Alljit Blog
Learn & Share

ทำไมยิ่งโต เวลายิ่งผ่านไปไว อธิบายตามมุมมองจิตวิทยา

ความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้นทุกปีไม่ใช่แค่เรื่องอายุ แต่มันมีหลายปัจจัยทั้งความคุ้นเคย สัดส่วนเวลา และความเครียดที่สะสมตามวัย ความเข้าใจเรื่องนี้ช่วยให้เรามองเห็นว่าชีวิตช่วงไหนกำลังถูกเร่งด้วยอะไร

ทำไมยิ่งโต เวลายิ่งผ่านไปไว | มุมมองจิตวิทยา

ความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุเป็นเรื่องที่หลายคนเจอ โดยเฉพาะช่วงอายุ 30 ต้นๆ ที่เหมือนเพิ่งฉลองปีใหม่ไปไม่กี่วัน แล้วก็ต้องมาฉลองกันอีกครั้ง

งานวิจัยด้านการรับรู้เวลาชี้ว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่อายุอย่างเดียว แต่มาจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งความคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน วิธีที่สมองประมวลเวลา และความเครียดที่สะสมตามความรับผิดชอบ

การรับรู้เวลาคืออะไร ไม่เหมือนเวลาจริงยังไง

เวลาจิตคือเวลาที่เรารับรู้เองในหัว กับเวลาบนนาฬิกาซึ่งเป็นเวลาจริง สองอย่างนี้ไม่เท่ากันและขึ้นลงตามสถานการณ์

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเรารู้สึกว่า 1 ปีผ่านไปเหมือนแค่ 6 เดือน นั่นคือเวลาจิตที่เร็วกว่าความเป็นจริง แต่ถ้านั่งในห้องสอบที่ทำเสร็จแล้วรอหมดเวลา 10 นาทีอาจรู้สึกเหมือนครึ่งชั่วโมง นั่นคือเวลาจิตที่ช้ากว่าปกติ

เจนกับฟิวในรายการนี้เล่าว่าทั้งคู่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเจนบอกว่าตั้งแต่ 30 มาถึง 32 รู้สึกเหมือนเพิ่งให้สัมภาษณ์ปีที่แล้ว แต่ปีนี้ก็กลับมาให้สัมภาษณ์อีกแล้ว

ทำไมยิ่งโตขึ้น เวลาเลยยิ่งผ่านไปไว

หนึ่งในคำอธิบายที่ถูกพูดถึงบ่อยคือทฤษฎีสัดส่วนเวลา ตอนอายุ 10 ขวบ 1 ปีคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของชีวิตทั้งหมด แต่พออายุ 30 ปี 1 ปีเหลือแค่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์

พอสัดส่วนของแต่ละปีในชีวิตเราน้อยลงเรื่อยๆ สมองก็เลยประมวลว่าเวลามันสั้นลง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเท่ากันทุกปี

เจนยกตัวอย่างว่าตอนเด็กๆ รออะไรสัก 1 ชั่วโมงมันยาวนานมาก แต่พอโตขึ้น 1 ชั่วโมงผ่านไปแป๊บเดียว

ตอนเด็กๆ ที่เวลาเรารออะไร 1 ชั่วโมงมันเหมือนยาวมาก ยาวนานมากจริงๆ แต่พอโตขึ้น 1 ชั่วโมง อ้าว แป๊บเดียวจริงๆ

ความคุ้นเคยทำให้สมองข้ามรายละเอียดไปยังไง

สมองเรามีระบบอัตโนมัติ ถ้าเส้นทางหรือกิจกรรมไหนทำซ้ำๆ จนชิน สมองจะไม่เก็บรายละเอียดระหว่างทางอีก

เจนเล่าว่าตัวเองขับรถไปทำงานเส้นทางเดิมทุกวัน กลับบ้านก็เจอเดิมๆ นั่งโต๊ะทำงานเดิม ชีวิตวนอยู่กับสิ่งเดิม สมองก็เลย fast forward ไปเลย

การไปสถานที่ใหม่ๆ หรือทำอะไรที่ไม่คุ้นเคยจะทำให้สมองตื่นตัวและเก็บรายละเอียดมากกว่า เวลาจิตก็จะรู้สึกยาวขึ้น

กาแฟกับยามีผลต่อการรับรู้เวลาจริงไหม

ฟิวเล่าว่ามีงานวิจัยที่ทดลองให้คนกดปุ่มตามจังหวะที่กำหนด แล้วพบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้คนรับรู้เวลาเร็วขึ้น เพราะร่างกายเร่งการทำงาน

ยาบางชนิดก็มีผล เช่น คาเฟอีนหรือแอมเฟตามีนที่ไปกระตุ้นระบบร่างกาย ทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้น ขณะที่ยากดประสาทอย่าง LSD ทำให้ทุกอย่างดูช้าลงเพราะร่างกายถูกกด

เจนขำตัวเองว่ากินกาแฟไป 360 วันจาก 365 วัน ก็เลยสงสัยว่าคาเฟอีนหรือเปล่าที่เป็นตัวเร่งให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวทุกวัน

ความเครียดและความกดดันเร่งเวลาได้แค่ไหน

เมื่อโตขึ้น ความรับผิดชอบก็เพิ่ม ทั้งงาน เงิน ครอบครัว ความสัมพันธ์ และความคาดหวังจากคนรอบข้าง

สมองไม่ได้หยุดคิดเรื่องเหล่านี้ มันวิ่งไปกับความกังวลตลอดเวลา พอร่างกายอยู่ในโหมดกังวล มันก็เร่งการทำงานเหมือนกับตอนที่อยู่ท่ามกลางความร้อน

เจนเสริมว่าการก้มดูมือถือก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ทำให้เวลาเราหายไป เงยหน้าขึ้นมาอีกทีชั่วโมงนึงผ่านไปแล้ว

ทำไมแต่ละคนถึงรู้สึกไม่เหมือนกัน

ฟิวบอกว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขนาดนั้น เพราะช่วงนี้ชีวิตค่อนข้างจำเจ อยู่คนเดียว ทำงานอยู่ห้อง ไม่ค่อยได้ออกไปไหน

เจนแซวว่าฟิวยังเด็ก 25 อยู่เลย แต่ฟิวก็ยังนึกว่าตัวเอง 22-23 อยู่เหมือนกัน

การรับรู้เวลาขึ้นอยู่กับอายุ ประสบการณ์ และสภาพชีวิตของแต่ละคน คนอายุเท่ากันก็รู้สึกไม่เหมือนกันได้

ค่านิยมสังคมมีส่วนทำให้กลัวเวลาไหม

ฟิวเล่าว่ามีช่วงหนึ่งที่สังคมพูดกันว่าพออายุถึงจุดหนึ่งต้อง settle แล้ว พอถึง 30 ปีแล้วยังไม่ตรงกับภาพนั้น ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าต้องรีบเช็คลิสต์ให้ทัน

เจนบอกว่าตัวเองไม่ได้กดดัน แต่ความรู้สึกว่าต้องเพิ่มอะไรอีกหน่อยมันมาเองตามวัย เหมือนเป็นบรรทัดฐานที่ซึมซับมาจากสังคมโดยไม่รู้ตัว

สุดท้ายแล้วการรับรู้เวลาก็ผสมกันทั้งสัดส่วนอายุ ความคุ้นเคย ความเครียด และความคาดหวังจากสังคม ไม่ใช่เรื่องของอายุอย่างเดียว

ถ้าใครรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวหรือผ่านไปช้า ลองสังเกตดูว่าช่วงนี้ชีวิตมีอะไรที่กำลังเร่งหรือฉุดเวลาไว้ แล้วแบ่งปันกันได้ บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากมีความเครียดสะสมจนกระทบชีวิตประจำวัน สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา