กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำไมยิ่งจับลมหายใจยิ่งหลุดไปไกลกว่าเดิม
การอยู่กับปัจจุบันไม่ได้แปลว่าต้องหยุดคิด และทางกลับมาก็ไม่ได้มีแค่ลมหายใจทางเดียว

ตั้งใจว่าจะทำงานให้เสร็จ แต่ทำได้สักพักมือก็ไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเอง ดูอะไรแป๊บหนึ่งก็เลื่อนไปดูอย่างอื่นต่อ งานบ้านค้างไว้ครึ่งทาง นั่งพักแล้วบอกตัวเองว่าเดี๋ยวค่อยลุกไปทำต่อ
ใน Learn and Share ตอนนี้ คนที่คุยกันทั้งสองคนยอมรับตั้งแต่ต้นว่าตัวเองก็เป็น และคำตอบของตอนนี้ไม่ใช่การสั่งให้หยุดคิด แต่คือการมีทางกลับมากกว่าหนึ่งทาง บางคนกลับมาทางลมหายใจได้
บางคนพอไปจับลมหายใจกลับยิ่งหลุดไปไกลกว่าเดิม เลยต้องกลับมาทางสัมผัสและการขยับตัวแทน
ทำไมยุคนี้เราอยู่กับอะไรได้ไม่นานเท่าเมื่อก่อน
ในรายการเรียกอาการของตัวเองว่าสมาธิสั้นเทียม คือไม่ได้เป็นมาแต่ไหนแต่ไร แต่มาจากพฤติกรรมที่ทำซ้ำทุกวัน ดูอะไรแป๊บเดียวแล้วเปลี่ยน ทำหลายอย่างพร้อมกันจนชิน บางคนกินข้าวไปทำงานไป
มีการพูดถึงภาวะที่ข่าวสารเยอะเกินกว่าที่เราจะรับและประมวลผลไหว กับอาการกลัวตกข่าวจนต้องคอยไถดูตลอดเวลา สองอย่างนี้ทำให้เวลาที่เราจะได้อยู่กับตัวเองเหลือน้อยลงเรื่อยๆ
ในตอนนี้ยังเล่าด้วยว่าถ้าอยู่กับหน้าจอเกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน สมองจะชินกับสีสันและภาพที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา พอต้องกลับไปอ่านหนังสือหรือทำงานบ้านที่ไม่มีอะไรมากระตุ้นขนาดนั้น มันเลยจดจ่อได้ยากกว่าเดิม
อยู่กับปัจจุบันแปลว่าต้องหยุดคิดหรือเปล่า
ไม่ใช่ ในรายการอธิบายว่ามันคือการรู้ว่าตอนนี้ข้างในเรามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และข้างนอกมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ทันทีที่โมโหเราก็รู้ ทันทีที่หิวเราก็ต้องรู้ ทันทีที่เสียใจเราก็ควรจะต้องรู้
เกณฑ์แบบนี้ใช้กับตอนไถโทรศัพท์ได้ด้วย คือรู้ว่ากำลังจะหยิบมันขึ้นมา รู้ว่าเห็นโพสต์นี้แล้วชอบ เห็นโพสต์นั้นแล้วไม่ชอบ เท่านี้ก็นับว่าอยู่กับปัจจุบันแล้ว
ไม่อยู่กับปัจจุบันแล้วมันเสียหายตรงไหน
อย่างแรกคือเราจะตามความคิดตัวเองไม่ทัน ในตอนนี้เล่าถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้ในอีกรายการหนึ่งว่า บางคนบอกว่าตัวเองดิ่งลงแบบไม่รู้สาเหตุ ทั้งที่จริงอาจจะแค่ไม่ทันความคิดของตัวเองเฉยๆ
อย่างที่สองคือคำที่เพื่อนในออฟฟิศหลุดออกมาแล้วทั้งคู่ชอบมาก คือคำว่าเหม่อลอย เพราะเวลาใจไม่อยู่กับตัว มันไม่ได้จบแค่งานไม่เสร็จ
ในตอนนี้มีคนเล่าว่าเคยขับรถอยู่ แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเหม่อเดินลงมาบนถนน ก่อนจะนึกขึ้นได้ กลับตัวไปยืนริมทาง แล้วยิ้มขอโทษ ถ้าจังหวะนั้นใกล้กว่านั้นหรือเร็วกว่านั้นสักนิด เรื่องคงไม่ได้จบแค่รอยยิ้ม
กราวด์ดิ้งมีกี่ทาง แล้วเราต้องใช้ทางไหน
ในรายการแบ่งไว้สามทาง คือโฟกัสลมหายใจ โฟกัสสัมผัส และโฟกัสการเคลื่อนไหวของร่างกาย โฟกัสสัมผัสหมายถึงรู้ว่าตอนนี้ร้อนตรงไหน หนาวตรงไหน นั่งท่านี้จนเริ่มเมื่อยหรือเริ่มเจ็บหรือยัง
ที่น่าสนใจคือทั้งคู่บอกตรงกันว่าทางลมหายใจใช้กับตัวเองไม่ได้ เพราะพอตั้งใจดูลมหายใจทีไร มันกลายเป็นการไปกำหนดลมหายใจทุกที แล้วก็ยิ่งหลุดไปไกลกว่าเดิม
แปลว่าเครื่องมือเดียวกันไม่ได้พอดีกับทุกคน
ถ้าเราไปที่อื่นหรือคิดอย่างอื่น ก็ให้เรารู้ว่าใจเราไปตรงนั้น
ประโยคนี้เปลี่ยนเกณฑ์ของการฝึกไปเลย เพราะการที่ใจหลุดไม่ได้แปลว่าทำผิด มันแค่แปลว่าถึงตาเรารู้ตัวแล้ว
เทคนิค 5 4 3 2 1 ทำยังไง
เป็นการดึงสติกลับมาด้วยประสาทสัมผัส ในรายการชวนคนฟังทำไปพร้อมกันตอนท้าย เริ่มจากหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออก จากนั้นไล่ไปทีละอย่าง
- มองว่าตอนนี้รอบตัวมีอะไรอยู่บ้าง เราอยู่ที่ไหน
- สัมผัสของรอบตัว เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ โต๊ะ หรือพื้นที่กำลังนั่ง
- ฟังว่ามีเสียงอะไร เสียงพัดลม เสียงแอร์ เสียงคนคุยกัน
- ดมกลิ่นรอบตัว
- นึกถึงรสชาติของสิ่งที่เพิ่งกินไปล่าสุด ถ้าไม่มี จะนึกถึงรสที่ชอบก็ได้
ทำจบแล้วไม่มีอะไรวิเศษเกิดขึ้น มันแค่พาเรากลับมาที่ห้องนี้ ที่เก้าอี้ตัวนี้ ในนาทีนี้
ฟังฉบับเต็มจากรายการ
ในคลิปยังมีช่วงที่คุยกันยาวเรื่องแนวคิดเซนกับการนั่งสมาธิแบบซาเซน บทสัมภาษณ์ของสตีฟ จ็อบส์ ที่เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ และอีกวิธีที่เพิ่งไปลองมาแล้วอยากแนะนำต่อ
คือซีรีส์ฝึกใจในเน็ตฟลิกซ์ที่เลือกได้ว่าจะฝึกสมาธิ พักผ่อน หรือหลับสนิท แล้วเลือกต่อได้อีกว่าจะเอา 3 นาที 5 นาที หรือ 10 นาที
ถ้ายังไม่รู้ว่าทางไหนเป็นของเรา ลองทีละทางแล้วดูว่าอันไหนทำแล้วไม่ต้องฝืน บทความนี้เล่าจากสิ่งที่คุยกันไว้ในรายการ ไม่ใช่การวินิจฉัย ถ้าใจไม่อยู่กับตัวจนกระทบการใช้ชีวิตติดต่อกันนาน การไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญจะช่วยได้มากกว่าฝึกเอง
เริ่มจากรู้ว่าตอนนี้ใจเราอยู่ตรงไหนก่อนก็พอ
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย