Alljit Blog
Learn & Share

มีคนรอบตัวแต่ยังเหงา วาฬ 52 เฮิรตซ์ อธิบายความเหงาแบบนี้ไว้ว่ายังไง

ความเหงาไม่ได้วัดจากจำนวนคนรอบตัว แต่วัดจากการมีใครสักคนที่รับคลื่นความถี่เดียวกับเราได้

ทะเลกว้างสีน้ำเงินเข้มในตอนกลางคืน

นั่งอยู่ในวงที่คนเต็มโต๊ะ คุยกันทั้งคืน หัวเราะด้วยจริงๆ แล้วกลับถึงบ้านยังรู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับใครเลยสักคน

ใน Learn and Share ตอนนี้ ทีมหยิบเรื่องวาฬ 52 เฮิรตซ์ขึ้นมาเป็นตัวตั้ง แล้ววางความเหงาไว้ในที่ที่ไม่ได้นับหัวคน คือเราอาจมีคนมากมายอยู่รอบตัว แต่ไม่มีสักคนที่คลื่นความถี่ตรงกับเรา และคลื่นที่ตรงกันนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสมอไป

ทำไมวาฬตัวนี้ถึงถูกเรียกว่าเหงาที่สุดในโลก

วาฬตัวนี้ถูกพบตั้งแต่ปี 1989 ปกติวาฬจะสื่อสารกันที่ความถี่ราว 10 ถึง 25 เฮิรตซ์ แต่ตัวนี้ส่งเสียงที่ 52 เฮิรตซ์ สูงจนนักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามว่ามันคุยกับตัวอื่นรู้เรื่องไหม มีฝูงไหม มีใครได้ยินมันบ้างหรือเปล่า

ทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่ามันยังอยู่หรือเปล่า เพราะคนที่ตามฟังอยู่ก็ไม่ได้ยินคลื่นเสียงนั้นอีกเลย

วาฬมันเหงาจริง หรือเราเอาความเหงาของเราไปทับมัน

คำถามนี้ถูกถามขึ้นกลางรายการ แล้วคำตอบที่ตามมาก็สนุกกว่าที่คิด เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราเลยเชื่อว่าอยู่คนเดียวแล้วต้องเหงา แล้วเอาความเชื่อนั้นไปตัดสินสิ่งมีชีวิตที่เราไม่มีทางรู้ใจ

คนยังมี introvert เลย แล้ววาฬจะไม่เป็น introvert บ้างเหรอ

คิดต่อกันไปอีกว่าถ้ามันอยู่แบบนี้มาตั้งแต่เกิด มันก็อาจจะปรับตัวได้ เหมือนคนที่โตขึ้นมาคนเดียวในป่า ถึงจะคุยกับนกไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังนับว่านกเป็นเพื่อนอยู่ดี

ที่แน่ๆ คือเราไม่มีทางรู้ใจวาฬ และมันก็อาจจะเหงาจริงๆ ก็ได้

มีคนอยู่รอบตัวเยอะแยะ แล้วทำไมยังเหงา

คลื่นที่ว่านี้เทียบได้กับภาษา ถ้าเราพูดภาษาไทย เราก็ต้องได้คุยกับคนที่พูดภาษาไทยก่อน ไม่ใช่เพราะคนอื่นไม่ดี แต่เพราะคลื่นมันยังไม่ตรงกัน

ความเหงาแบบที่เกิดขึ้นกลางวงคนเยอะเลยไม่ใช่เรื่องแปลก มันแค่แปลว่าเรายังไม่เจอคนที่รับคลื่นของเราได้

อีกด้านที่พูดกันไว้ตรงๆ คือความเหงากับความโดดเดี่ยวก็มีความน่ากลัวของมันอยู่ เพราะมันพาไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้

เจอคนที่คลื่นตรงกันแล้วมันเปลี่ยนอะไร

ช่วงที่ดีที่สุดของตอนนี้คือตอนที่คนหนึ่งในรายการย้อนกลับไปเล่าสมัยตัวเองเป็นซึมเศร้า ตอนนั้นรู้สึกว่าคลื่นของตัวเองไม่ตรงกับใครเลย อยากหาคนที่อธิบายความรู้สึกนี้ได้ เพราะตัวเองอธิบายไม่ถูก

แล้ววันหนึ่งก็ไปเจอเพจของนิ้วกลมที่เขียนถึงโลกซึมเศร้าไว้เป็นข้อๆ ประมาณ 9 ข้อ อ่านจบแล้วรู้สึกเหมือนมีคนเข้าใจ จนถึงขั้นทักไปขอบคุณเขาจริงๆ

ประโยคที่ทีมพูดไว้ตั้งแต่ต้นรายการเลยกลับมาเข้าที่ตรงนี้พอดี

เราอาจจะมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อตามหาใครสักคนที่มีคลื่นความถี่ตรงกับเราก็ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นไม่ใช่ปัญหาถูกแก้ ไม่มีอะไรในชีวิตเปลี่ยนไปสักอย่าง แต่มันเบาลง เพราะสิ่งที่พูดไม่ออกมาตลอด มีคนเขียนมันออกมาได้

ถ้าตอนนี้ยังไม่เจอใครที่คลื่นตรงกันเลย

คำตอบที่ให้ไว้คือคลื่นที่ตรงกันไม่จำเป็นต้องเป็นคน กิจกรรมที่ทำแล้วได้เป็นตัวเองก็ได้ สถานที่ที่ชอบไปก็ได้ อย่างน้อยมันทำให้เราไม่ต้องรอใครอยู่ฝ่ายเดียว

ฟังฉบับเต็มจากรายการ

ในคลิปยังมีการเล่าถึงหนัง 52 เฮิรตซ์ คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เรื่องของคิโกะที่ย้ายจากเมืองมาอยู่ที่ใหม่แล้วเรื่องเก่ายังตามมา กับเด็กชายที่พูดไม่ได้และมีรอยฟกช้ำตอนเจอกันครั้งแรก

ตอนนั้นเป็นช่วงที่ทีมชวนคนฟังไปดูหนังรอบพิเศษด้วยกัน ซึ่งรอบฉายนั้นผ่านไปแล้ว

คืนนี้ถ้ายังไม่เจอใคร ลองนึกก่อนว่าครั้งสุดท้ายที่รู้สึกว่ามีคนฟังเราออกคือตอนไหน แล้วเก็บชื่อคนนั้นไว้ บทความนี้เล่าจากสิ่งที่คุยกันไว้ในรายการ ไม่ใช่การวินิจฉัย และถ้าความเหงาช่วงนี้หนักจนไม่ไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

เสียงของเรายังไม่ถึงใคร ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครอยู่

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา