Alljit Blog
ออลล์จิต

จิตวิทยาคนขี้เผือก อยากรู้เรื่องคนอื่นเพราะอะไร

ความเผือกมีหลายระดับ ตั้งแต่ฟังเฉยๆ ไปจนถึงสอดแซะ เบื้องหลังของมันไม่ได้มีแค่ความอยากรู้ บางทีการนั่งฟังคนเล่าเรื่องชาวบ้านก็คือความเผือกที่เราไม่ยอมรับว่าตัวเองก็เป็น

จิตวิทยาคนขี้เผือก

ความเผือกไม่ใช่เรื่องน่าอายเสมอไป ทีมพิธีกรของออลล์จิตเปิดคลิปด้วยการยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองเป็นคนเผือกคนหนึ่ง อยากรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ไปหมด

แต่สิ่งที่พวกเขาชวนคุยไม่ใช่การตำหนิความอยากรู้ของใคร มันคือการแยกว่าเผือกมีหลายระดับ ตั้งแต่ฟังผ่านหูไปจนถึงสอดแซะ แล้วถามว่าเราเป็นเผือกแบบไหน

ทำไมคนเราถึงอยากรู้เรื่องคนอื่น

พิธีกรคนหนึ่งเล่าว่าเธอเผือกแบบไม่แอบ อยากรู้ก็คืออยากรู้ แต่เธอไม่สอดแซะใคร ถ้ามีคนมาเล่าเรื่องที่อยากฟังก็จะถามต่อว่า หรอ ทำไมมันเป็นแบบนั้น

ความอยากรู้แบบนี้ต่างจากการนินทาที่มีเจตนาทำร้าย มันคือความอยากเข้าใจว่าคนอื่นคิดอะไร ทำไมถึงทำแบบนั้น ซึ่งเป็นความอยากรู้ที่คนส่วนใหญ่มีติดตัว

ฉันก็เป็นคนเผือกคนหนึ่งแบบอยากรู้นั้นอยากรู้นี่

นั่งฟังคนนินทา ถือว่าเผือกไหม

คำถามนี้ถูกยกขึ้นมากลางคลิป พิธีกรตั้งข้อสังเกตว่าการนั่งฟังคนเล่าเรื่องชาวบ้าน กับตัวเราเป็นคนเผือกเอง มันเป็นสองสถานะที่ต่างกัน

ถ้าเรานั่งฟังอยู่ แล้วรู้สึกอยากรู้ต่อ ไม่ได้รู้สึกลำคาญหรือปล่อยให้ไหลผ่านหู นั่นก็ตอบได้ว่าตัวเราอยู่เลเวลไหน

มีคนเล่าว่าเธอฟังได้หมดทุกเรื่อง ถ้าอยากฟังก็จะตั้งใจฟัง แต่ถ้าตอนนั้นไม่อยากฟังก็จะทะลุหูไปเฉยๆ ไม่ได้ฝืน

คำว่าเล่าพื้นมาจากไหน

มีคอมเมนต์ในไลฟ์บอกว่าเล่าพื้นเท่ากับนินทา เป็นภาษาอีสาน พิธีกรหยิบคำนี้มาคุยกันแล้วก็ชอบ เพราะมันเป็นคำใหม่ที่ได้เรียนรู้จากคนดู

คำว่าเผือกเองก็ถูกเล่นกันหลายแบบ เผือกแบบใส่กะทิ เผือกแบบเข้มข้น เผือกแบบมีท็อปปิ้ง กลายเป็นมุกที่ทำให้เรื่องนี้เบาลง

คนขี้เผือกควรมีขอบเขตแค่ไหน

แม้พิธีกรจะมองความเผือกไม่ใช่เรื่องลบ แต่ก็ยอมรับว่านี่คือการเข้าข้างตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะเวลาเราเผือก เรามักรู้ตัวและเลือกที่จะเผือก

การรู้ตัวว่ากำลังเผือกเรื่องอะไร กับใคร และทำไมถึงอยากรู้ ช่วยให้เราหยุดได้ทันก่อนที่ความอยากรู้จะกลายเป็นการล้ำเส้นคนอื่น

คำแนะนำเรียนจิตวิทยาสำหรับคนที่ยังไม่รู้ตัวเอง

มีคนดูถามว่าอยากแนะนำอะไรคนที่กำลังจะเรียนจิตวิทยาไหม พิธีกรคนหนึ่งบอกทันทีว่าเธอตอบไม่ได้เพราะไม่ได้จบจิตวิทยามา จึงโยนคำถามไปให้คนที่เรียนมาโดยตรง

คนนั้นตอบว่าเขาไม่ชอบจิตวิทยาองค์กรเลย แต่ถ้าชอบจริงยังไงก็ไปรอด และถ้าลองเรียนแล้วพบว่าไม่ชอบ ก็ยังเปลี่ยนเอกได้ ไม่ใช่จุดจบของทุกอย่าง

เขายังเล่าด้วยว่าตอนเรียน เขาชอบอ่านสิ่งที่อาจารย์ให้มาก่อนเข้าคลาส เพราะพอเข้าคลาสแล้วจะรู้ว่าอาจารย์พูดถึงตรงไหน ข้ามตรงไหน และจดส่วนที่ไม่ได้อยู่ในเอกสารเพิ่ม

เคล็ดลับคือเตรียมตัวไปก่อนแล้วค่อยทบทวนอีกที มันทำให้ตามทันและจับประเด็นที่อาจารย์กำลังพูดได้ดีขึ้น

หมดไฟในการเรียนทำยังไง

มีนักศึกษาปีสองบอกว่าเรียนไปวันๆ เบื่อมาก พิธีกรชี้ว่าความเบื่อในห้องเรียนอาจไม่ได้เกิดกับทุกวิชา เราอาจเบื่อแค่บางวิชา

ถ้าหมดไฟเรื่องการเรียน ลองหาว่ามีกิจกรรมหรือวิชาไหนที่ยังปลุกความสนใจได้ หรือมีเพื่อนคนไหนที่ทำให้อยากไปมหาวิทยาลัย

เรื่องนี้ใช้กับการทำงานได้เหมือนกัน เพราะหมดไฟในที่ทำงานก็คล้ายกับหมดไฟในการเรียน หาว่าอะไรเติมไฟให้เราได้บ้าง

คนขี้เผือกใช้ MBTI อธิบายตัวเองได้ไหม

มีคนดูเล่าว่าผล MBTI ของตัวเองคือ INFJ พิธีกรตอบว่าเรื่องนี้ตอบยาก เพราะการประเมินที่ดีที่สุดคือให้คนที่รู้จักเราดีเป็นคนประเมิน

แต่ถ้าจะใช้แบบทดสอบทั่วไปก็ดูคร่าวๆ ได้ อย่าไปยึดติดหรือตัดสิทธิ์ตัวเองว่าต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น เพราะคำตอบในแบบทดสอบอาจเป็นสิ่งที่เราอยากเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราเป็นจริงๆ

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากรู้สึกเครียดหรือกังวลใจจนใช้ชีวิตลำบาก โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา