Alljit Blog
Learn & Share

ผิดหวังจากการเป็นตัวเอง เพราะตัวตนในอุดมคติกับตัวตนจริงไม่ตรงกัน

เมื่อตัวตนที่เราอยากเป็นกับตัวตนที่เราเป็นไม่สอดคล้องกัน ความผิดหวังก็เกิดขึ้น พอดแคสต์ อ.จิต คุยเรื่องทฤษฎี Self Concept ของคาร์ล โรเจอร์ส และวิธีปรับตัวตนในอุดมคติให้สมจริง

ผิดหวังจากการเป็นตัวเอง

หลายคนรู้จักตัวเองดี แต่ยังรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ฝันไว้ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การรู้จักตัวเองน้อยไป แต่อยู่ที่ภาพตัวตนในอุดมคติกับตัวตนที่เราเป็นจริงมันไม่ตรงกัน

เจนและฟิลล์ พูดคุยในรายการ อ.จิต Podcast ตอน ผิดหวังจากการเป็นตัวเอง ถึงทฤษฎี Self Concept ของคาร์ล โรเจอร์ส ที่อธิบายว่าจิตใจเรามีหลายส่วน และความไม่สอดคล้องระหว่างส่วนเหล่านั้นทำให้เราเป็นทุกข์

ตัวตนในอุดมคติกับตัวตนที่เราเป็นต่างกันอย่างไร

คาร์ล โรเจอร์ส แบ่งตัวตนออกเป็นสามส่วนหลัก ตัวตนในอุดมคติ (Ideal Self) คือสิ่งที่เราอยากเป็น ตัวตนที่เรารับรู้ (Perceived Self) คือภาพที่เราเห็นว่าตัวเองเป็น และคุณค่าในตัวเอง (Self-worth) ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว

ตัวตนในอุดมคติอาจเป็นความฝัน เช่น อยากรวยพันล้าน หรือเป็นภาพลักษณ์ เช่น อยากมีผิวขาว ผมสลวย หรืออยากเป็นคนที่มั่นใจ กล้าแสดงออก

ส่วนตัวตนที่เรารับรู้ มาจากทั้งการมองตัวเองและเสียงจากคนรอบข้าง เช่น เราคิดว่าเราเป็นคนใจดี แต่คนอื่นอาจบอกว่าเราใจร้าย ซึ่งการรับรู้เหล่านี้ส่งผลต่อความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเอง

ทำไมตัวตนในอุดมคติกับตัวตนจริงไม่ตรงกันแล้วทำให้ทุกข์

เมื่อ Ideal Self กับ Perceived Self ห่างกันมาก เราจะรู้สึกขัดแย้งในใจ ตัวอย่างที่ฟิลล์ยกคือ ชอบกินของหวานแต่ก็อยากมีผิวสวย เมื่อกินหวานแล้วผิวอักเสบ ก็รู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เป็นอย่างที่อยากเป็น

เจนเสริมว่า บางทีเราก็เอาตัวตนในอุดมคติไปตัดสินคนอื่น เช่น เห็นคนมีเงินสิบล้านก็คิดว่าไม่เพอร์เฟค เพราะต้องพันล้านถึงจะสมบูรณ์แบบ

ตัวตนในอุดมคติกับตัวตนที่เราเป็นมันไม่สอดคล้องกัน มันทำให้เราเป็นทุกข์ได้

ทฤษฎีกระจก Self Concept มาจากไหน

ฟิลล์เล่าว่ามีทฤษฎี The Looking Glass Self ที่อธิบายว่าตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะเรามองตัวเองผ่านสายตาคนอื่น เหมือนกระจกที่บิดเบี้ยวได้

ดังนั้นเสียงภายนอกจึงมีผลต่อการรับรู้ตัวเอง เราอาจเชื่อว่าตัวเองเป็นแบบหนึ่ง แต่คนอื่นมองอีกแบบ ซึ่งทำให้ภาพตัวตนไม่คงที่

จะปรับตัวตนในอุดมคติให้สมจริงได้อย่างไร

เริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นไปได้ ฟิลล์ยกตัวอย่างว่าการอยากรวยพันล้านเป็นความฝันที่เลื่อนลอย แต่ถ้าตั้งเป้าว่าอยากมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นหรือเก็บเงินให้ได้ก้อนหนึ่ง จะทำได้จริงมากกว่า

จากนั้นคือการยอมรับตัวเองเมื่อทำไม่ได้ตามที่หวัง ชีวิตมีเรื่องไม่คาดคิด เราต้องยืดหยุ่น ปรับแผนตามสถานการณ์ ไม่ยึดติดกับอุดมคติจนเกินไป

เมื่อไหร่ที่ควรปล่อยวางอุดมคติและหันมาดูตัวเอง

เจนแนะนำให้ทบทวนว่าตัวตนในอุดมคติของเราสอดคล้องกับตัวเองจริงหรือไม่ หากมันไกลเกินไปหรือขัดกับธรรมชาติของเรา ก็ควรปรับให้สมดุล

การยอมรับตัวเองไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องพัฒนา แต่เป็นการมองเห็นข้อจำกัดและค่อยๆ ปรับโดยไม่กดดันตัวเองเกินไป

สุดท้ายแล้ว ความสุขอาจไม่ได้มาจากการเป็นในสิ่งที่ฝันไว้ทั้งหมด แต่อยู่ที่การยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับชีวิตจริงได้

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา