บาดแผลทางใจเจ็บได้ไม่ต่างจากแผลทางกาย ควรพบจิตแพทย์ตอนไหน
เราหาซื้อยาเองได้เมื่อปวดหัว แต่พอใจเจ็บกลับไม่มีใครกล้าไปหาหมอ ตอนนี้ชวนดูสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องดูแลจิตใจจริงจังแล้ว

เวลาปวดหัว เราเดินเข้าร้านขายยาแล้วบอกเภสัชกรได้เลยว่าปวดตรงไหน อยากได้ยาอะไร แต่พอใจเจ็บ หลายคนกลับไม่กล้าไปหาหมอ ไม่กล้าไปตรวจว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิตใจตัวเอง
อีฟ รัชรพร ศรีวิลัย นักจิตวิทยาคลินิก เล่าถึงความต่างนี้ในรายการออลล์จิต พอดแคสต์ ว่าแผลทางใจสร้างความเจ็บปวดได้ไม่ต่างจากแผลทางกาย เพียงแต่เรามองเห็นมันยากกว่า และมักเลือกที่จะรอให้มันผ่านไปเอง
ทำไมเราถึงไม่ยอมไปหาหมอทั้งที่ใจไม่สบาย
อีฟตั้งข้อสังเกตไว้สองแบบ แบบแรกคือเรามองว่าเรายังมีศักยภาพดูแลตัวเองได้ รู้ว่าความเครียดมาจากไหน และมีวิธีจัดการ เช่น พักก่อน ปล่อยวางไว้ แล้วค่อยกลับมาจัดการทีหลัง
แบบที่สองคือเราไม่ยอมรับว่าสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นกับเราจริง ๆ เราพยายามหลีกหนี เลี่ยงที่จะรู้ว่าใจตัวเองกำลังเป็นอะไร สองแบบนี้ต่างกันคนละเรื่อง แต่ผลลัพธ์ต่างกันมาก
ถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่สุขสบายทางด้านจิตใจแล้วเราไม่สามารถที่จะควบคุมหรือไม่สามารถที่จะจัดการกับมันได้ ลองสังเกตต่อว่ามันกำลังเข้ามากระทบอะไรในชีวิตประจำวันของเรา
อะไรคือสัญญาณว่าภาวะอารมณ์เริ่มไม่ปกติ
อีฟชี้ว่าคำว่าปกติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางช่วงเราอยากทำโปรเจกต์เยอะ อยากได้นู่นได้นี่ จับจ่ายใช้สอยมากกว่าปกติ ซึ่งอาจมาจากแรงบันดาลใจก็ได้
แต่ถ้าคนรอบข้างเริ่มเห็นว่าเราเปลี่ยนไป และตัวเราเองก็รู้สึกได้ว่าอารมณ์นั้นมันเกินกว่าที่เคยเป็น นั่นคือจุดที่ต้องหยุดดูตัวเอง
ภาวะอารมณ์กระทบการทำงานของเราตรงไหน
สัญญาณแรกที่อีฟให้ดูคือหน้าที่และฟังก์ชันของชีวิต ถ้าอกหักแล้วเศร้าจนไม่อยากไปโรงเรียน จดจ่อไม่ได้ หรือวัยทำงานเริ่มตื่นสาย ไปทำงานตรงเวลาไม่ได้ นั่นคือสัญญาณชัด
- งานง่าย ๆ ที่เคยทำได้ กลับรู้สึกว่ายากขึ้น
- เริ่มรับผิดชอบงานชิ้นเล็ก ๆ ให้เสร็จไม่ได้
- จดจ่อกับสิ่งที่ตรงหน้าได้น้อยลงกว่าเดิม
อีฟบอกว่านี่เป็นจุดที่ควรตระหนักกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยผ่านได้อีกต่อไป
เก็บตัวจนความสัมพันธ์เริ่มพัง
สัญญาณต่อมาคือความสัมพันธ์ อีฟหมายถึงความสัมพันธ์ในภาพกว้าง ไม่ใช่แค่แฟนหรือสามีภรรยา แต่รวมถึงเพื่อน เพื่อนร่วมงาน และคนใกล้ชิด
บางคนเคยออกไปเดินห้าง เจอผู้คนได้ แต่ตอนนี้แค่ได้ยินเสียงก็หงุดหงิด ไม่อยากออกจากบ้าน อยากมีพื้นที่ของตัวเองเพื่อสงบสติ
อีฟบอกว่าการอยากมีพื้นที่ส่วนตัวไม่ผิด แต่ถ้ามันมากเกินจนเพื่อนเริ่มถามว่าเธอเปลี่ยนไปทำไม หรือเราเริ่มรู้สึกว่าการไปกับเพื่อนเสียเวลา นั่นคือสัญญาณที่ต้องใส่ใจ
ดูแลตัวเองน้อยลงคือสัญญาณที่มองข้ามบ่อย
อีกอย่างที่อีฟให้สังเกตคือการดูแลตัวเอง วันที่เศร้าหรือเครียดมาก ๆ หลายคนเริ่มไม่อยากล้างหน้า ไม่อยากอาบน้ำ ไม่อยากหวีผม และกิจกรรมที่เคยชอบก็เริ่มหายไป
อีฟเล่าว่าบางคนเคยไปคาเฟ่ทุกเสาร์อาทิตย์ แต่พอภาวะอารมณ์เข้ามา กลับรู้สึกเหนื่อยที่จะตื่นขึ้นมาใช้ชีวิต เหนื่อยที่จะก้าวขาออกจากบ้านไปทำสิ่งที่เคยชอบ
การอยากมีพื้นที่ของตัวเองเพื่อทำให้ตัวเองสงบเป็นเรื่องที่ดี แต่ทำอะไรก็ตามที่มันมีมากเกินไปจนคนรอบข้างเริ่มสังเกตได้ นั่นต้องตระหนักแล้ว
ต้องแย่แค่ไหนถึงควรพบจิตแพทย์
คำถามนี้คือคำถามที่อีฟได้ยินบ่อยที่สุด และคำตอบของเธอคือเราไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงจุดนั้น การไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้สาย
อีฟเล่าว่าในสังคมไทยตอนนี้มีคนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ได้เพราะจัดการไม่ได้ แต่เพราะอยากให้มันดีขึ้นกว่าเดิม
ยังมีอีกกลุ่มที่มาอยากรู้จักตัวเอง อยากเข้าใจบุคลิกภาพของตัวเอง อยากเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าในตัวเอง พวกเขาไม่ได้รอให้จิตใจแย่ลงก่อนจึงไป
ทำไมการดูแลจิตใจสำคัญพอ ๆ กับกาย
อีฟเทียบให้เห็นภาพว่าเราตรวจสุขภาพร่างกายทุกหนึ่งปีหรือสามปี กินอาหารดี ๆ ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจก็ต้องการการดูแลแบบเดียวกัน
เธอชวนให้ลองมองตัวเองในอีกหนึ่งปี สามปี ห้าปีข้างหน้าว่า ถ้าปล่อยไว้เรื่อย ๆ เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเราจะยังรับไหวกับอารมณ์เดิม ๆ ที่หนักขึ้นทุกวัน
ความเศร้าจากการอกหักที่วันนี้เราคิดว่ารับไหว ในอีกสามปีข้างหน้าอาจไม่ใช่แบบนั้น และการรอให้ถึงวันนั้นอาจสายเกินกว่าจะเริ่มดูแล
บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากรู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญภาวะที่ยากจะรับมือ สามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย