Alljit Blog
ฟังก่อนนอน

พลังงานน้อยเพราะกลัวการเข้าสังคม Social Anxiety ต่างจากขี้อายยังไง

ความกลัวการเข้าสังคมทำให้เราหมดพลังแม้อยากมีเพื่อน มาดูว่า Social Anxiety ต่างจากโรคกลัวสังคม ขี้อาย และอินโทรเวิร์ตตรงไหน

พลังงานน้อย เพราะกลัวการเข้าสังคม Social Anxiety

ถ้าทุกครั้งที่ต้องออกไปเจอคนแล้วรู้สึกไม่สบายใจ อยากหนีกลับบ้าน หรือแม้แต่คุยกับเพื่อนสองต่อสองก็ยังเกร็ง คำถามคือความกลัวนั้นคืออะไรกันแน่

เรื่องนี้แยกเป็นสองอย่างที่คนชอบใช้ปนกัน คือ Social Anxiety กับ Social Anxiety Disorder หรือโรคกลัวสังคม สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และการรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนช่วยให้เราวางแผนชีวิตได้ตรงกว่าเดิม

Social Anxiety กับโรคกลัวสังคมต่างกันยังไง

Social Anxiety คือความกลัวสถานการณ์ทางสังคมว่าตัวเองจะพูดหรือทำอะไรให้ขายหน้า จุดโฟกัสอยู่ตรงนั้น

ส่วน Social Anxiety Disorder หรือ Social Phobia กว้างกว่านั้นมาก คือกลัวการติดต่อกับมนุษย์ทุกแบบ ครอบคลุมทุกการพูดคุย

คำว่า phobia มีความหมายเฉพาะในตัวมันเอง หมายถึงความกลัวต่อบางสิ่งอย่างเจาะจง ซึ่งอาจเป็นสถานการณ์ สิ่งของ หรือกิจกรรม

สิ่งที่ทำให้โรคกลัวสังคมหนักกว่า Social Anxiety ทั่วไปคือความกลัวนั้นสม่ำเสมอ กลัวตลอด เจอเหตุการณ์สังคมแบบไหนก็กังวลไปหมด และความกลัวนั้นไม่สมเหตุสมผล คือหาสาเหตุชัด ๆ ไม่ได้ว่าทำไมถึงกลัว

โฟเบียเนี่ยมักจะใช้ต่อท้ายคำอื่น ๆ อย่างเช่น นิกโตโฟเบีย ที่เป็นกลัวความมืด ฟิโรโฟเบีย กลัวความรัก

ขี้อายกับ Social Anxiety เหมือนกันไหม

ขี้อายเป็นความรู้สึกที่เกิดได้ในบางสถานการณ์ เช่น อายที่จะพรีเซนต์งาน หรืออายที่จะคุยกับคนแปลกหน้า ซึ่งมักมาจากความไม่มั่นใจในตัวเอง

แต่ขี้อายจะกลายเป็น Social Anxiety ได้ ถ้าเราขี้อายจนถึงจุดที่เริ่มหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้น แล้วเกิดความคิดกับตัวเองว่าเราด้อยเรื่องนี้ เราไม่มีความสามารถเรื่องนี้เลย

ขี้อายเฉย ๆ เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งผิดปกติ เรายังฝึกฝนตัวเองให้กล้าขึ้นได้ในวันหนึ่ง แต่ถ้าเริ่มหลีกเลี่ยงและมองตัวเองแย่ลงเรื่อย ๆ นั่นคือคนละเรื่องแล้ว

Introvert กับ Social Anxiety ต่างกันตรงไหน

ทั้งคู่อยากอยู่คนเดียวเหมือนกัน แต่ต่างกันที่จุดประสงค์

Introvert อยากอยู่คนเดียวเพราะต้องการชาร์จพลังและหันกลับมาสนใจโลกภายในตัวเอง ทั้งความคิด ความรู้สึก อารมณ์

Social Anxiety อยากอยู่คนเดียวเพราะกลัวและกังวล ทำให้ไม่อยากคุยกับใคร และไม่ได้มีความสุขกับการอยู่กับตัวเองด้วย

บทความจาก MHA National แยกความต่างไว้ว่า Social Anxiety จะรู้สึกแย่ตั้งแต่เริ่มกิจกรรม หรือแค่คิดวางแผนก็แย่แล้ว

  • Introvert ต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อ Recharge ถือเป็น Self-Care แต่ Social Anxiety หลีกการเข้าสังคมเพราะกลัว เป็น Self-Protection
  • Social Anxiety ยกเลิกแพลนแม้เป็นกิจกรรมที่อยากทำ จนพลาดโอกาสดี ๆ ส่วน Introvert มี sense อยู่แล้วว่ากิจกรรมนี้ดีกับเขาหรือเปล่า
  • Social Anxiety อาจหลีกเลี่ยงการพบคนใหม่ ๆ แม้จะเจอคนที่คุยด้วยสนุก เพราะความกลัวรั้งไว้ ส่วน Introvert เปิดรับคนใหม่ได้ตามเงื่อนไขของตัวเอง
  • อยู่คนเดียวช่วยบรรเทาความกังวลของ Social Anxiety ได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ทำให้รับมือกับการเข้าสังคมครั้งหน้าดีขึ้น

เคยมีโมเมนต์กลัวการเข้าสังคมกันไหม

พิธีกรเล่าว่าตอนลงเรียนวิชาที่มีเพื่อนในเอกเยอะแต่ไม่มีเพื่อนในกลุ่มเลย จะไม่ค่อยกล้าเข้าหาใคร แต่โชคดีที่ปีสามมีวิชาหนึ่งที่อยากเรียนแล้วไม่มีเพื่อนไปด้วย พอเลือกไปคุยกับคนนอกกลุ่ม เขาเป็นคนนิสัยดีมาก ทำให้การเรียนและงานกลุ่มสนุกไปได้

กลับกัน วิชาที่มีคนจากทุกคณะทุกเอกปนกัน กลับไม่กลัวเลย เพราะคิดว่าคนอื่นก็ไม่มีเพื่อนเหมือนกัน งั้นมานั่งด้วยกันเถอะ

ช่วงหนึ่งเธอสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายเป็นโรคกลัวสังคมไหม เลยเข้าไปอยู่ในกลุ่มซัพพอร์ต แล้วพบว่าคนที่อยู่ในขั้นเป็นโรคจริง ๆ มีปัญหาแม้แต่จะสั่งอาหาร ซื้อของ หรือคุยโทรศัพท์ จึงเข้าใจว่าตัวเองยังไม่ถึงตรงนั้น แค่อาจใช้เวลาปรับตัวนานกว่าคนอื่น

อีกคนเล่าว่ากลัวทุกการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ตั้งแต่ย้ายชั้น ย้ายที่เรียน จนถึงทำงาน ต้องคอยคิดว่าจะมีเพื่อนไหม จะเข้ากับเขาได้ไหม จะชวนคุยยังไงไม่ให้ดูฝืน

ถ้ากลัวมากจนกระทบชีวิต ควรทำยังไง

จุดที่ต้องสังเกตคือเมื่อความกลัวเริ่มทำให้การใช้ชีวิตเสียไป เรียนไม่ได้ ทำงานไม่ได้ นั่นคือสัญญาณว่าไม่ใช่แค่ความกลัวทั่วไป

ศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล อธิบายว่าโรคกลัวสังคมคือโรคประหม่าเกินเหตุในสถานการณ์ที่ต้องพูดคุยหรือพบปะผู้คนที่ไม่คุ้นเคย ถูกคนเยอะ ๆ จ้องมอง หรือต้องทำกิจกรรมต่อหน้าสาธารณะ จะใจสั่น มือสั่น หน้าแดง

คนทั่วไปตื่นเต้นในสถานการณ์แบบนี้ได้ แต่ก้าวข้ามผ่านไปได้ ส่วนคนที่เป็นโรคกลัวสังคมจะผ่านตรงนี้ไปไม่ได้ และเป็นแทบทุกสถานการณ์

อีกจุดสำคัญคือเมื่อความกลัวที่อยู่ในความคิดล้นออกมาเป็นอาการทางร่างกายจริง ๆ นั่นแปลว่ามันหนักมากแล้ว

รับมือกับตัวเองและคนรอบข้างยังไง

วิธีแรกคือการสื่อสาร เพราะคนรอบข้างอาจตีความว่าเราไม่ชอบเขา หรือเขาไปทำอะไรให้ แต่จริง ๆ เราแค่เหนื่อยหรือกังวล

ไม่จำเป็นต้องบอกว่าตัวเองเป็นโรคหรือมีภาวะอะไร แค่บอกว่าวันนี้รู้สึกเหนื่อย ขอกลับไปพักคนเดียวสักครู่ และไม่ใช่เพราะเขา

วิธีที่สองคือทำความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย คนที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร อีกคนไม่เข้าใจเพราะอะไร การเปิดใจถามตรง ๆ อาจทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นได้

ถ้าเป็นคนใกล้ตัวที่ยังไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร ลองเปิดใจบอกไปตรง ๆ ว่าเราเป็นแบบนี้ แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้สนิท ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายทั้งหมด

สร้างความมั่นใจทีละก้าวได้ยังไง

มีวิธีที่พูดถึงในตอนนี้คือการสร้างชัยชนะเล็ก ๆ ใกล้ตัว เพื่อเพิ่มความนับถือตัวเอง ค่อย ๆ พาตัวเองเข้าสังคมทีละนิด

อีกข้อคือสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะยาวกับเป้าหมายรายวัน ยอมรับว่าเราเปลี่ยนตัวเองในวันเดียวไม่ได้ ลองบอกตัวเองว่าแค่วันนี้ก็พอ

การเตรียมพร้อมทำในสิ่งที่กลัวไม่ใช่การทำอะไรอันตราย แต่คือการตั้งเป้าที่จับต้องได้ เช่น เรียนให้จบตามแผน และค่อย ๆ ฝึกเข้าสังคมไปด้วย

ข้อสุดท้ายคือเปิดใจกับคนที่ไว้ใจ การเก็บความกังวลไว้ทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นเรื่องยาก แต่ต้องเลือกคนให้ถูกจริง ๆ ถ้ารอบตัวยังไม่มีใคร ถ้าลองเปิดใจกับนักบำบัดก็ไม่ใช่เรื่องแย่

บทความนี้เรียบเรียงจากประสบการณ์และข้อมูลในรายการ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา ใครที่ความกลัวเริ่มกระทบชีวิตประจำวันจนอยู่ลำบาก ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เห็นทางชัดขึ้น

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา