Alljit Blog
คุยกับนักจิตวิทยา

Gaslighting คืออะไร ทำไมเราถึงเสียตัวตนในความรัก

Gaslighting ไม่ใช่แค่คำด่า แต่คือเกมบงการที่วางแผนมาตั้งแต่เริ่มเข้าหา เป้าหมายคือทำให้อีกฝ่ายตอบสนองความต้องการของตัวเอง แล้วทิ้งความรู้สึกผิดไว้ให้

Gaslighting: เกมจิตวิทยาในความรัก - พูดคุยกับนักจิตวิยา EP. 38

Gaslighting ไม่ใช่คำด่าที่ใช้เวลาทะเลาะกันแล้วอีกฝ่ายพูดไม่ดี แต่มันคือความพยายามบงการคนอื่นเพื่อให้คนนั้นมารักเรา แล้วพอเราได้สิ่งที่ต้องการ เราจะเริ่มหลุดจากการบงการของเขา เขาก็จะเดินออกไป

หัวใจของมันอยู่ที่การ Manipulate ถ้าไม่มีการบงการ ไม่นับว่าเป็น Gaslighting เลย เพราะฉะนั้นทุกบทสนทนา ทุกท่าที ต้องมีเจตนาบงการซ่อนอยู่ข้างใน

Gaslighting กับ Manipulate ต่างกันตรงไหน

หลายคนสับสนว่าถูกแฟนพูดจาให้รู้สึกผิดนิด ๆ หน่อย ๆ คือ Gaslighting หรือเปล่า คำตอบคือยังไม่ใช่ ถ้าไม่มี Pattern ของการบงการซ้ำ ๆ มาก่อน

คำที่ใช้ไม่จำเป็นต้องรุนแรงเลยด้วยซ้ำ คนที่ Gaslighting เก่งจะพูดเบา ๆ แต่ทำให้เรารู้สึกผิดได้ง่ายมาก เช่น ชวนออกไปเที่ยวกลางคืน แล้วอีกฝ่ายตอบว่า วันหยุดแบบนี้เราควรอยู่ด้วยกันนะ

ฟังดูเหมือนห่วง แต่ข้างในคือการบอกว่า ถ้าเธอออกไป แปลว่าเธอละเลยเวลาของเรา นี่คือล็อกคำพูดที่วางไว้แล้ว พอเราจะเถียงกลับ ก็ไม่มีช่องให้เถียงได้เลย

วันหยุดเราควรใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แต่นี่วันหยุดเราควรใช้เวลาอยู่ด้วยกัน

Love Bombing คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับ Gaslighting

อีกเครื่องมือที่มักมาคู่กันคือ Love Bombing คือการทุ่มความรักให้แบบท่วมท้นตั้งแต่ต้น ทำให้อีกฝ่ายเชื่อว่านี่คือความรักที่จริงจังและทุ่มเท

พออีกฝ่ายเริ่มเชื่อ ก็จะเริ่มตอบสนองความต้องการของอีกคนโดยไม่รู้ตัว ต้องคอยตามใจ คอยทำตาม เพราะรู้สึกว่าฉันรักเขา ฉันก็ต้องทำ

ถ้าเมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายเริ่มขัดขืนหรือตั้งปากตั้งคำ คนที่บงการก็จะขู่ว่า ถ้าเธอเป็นแบบนี้ งั้นเราจบกันเลยดีกว่า แล้วโยนความผิดให้ว่า เพราะเธอผิด ฉันเลยต้องไป

ทำไมคนที่ถูก Gaslight ถึงลืมว่าตัวเองเป็นใคร

เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ไปเรื่อย ๆ คนที่ถูกกระทำจะเริ่มสูญเสียตัวตน ลืมว่าตัวเองเคยเป็นคนแบบไหน จำความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ เริ่มขาดความมั่นใจ

หนักกว่านั้นคือเริ่มโทษตัวเอง รู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของฉัน เพราะฉันทำแบบนี้ไง เขาถึงต้องไป

คนที่ทำ Gaslighting ได้เก่งมักอ่านบุคลิกภาพของเหยื่อออก รู้ว่าต้องเข้าทางไหน และคิดแผนไว้ตั้งแต่ก่อนจะเข้าหาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพิ่งมาคิดตอนคบกันแล้ว

คนแบบไหนถึงกลายเป็นคน Gaslight

คนที่มีพฤติกรรมนี้มักมีปัญหาทางบุคลิกภาพ หรือป่วยทางบุคลิกภาพอยู่แล้ว และมักเติบโตมาจากครอบครัวที่คาดเดาไม่ได้ ถูกทอดทิ้ง หรือไม่ได้รับความสนใจ

เมื่อโตขึ้น เขาจึงรู้สึกไม่ปลอดภัยกับตัวเองมาก รับมือกับความผิดหวังไม่ได้ จึงต้องคอยควบคุมทุกอย่างรอบตัว เพราะถ้าควบคุมได้ เขาจะคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

คนกลุ่มนี้มักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ดี เพราะเป็นคนฉลาด รู้วิธีอ่านคน แต่ไม่ได้แปลว่าคนไม่ฉลาดจะทำไม่ได้ แค่มีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า

Gaslighter ได้อะไรจากพฤติกรรมนี้

คำถามคือเขาได้อะไร สิ่งที่ได้คือการเอาอะไรสักอย่างมาปิดช่องว่างในใจตัวเอง เขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช่องว่างนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน

มีกรณีหนึ่งที่พิธีกรเล่าว่า คนที่มีคู่แล้วแต่ยังคบคนอื่น เพราะชอบความตื่นเต้น ไม่น่าเบื่อ แต่ความตื่นเต้นนั้นก็แค่ฝาท่อที่เอามาโปะหลุม หลุมยังอยู่เหมือนเดิม

เอาไปโปะหลุมฝาเดียวไม่พอก็แค่โปะหลาย ๆ ฝาแต่สุดท้ายหลุมมันก็ยังอยู่

เราจะรู้ได้ยังไงว่าโดน Gaslight จริง

จุดแยกที่ชัดที่สุดคือ ถ้าเรายังมีโมเมนต์ที่คิดว่า ฉันคิดแบบนี้ ฉันเป็นแบบนี้ ฉันจะแสดงออกแบบนี้ได้ แปลว่ายังไม่ได้ถูก Gaslight เพราะคนที่ถูกจริง ๆ จะฟังเสียงในใจตัวเองไม่ได้แล้ว

อีกอย่างคือดูว่ามี Pattern ซ้ำไหม ถ้าคบกันปกติไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน แล้วทะเลาะกันครั้งเดียวแล้วพูดขึ้นมา อันนั้นอาจไม่ใช่ Gaslighting แต่เป็นการ Manipulate ตอนมีปัญหา

รับมือยังไง และออกมาได้จริงหรือเปล่า

การรับมืออาจยากเกินไป เพราะถ้าเราสู้กลับ เขาจะหนีทันที แล้วโยนความรู้สึกผิดไว้ให้เรา สิ่งที่ทำได้จริงคือการตั้งหลักให้ดีก่อนเดินออกมา

คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ ความสัมพันธ์นี้ให้ความปลอดภัยจริงไหม ให้ความรักสม่ำเสมอจริงไหม เขาชื่นชมเราไว้ใจเรา เห็นอกเห็นใจเรา และเคารพเราจริงหรือเปล่า

คนที่ใช้การบงการจะขาดความเคารพที่แท้จริง เขาทำเหมือนเคารพ แต่เราไม่เคยสัมผัสได้ว่าถูกเคารพจริง ๆ

ข้อสุดท้ายที่พิธีกรเน้นคือ ให้ย้อนดูว่า ถ้าเราเดินออกไป ในมุมของเราเอง เราคิดว่าเราทำอะไรผิดไหม ถ้าข้อหนึ่งกับข้อสองชัดแล้วว่ามัน Toxic และไม่ได้ Healthy จริง ก็ไม่จำเป็นต้องแบกความผิดไว้คนเดียว

ถ้าโดนคนที่ Gaslighting เก่งจริง เขาไม่ได้ทำกับเรา 3 เดือน 6 เดือน แต่เป็นปี และหลุดออกมายากมาก ถ้าเป็นฝ่ายที่ทำเองก็ควรพบผู้เชี่ยวชาญได้เช่นกัน เพราะมันไม่ Healthy กับคนที่ถูกกระทำ และไม่ Healthy กับตัวเขาเองด้วย

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายจิตใจหรือคิดทำร้ายตัวเอง สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา