MBTI ตรงข้ามกัน แปลว่าเข้ากันได้ดีจริงหรือ
คู่ที่ MBTI ตรงข้ามกันทุกตัวไม่ได้แปลว่าจะเข้ากันได้หรือไม่ได้เสมอไป อย่างเจนกับแฟนที่ตรงข้ามกันตอนเด็กก็คบกันได้ แต่มาทะเลาะเรื่องวิธีตัดสินใจกันภายหลัง

คำถามที่ว่า MBTI ตรงข้ามกันแปลว่าเข้ากันได้ดีไหม เจนตอบจากประสบการณ์ตัวเองว่าคบกันได้แต่ก็ทะเลาะกันได้ โดยเฉพาะเรื่องวิธีตัดสินใจ เขากับแฟนตรงข้ามกันหลายตัวและเริ่มคบกันตอนเด็ก
เจนเล่าว่าตอนเรียนมีประโยคหนึ่งที่จำได้ คือตอนเด็กเรามักมีโอกาสเลือกคู่ที่ MBTI ตรงข้าม เพื่อหาชิ้นส่วนบางอย่างที่เราไม่มีในตัวเอง
แต่พออยู่กันนาน เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ทะเลาะกันเรื่องทำไมเธอตัดสินใจแบบนี้ ทำไมไม่คิด 1 2 3 ก่อน
MBTI คืออะไร แบ่งเป็นกี่ด้าน
แบมอธิบายว่า MBTI เป็นเครื่องมือวัดบุคลิกภาพ ช่วยบ่งชี้ลักษณะนิสัย จุดแข็ง และกระบวนการทางจิตใจที่ต่างกันในแต่ละคน
มันแบ่งออกเป็น 4 ด้าน แต่ละด้านมีสองขั้ว พอจับคู่กันจึงออกมาเป็น 16 รูปแบบ
I กับ E ต่างกันตรงไหน
I คือ Introvert รับพลังงานจากการอยู่คนเดียว อยู่กับตัวเองเงียบๆ ส่วน E คือ Extrovert รับพลังงานจากการพูดคุยกับคนอื่น
เจนบอกว่าคนเข้าใจผิดค่อนข้างเยอะว่าคนที่พูดคุยเก่ง ยิ้มง่าย ต้องเป็น E แน่ๆ แต่จริงๆ คนที่เป็น I ก็คุยได้ สร้างปฏิสัมพันธ์ได้เหมือนกัน
กลับกันคนที่เป็น E ก็ไม่ได้คุยได้ตลอดไป ต้องมีมุมพักบ้าง
มันเหมือนมือซ้ายมือข้างที่ถนัดกับมือข้างที่ไม่ถนัด
เจนเปรียบว่าเรามีทั้งสองข้าง แต่ข้างที่ถนัดคือตัวเด่น ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ อีกข้างมีอยู่แต่ไม่ค่อยได้หยิบมาใช้
S กับ N รับข้อมูลต่างกันยังไง
S หรือ Sensing ถนัดรับข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เน้นสิ่งที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ผ่านการทดลองมาแล้ว
N หรือ Intuition มองภาพรวม มองความสัมพันธ์และความหมายที่ซับซ้อนข้างใน มักมีจินตนาการสูงและมีไอเดียใหม่ๆ
เจนใช้คำว่าเหมือนมีกรอบกับไม่มีกรอบ แต่ย้ำว่ามันคือความเด่นกับไม่เด่น เรามีทั้งสองอย่าง
T กับ F ตัดสินใจจากอะไร
T หรือ Thinking ใช้เหตุผล ตรรกะ ความเป็นจริง และความยุติธรรมในการตัดสินใจ
F หรือ Feeling ใช้ความรู้สึกนำ ใช้หัวใจ ค่านิยม ผลกระทบทางจิตใจ และความเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น
P กับ J ต่างกันเรื่องการจัดการ
P หรือ Perceiving ชอบยืดหยุ่น เปลี่ยนแผนได้ ปรับตัวตามสถานการณ์
J หรือ Judging ต้องการแผนล่วงหน้า ต้องควบคุมได้ เจนบอกว่าคู่นี้เป็นเรื่องของการจัดการกับโลกภายนอก
ทำแบบทดสอบ MBTI เองเชื่อได้แค่ไหน
เจนเล่าว่าตอนแรกที่ทำแบบทดสอบรู้สึกว่ามันบอกอะไรไม่ได้ พอได้ไปเรียนจริงถึงเริ่มเห็นภาพว่าแต่ละตัววัดอะไร
การหาค่า MBTI ที่ถูกต้องมี 3 ส่วน ส่วนแรกคือทำแบบประเมินเพื่อดูแนวโน้ม
ส่วนที่สองคือประเมินตัวเอง ต้องทำพร้อมผู้สอน และทบทวนว่าในสถานการณ์ที่ไม่ถูกกดดัน เราตัดสินใจแบบนั้นเพราะอะไร
ส่วนที่สามคือเปรียบเทียบความแตกต่างของแต่ละขั้ว เช่น E กับ I ว่ามีพฤติกรรมย่อยอะไรบ้าง
แบมเสริมว่าการทำแบบทดสอบเองมีข้อจำกัด เพราะบางข้อเราอาจเลือกสิ่งที่อยากเป็นโดยไม่รู้ตัว
คู่ตรงข้ามกันทะเลาะเรื่องอะไร
เจนเล่าว่าตัวเองน่าจะเป็น Thinking มากกว่าที่คิด แต่แฟนเป็น Feeling ชัดเจน เวลาตัดสินใจเรื่องใหญ่จึงมีปัญหาว่าทำไมไม่คิด 1 2 3 ก่อน
ในทางกลับกัน เรื่องที่เจนคิดมากเกินไป พอไปถามแฟนกลับได้การซัพพอร์ตที่ดี ช่วยให้ไม่ต้องคิดวน
แบมมองว่าคู่ Thinking กับ Feeling อยู่ด้วยกันได้ เพราะช่วยกันคนละด้าน
รู้ MBTI ก่อนคบ ช่วยคัดกรองคนได้จริงไหม
เจนคิดว่าถ้าเราเลือกจาก MBTI ได้ มันจะช่วยลดความขัดแย้งและไม่ต้องเสียพลังงานในอนาคต
แต่คนที่ถูกเลือกก็ต้องรู้ MBTI ของตัวเองด้วย ไม่งั้นจะกลายเป็นการปฏิเสธกันจากตัวอักษร 4 ตัว
แบมเสริมว่าอย่าไปดูแค่ MBTI มิติเดียว ทุกอย่างตั้งแต่เกิด วันเดือนปีเกิด การเรียนรู้ ล้วนทำให้คนคนหนึ่งเป็นแบบนี้
MBTI เปลี่ยนได้ไหม
แบมบอกว่าตัวเองเป็นแบบเดิมมาตั้งแต่มัธยม ตามที่เรียนมา MBTI ไม่เปลี่ยน
เจนอธิบายว่ามันเป็นข้างถนัดกับข้างไม่ถนัด ขึ้นอยู่กับโหมดของเราตอนนั้นมากกว่า
เจนทิ้งท้ายว่าการรู้จักตัวเองเป็นเรื่องสนุก เพราะมันทำให้เราสงสัยและอยากรู้ต่อไป
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย