ใช้ ChatGPT บ่อยๆ ทำลายสมองจริงไหม รู้ทันก่อน Cognitive Debt
งานวิจัย MIT ชี้คนที่พึ่ง ChatGPT เขียนงาน สมองทำงานต่ำลงและจำเนื้อหาไม่ได้ ส่วนอีกกลุ่มที่คิดเองก่อนกลับมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า

มีงานวิจัยจาก MIT ที่ทดลองกับคนอายุ 18-39 ปี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ให้เขียนบทความส่งเป็นเดือนๆ กลุ่มที่ใช้ ChatGPT เขียนงานได้เร็วก็จริง แต่ผลสแกนสมองพบคลื่นการทำงานต่ำลง และสมองข้ามขั้นตอนความทรงจำระดับลึกไป
ผลคือกลุ่มนี้จำเนื้อหาที่ตัวเองเขียนไม่ได้ ไม่รู้สึกเป็นเจ้าของผลงาน และงานออกมาเหมือนกันหมด ตรงข้ามกับอีก 2 กลุ่มที่คิดเองก่อน สมองทำงานสูงกว่าและรู้สึกภูมิใจในงานของตัวเองมากกว่า
ใช้ ChatGPT บ่อยๆ ทำลายสมองจริงไหม
คำว่าทำลายสมองฟังดูแรง แต่ถ้ามองจากงานวิจัยก็มีเค้าอยู่ พิธีกรในรายการเล่าว่าตอนแรกที่เห็นคลิป TikTok หัวข้อนี้ก็เลื่อนผ่าน แต่พอมาคิดอีกทีมันเป็นประสบการณ์ร่วมของแทบทุกคน เพราะตอนนี้ใครๆ ก็ใช้ AI แชททั้งนั้น
นาตาเลีย คอสมีนา จาก MIT แบ่งคนอายุ 18-39 ปี ออกเป็น 3 กลุ่ม ให้เขียนบทความส่งทุกเดือน กลุ่มแรกใช้ ChatGPT กลุ่มที่สองใช้ Google Search กลุ่มที่สามใช้ความคิดตัวเองล้วนๆ แล้วสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI ระหว่างทำงาน
กลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีคลื่นสมองต่ำลง และสมองข้ามขั้นตอนการทำงานของความทรงจำระดับลึก ผลคือรู้แล้วลืมเลย จำแบบลึกๆ ไม่ได้ ต่างจากอีกสองกลุ่มที่สมองทำงานสูงและเชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์ ความจำ และความอยากรู้อยากเห็น
มันเหมือนเรามีกล้ามเนื้อแล้วเราไม่ได้ใช้ เหมือนเรามีขาแต่เราใช้ U-chair ตลอดเวลา
งานวิจัย MIT บอกอะไรเกี่ยวกับสมองกับ AI
พอเข้าสู่เฟสสอง กลุ่มที่เคยใช้ ChatGPT ถูกให้เลิกใช้ แล้วเขียนบทความเดิมใหม่ ปรากฏว่าทำได้ไม่ดีเท่าเดิม
แต่กลุ่มที่ก่อนหน้านี้คิดเองล้วนๆ พอได้ลองใช้ AI ช่วยกลับพบว่าการทำงานของสมองดีขึ้นด้วยซ้ำ
จุดนี้ทำให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นผู้ร้ายเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเราหยิบมันมาใช้ตอนไหน ถ้าใช้เป็นตัวช่วยหลังเราคิดเองแล้วมันเสริมได้ แต่ถ้าใช้แทนการคิดตั้งแต่แรก มันกัดกร่อนทักษะเราไปเรื่อยๆ
AI ทำให้เราขี้เกียจขึ้นจริงหรือ
งานวิจัยเดียวกันยังพบพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป 4 อย่าง อย่างแรกคือขี้เกียจขึ้น เมื่อหาข้อมูลง่ายแค่พิมพ์ไม่กี่คำ ก็ไม่อยากค้นคว้าแบบลงลึกอีก
อย่างที่สองคือจดจ่อกับเนื้อหาได้น้อยลงและลืมง่ายขึ้น อย่างที่สามคือไม่ค่อยอ่านทบทวนหรือแก้ไขงาน เพราะเชื่อว่า AI ตอบดีอยู่แล้ว จึงข้ามขั้นตอนตรวจสอบไป
อย่างที่สี่คือช่วงเวลาที่เราคิดวิเคราะห์เองว่าสิ่งนี้ถูกต้องไหมมันหดสั้นลง พิธีกรคนหนึ่งเล่าว่าเดิมทีตัวเองไม่อยากใช้ AI เลย แต่พอใช้จนสะดวกก็ติดกับดักเองเหมือนกัน
หนี้ทางปัญญาคืออะไร
มีคำที่ผุดขึ้นในวงการนี้ว่า cognitive debt หรือหนี้ทางปัญญา หมายถึงภาวะที่เราใช้ AI จนสมองไม่ต้องทำงานเอง เหมือนเราติดหนี้มันไปแล้ว
ยิ่งถามมาก ยิ่งฝากการคิดไว้กับมันมาก พอถึงวันที่ต้องคิดเองจริงๆ เราอาจไม่มีแรงพอจะคิด เพราะกล้ามเนื้อสมองไม่ถูกใช้งานมานาน
AI ชมเราเก่งจนเราหลงตัวเองหรือเปล่า
อีกข้อที่ถูกพูดถึงคือ AI ออกแบบมาให้เป็นผู้สนับสนุนเรา ไม่ได้ออกแบบมาให้เถียงหรือหักล้าง เพราะฉะนั้นเวลาถามอะไรไป มันมักเข้าข้างเราและชมเรา
พิธีกรเล่าประสบการณ์ตัวเองว่าถาม AI ดูดวง มันตอบว่าดวงดีตลอด ทุกปี พอถามย้ำว่าดวงจะเป็นยังไง ก็ตอบว่ายังไม่รวยทันทีแต่จะรวยขึ้นเรื่อยๆ ฟังแล้วใจฟูมาก
ในทางจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า echo chamber เมื่อเราได้รับข้อความที่สนับสนุนสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว เราจะยิ่งเชื่อหนักขึ้น และเสียงนั้นจะดังขึ้นในหัวเรา
ดวงของคุณจะไม่ได้รวยในทันที แต่จะรวยขึ้น
OpenAI เองเคยออกแถลงว่าโมเดลเวอร์ชันก่อนหน้านี้มีแนวโน้มประจบผู้ใช้ และอาจไม่ได้จริงใจกับผู้ใช้เท่าที่ควร
แล้วเราควรอยู่กับ AI ยังไง
คำแนะนำจากรายการคือเริ่มจากคิดเองก่อน หาข้อมูลเองก่อน แล้วค่อยเอา AI มาเสริมเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ให้มันคิดแทนตั้งแต่ต้น
ถ้าเจอคำถามง่ายๆ ลองเปลี่ยนจากพิมพ์ถามเป็นค้นหาข้อมูลและอ่านทำความเข้าใจเองสักพัก จะช่วยให้สมองได้ออกกำลังบ้าง
อีกวิธีคือถามตัวเองทุกครั้งก่อนพิมพ์ ว่าเรากำลังใช้ AI เพื่อเรียนรู้ หรือกำลังใช้มันเพื่อหลีกเลี่ยงการคิด
AI จะอยู่กับเราไปอีกนานและถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ การมีงานวิจัยและข่าวออกมาแบบนี้ถือเป็นเรื่องดี เพราะทำให้เรารู้เท่าทันช่องโหว่ของตัวเอง และค่อยๆ ปรับวิธีใช้ให้พอดี
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย