด้วยความเศร้า

อีกสาเหตุหนึ่งเกี่ยวกับโดปามีน เมื่อเรามีความสุขมาก โดปามีนจะหลั่งเยอะ พอความสุขหมดลง กราฟจะตกลงมาเยอะมาก บางทีต่ำกว่าระดับปกติ เพราะร่างกายกำลังกลับมาบาลานซ์ ช่วงนั้นเราจึงรู้สึกแย่และมีความสุขยากกว่าปกติ

ฟิลเสริมว่าประสบการณ์ส่วนตัวก็มีส่วน เช่น ตอนเด็กๆ กลับบ้านเย็นแล้วโดนแม่ดุบ่อยๆ ทำให้สมองจดจำว่าความสุขที่ได้เล่นกับเพื่อนจะตามมาด้วยการถูกดุ พอโตขึ้นเลยเหลือแค่ความรู้สึกว่าถ้าสุขมากเดี๋ยวจะเศร้ามาก โดยลืมไปแล้วว่าต้นเหตุคืออะไร

เราควรกักเก็บความสุขไว้ไม่ให้สุดขั้วดีไหม

ฟิลบอกว่าตอนที่หายคิดแบบนี้ได้ เพราะตระหนักว่าเราไม่มีทางรู้อนาคต การพยายามกักความสุขไว้เพราะกลัวว่าจะเศร้าทีหลัง อาจทำให้เราไม่มีความสุขกับปัจจุบันเลย

พี่แบมเปรียบเทียบกับการพยายามไม่พูดคำหยาบทั้งวัน พอฝืนมากเข้าสุดท้ายก็ระเบิดออกมา ไม่ดีเหมือนกัน ดังนั้นควรหาบาลานซ์ แต่เรื่องความรู้สึกที่อยากมีความสุข ควรเชียร์ให้มี

ไม่ต้องไปกั๊กหรือไปกดมันไว้ ปล่อยๆ มันให้เป็นไปตามที่เราอยากรู้สึก

แล้วเราจะรับมือกับช่วงที่ใจว่างเปล่าอย่างไร

ฟิลแชร์ว่าวิธีของเขาคือยอมรับว่าทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรอยู่กับเราถาวร ความสุขจะมาเมื่อไหร่ เศร้าจะไปตอนไหนเราไม่รู้ จึงปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามเส้นทางที่บางทีเราควบคุมไม่ได้ รู้สึกอะไรก็รู้สึก แล้วค่อยรับมือทีหลังถ้าจำเป็น

พี่แบมมองว่าคำว่าลูกตุ้มเหวี่ยงไปมาอาจทำให้รู้สึกไม่มีตรงกลาง แต่ปรับมุมมองได้ว่า บางครั้งมันทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้เต็มที่ เช่น ตอนที่เล่นกับเพื่อนก็โฟกัสเต็มที่กับความสุขนั้น กลับบ้านไปค่อยว่ากัน

อยู่กับปัจจุบันเป็นคำตอบสุดท้าย

ทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าอนาคตเราไม่รู้ จึงควรอยู่กับปัจจุบันให้เต็มที่ ใช้ชีวิตให้สนุก และเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญความรู้สึกแบบนี้

ให้เราเป็นคนเฝ้าดูลูกตุ้ม แทนที่จะเป็นตัวลูกตุ้มที่แกว่งไปแกว่งมาเอง

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากคุณมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือรู้สึกสิ้นหวังรุนแรง สามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา