อธิบายยังไงเขาก็ไม่เข้าใจ เพราะบางคำถามไม่ได้ถามเพื่อจะฟังคำตอบ
ที่เหนื่อยอาจไม่ใช่เพราะเราอธิบายไม่ดีพอ แต่เพราะบางคำถามถูกถามขึ้นมาเพื่อยืนยันคำตอบที่เขาคิดไว้อยู่แล้ว

ตอบไปแล้วทุกข้อที่เขาถาม เลือกคำอยู่นาน เรียบเรียงใหม่อีกรอบให้ชัดกว่าเดิม แล้วพอพูดจบก็รู้ได้เองจากสายตาเขาว่าไม่มีอะไรเข้าไปถึงเลยสักคำ
ในพอดแคสต์ ฮีลใจก่อนนอน ตอนนี้ มีประโยคที่ตอบเรื่องนี้ไว้ตรงมาก คือบางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยอาจไม่ใช่เพราะเราอธิบายไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะคนฟังยังไม่พร้อมที่จะฟัง ถ้าเป็นแบบนั้นจริง
การอธิบายรอบที่สิบก็ไปได้ไม่ไกลกว่ารอบแรก และสิ่งที่ต้องหาต่อก็ไม่ใช่คำที่ดีกว่านี้
อธิบายไปตั้งหลายรอบ ทำไมมันยังไปไม่ถึงเขา
เราสื่อสารกันได้หลายทาง ทั้งคำพูด การกระทำ สีหน้า น้ำเสียง บางทีไม่ได้พูดอะไรเลยก็ยังสื่อสารอยู่ดี แต่ไม่ว่าจะใช้ทางไหน ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าสิ่งที่เราตั้งใจส่งออกไป กับสิ่งที่อีกคนรับไว้ จะเป็นเรื่องเดียวกัน
พอเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมา คนที่ถูกเข้าใจผิดมักเป็นฝ่ายที่รีบอธิบาย พูดให้ชัดขึ้น เลือกคำให้ดีขึ้น ลงรายละเอียดให้มากขึ้น เพราะยังเชื่ออยู่ว่าถ้าเขาได้ฟังอีกสักนิดเขาน่าจะเข้าใจ
ความเชื่อนั้นแหละที่ทำให้เรายังอธิบายต่อ
หากเขาถาม แต่ไม่ได้รอฟัง ปากเปิด แต่หูและใจปิด
เจอคนแบบนั้นเข้า เสียงที่เราเปล่งออกไปด้วยความตั้งใจก็ไม่ได้เข้าหูเขาเลย ไม่ใช่เพราะเราพูดเบาไป และไม่ใช่เพราะเราเรียบเรียงไม่เก่งพอ
เขาถามเพื่อเข้าใจเรา หรือถามเพื่อยืนยันสิ่งที่คิดไว้แล้ว
เจตนาของคำถามแยกได้เป็นสองแบบ แบบแรกคือถามเพราะอยากเข้าใจ แบบที่สองคือถามเพื่อยืนยันความคิดที่มีอยู่ก่อนแล้ว สองแบบนี้หน้าตาเหมือนกันเป๊ะตอนที่มันออกจากปาก แต่ผลของมันคนละเรื่อง
ถ้าเป็นแบบแรก คำตอบของอีกคนมีสิทธิ์เปลี่ยนความคิดเราได้จริง ถ้าเป็นแบบที่สอง ต่อให้เขาพูดอีก 10 ครั้ง เราก็อาจไม่ได้ยินอะไรเลย
ก่อนจะถามใครสักคน มีคำถามหนึ่งที่ควรถามตัวเองก่อน
ถ้าเขาตอบในสิ่งที่เราไม่อยากได้ยิน เราจะยังฟังเขาอยู่ไหม
ถ้าคำตอบคือไม่ คำถามนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจใคร มันแค่รอให้อีกคนพูดประโยคที่เราเขียนไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว
เข้าใจกับเห็นด้วย ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
คนฟังจะคิดต่างก็ได้ จะเลือกทางของตัวเองก็ได้ จะรู้สึกไม่เหมือนเราเลยก็ได้ สิ่งที่ขอมีอย่างเดียวคือฟังคำตอบให้จบก่อนจะตัดสิน
เพราะเราไม่ได้อธิบายเพื่อจะชนะ
ความเข้าใจผิดครั้งเดียว มันลามไปได้ไกลแค่ไหน
มันลามไปเป็นทอดๆ จากหนึ่งประโยคกลายเป็นความเข้าใจผิด จากความเข้าใจผิดกลายเป็นทัศนคติที่มีต่อกัน แล้วทัศนคตินั้นก็กลายเป็นพฤติกรรมที่เราปฏิบัติต่อกันจริงๆ
มันไม่ได้จบในวันเดียวด้วย ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกระเพื่อมต่อไปได้เป็นวัน เป็นเดือน จนวันหนึ่งสองคนเจ็บอยู่กับเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ไม่เคยมีใครเข้าใจมันจริงๆ ตั้งแต่แรก
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าถึงเวลาวางคำอธิบายลง
ไม่มีใครบอกให้เลิกอธิบายตั้งแต่ต้น แต่มีจุดหนึ่งที่เราทำครบแล้ว คือตอบไปเต็มที่ พูดในสิ่งที่รู้สึก บอกความจริงของเราออกไปหมดแล้ว จากตรงนั้นไปไม่มีใครควบคุมได้อีกว่ามันจะไปถึงใจอีกคนหรือเปล่า
สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดหลังจากนั้นอาจไม่ใช่การอธิบายให้มากขึ้น แต่เป็นการวางคำตอบนั้นลง แล้วหันกลับมาถามตัวเองแทนว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไงกับเรื่องนี้กันแน่
- เหนื่อยไหม กับการอธิบายเรื่องนี้รอบที่ร้อย
- คุ้มไหม ที่ต้องเสียเวลากับคนนี้ เรื่องแบบนี้
- ที่ผ่านมาเรามัวแต่ฟังเสียงของคนอื่น จนไม่ได้ยินเสียงเล็กๆ ในใจตัวเองหรือเปล่า
ไม่ต้องรีบตอบก็ได้ ในรายการย้ำด้วยซ้ำว่าไม่ต้องรีบพิสูจน์ตัวเองกับใคร แค่หยุดสักพักแล้วตอบตัวเองอย่างคนที่คิดมารอบคอบแล้วก็พอ
ฟังฉบับเต็มจากรายการ
ในคลิปยังมีช่วงที่ชวนนับว่าเราใช้ชีวิตด้วยการถามคนอื่นเยอะแค่ไหน ถามว่าเราดีพอไหม ถามว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ถามว่าความสัมพันธ์นี้ยังมีความหมายอยู่หรือเปล่า
แล้วถามแม้กระทั่งว่าที่เรารู้สึกอยู่มันมากเกินไปไหม กับอีกท่อนที่นิยามการฟังที่ดีไว้ว่าไม่ใช่การเงียบรอให้ถึงตาตัวเองพูด แต่คือการยอมวางความคิดของตัวเองลงชั่วคราว แล้วเปิดพื้นที่เล็กๆ ให้ความจริงของอีกคนได้เข้ามาบ้าง
คืนนี้ถ้ายังมีเรื่องที่ค้างอยู่ ลองวางคำอธิบายลงก่อน แล้วเอาเวลาที่จะใช้อธิบายรอบหน้า มานั่งฟังคำตอบของตัวเองสักรอบ บทความนี้เก็บความมาจากรายการเพื่อชวนคิด ไม่ใช่การวินิจฉัยว่าใครเป็นอะไร
และถ้าคืนไหนมันหนักจนไม่ไหวจริงๆ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
คำตอบยังไม่ต้องถูกก็ได้
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย