คนพลังงานน้อย หมดพลังใจง่าย เกิดจากอะไร แก้ยังไง
ร่างกายแบตเหลืองแบดแดงเหมือนเครื่องจักรที่ชาร์จไม่เต็ม เป็นเพราะเราติดหนี้การนอนสะสมมานานหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน บทความนี้ชวนสำรวจสาเหตุและวิธีคืนพลังให้ตัวเองแบบไม่ฝืน

ถ้ารู้สึกว่าร่างกายและจิตใจแบตเหลืองแบดแดงเหมือนเครื่องจักรที่พร้อมจะดับได้ทุกเมื่อ การใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวันก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที สภาพแบบนี้มีชื่อเรียกง่ายๆ ว่าการติดหนี้การนอน
มันเกิดจากการที่เรานอนน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ แล้วค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย ยิ่งนอนน้อยลงเท่าไหร่ หนี้ก้อนนี้ก็ยิ่งพอกพูน จนวันหนึ่งรู้ตัวอีกทีร่างกายก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ติดหนี้การนอนคืออะไร รู้ได้ยังไงว่าตัวเองเริ่มเป็น
พิธีกรในคลิปอธิบายว่าถ้าเราต้องการนอน 8 ชั่วโมง แต่ทำได้แค่ 6 ชั่วโมงทุกคืน ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เราจะสะสมหนี้การนอนเทียบเท่ากับการอดนอนไปแล้ว 14 ชั่วโมง และถ้าทำต่อเนื่องเป็นเดือน ตัวเลขอาจแตะ 28 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ
แต่จะบอกตายตัวว่าต้องนอนต่ำกว่ากี่ชั่วโมงถึงเรียกว่าติดหนี้คงไม่ได้ เพราะแต่ละคนต้องการเวลานอนต่างกัน บางคน 6 ชั่วโมงก็สดชื่น บางคนต้อง 7 หรือ 8 วิธีสังเกตง่ายที่สุดคือดูว่าเรานอนกี่ชั่วโมงแล้วตื่นมาสดชื่น
บางทีเรารู้นะว่าร่างกายต้องการนอนกี่ชั่วโมง รู้ทั้งรู้ แต่ก็สะสมหนี้ไปเรื่อยๆ
พิธีกรคนหนึ่งเล่าว่าตัวเองนอน 7 ชั่วโมงแล้วกำลังดี ตื่นมาแบบสดชื่น แต่ถ้าน้อยกว่านั้นจะสังเกตได้ชัดเลยว่าเคืองตา เหมือนมีทรายอยู่ในตา ลืมตาไม่ขึ้น แถมยังปวดท้องมวนท้องและอยากอาเจียนอีกด้วย
นอนดึกเพื่อล้างแค้น กับนอนไม่หลับ ต่างกันยังไง
มีภาวะใกล้เคียงที่ทำให้พลังงานน้อยได้เหมือนกัน อย่างแรกคือ Revenge Bedtime Procrastination หรือการนอนดึกเพื่อล้างแค้น เป็นการที่เราไม่ยอมนอนเพราะอยากใช้เวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่สนุกหรือผ่อนคลาย
พิธีกรคนหนึ่งเล่าว่าตัวเองเป็นแบบนี้บ่อย พออยู่บนเตียงแล้วดูซีรีส์ มันจะไปเรื่อยๆ เพราะตอนจบของแต่ละตอนทิ้งท้ายให้ค้างคาใจ พลาดไม่ได้ ต้องรีบดูให้จบ
อีกภาวะหนึ่งคือ Excessive Daytime Sleepiness ที่เกิดจากการนอนมากเกินไป ซึ่งตรงข้ามกับการนอนดึกเพื่อล้างแค้น แต่ก็ทำให้พลังงานน้อยได้เหมือนกัน
ส่วน Insomnia หรือโรคนอนไม่หลับกลางคืน แต่กลางวันง่วงมาก มักมาจากหลายสาเหตุ ทั้งความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ความเจ็บป่วยทางกาย หรือยาที่ใช้อยู่ ต่างจากการนอนดึกเพื่อล้างแค้นที่เราเป็นคนเลือกเอง
อะไรทำให้คนทำงานยุคนี้พักผ่อนไม่พอ
พิธีกรคนหนึ่งมองว่าปัญหาวัยทำงานคือความเหนื่อยล้า และความกดดันที่ต้องใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพหรือ Active Productive ซึ่งกลายเป็นค่านิยมไปแล้วในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความมาก
ทำงานเสร็จก็ยังต้องไปดำน้ำ ปลูกป่า ทำกิจกรรมอื่นอีก สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนใช้เวลาให้คุ้ม แต่ถ้ามากเกินพอดีก็ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอได้
อีกสาเหตุคือ Work Hard Play Harder การปาร์ตี้สังสรรค์หรือดูซีรีส์ที่ดูเหมือนผ่อนคลาย ถ้ามากเกินไปก็กินเวลานอนไปหมด
พิธีกรอีกคนเล่าว่าตัวเองใจอ่อนกับตัวเอง ชอบเล่นเกมระบายสีเพลินมาก จนบางคืนเล่นถึงตีสอง ทั้งที่ปกติเป็นคนนอนเร็ว และเคยตื่น 8 โมงครึ่งเป็นเวลาเดิม แต่พอเล่นเกมกลับตื่นสายโดยที่แสงหรือเสียงก็ปลุกไม่ขึ้น
นาฬิกาชีวิตเปลี่ยนเวลานอนได้ไหม
ร่างกายเราถูกติดตั้งนาฬิกาชีวภาพมาตั้งแต่เกิด คอยบอกเวลากินสามมื้อ นอนตอนไหน ตื่นตอนเช้า ซึ่งสัมพันธ์กับกลางวันกลางคืน
บางคนอาจคิดว่าจะเปลี่ยนไปนอนกลางวันแล้วใช้ชีวิตกลางคืนแทน แต่ทำไม่ได้ เพราะร่างกายถูกติดตั้งมาแบบนี้ ส่วนคนที่ต้องทำงานเป็นกะหรือ Shift Work ก็มีวิธีทดแทนได้ เช่น งีบหลับช่วงกลางวัน ออกกำลังกาย และกินอาหารที่มีวิตามินซีสูง
เพราะการอดนอนทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง
นอนน้อยสะสมนานๆ กระทบอะไรบ้าง
พิธีกรคนหนึ่งเล่าว่าพอไม่มีแรงก็ไม่มีกระจิตกระใจจะใส่ความตั้งใจลงไปในสิ่งที่ทำ ผลงานเลยไม่ค่อยได้ดั่งใจ จนกลายเป็นหงุดหงิดตัวเองและคนรอบข้างไปด้วย
อีกคนเล่าว่าคุยกับใครสักพักก็เริ่มเพลีย ยังคุยไม่จบเลย บางทีเพื่อนโทรมาหลายสายก็ไม่ได้รับเพราะหลับไปแล้ว จนเพื่อนพิมพ์มาถามว่ายังอยู่ดีไหม
ด้านร่างกายจะรู้สึกเมื่อย ไม่เฟรช เคลื่อนไหวช้าลง หน้าเมื่อย ปวดตา ด้านอารมณ์บางวันก็โมโนโทนไปเลย
ที่ชัดที่สุดคือสมองไม่ปลอดโปร่ง โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และสมาธิสูงอย่างการอัดพอดแคสต์ ยิ่งทำได้ยากมาก
เครียดจนนอนไม่หลับ จัดการยังไง
ความเครียดทำให้เราคิดวนกับเรื่องที่กังวล และถ้าหาทางออกไม่ได้ ความรู้สึกจะติดค้าง พอคิดไม่ออกก็ยิ่งนอนไม่หลับ กลายเป็นผลเสียต่อกันเป็นทอดๆ
มีวิธีจัดการที่พิธีกรยกมาจาก CDC ข้อแรกคือพักจากการเสพคอนเทนต์ที่หนักสมอง ทั้งข่าวเครียดๆ หรือโซเชียลมีเดียที่ทำให้กังวล ลองสร้างลิมิตให้ตัวเองหรือทำ Social Detox บ้าง
ข้อสองคือดูแลตัวเอง ทั้งออกกำลังกาย กินอาหารมีประโยชน์ และนอนหลับพักผ่อนให้พอ ข้อสามคือให้เวลาตัวเองทำสิ่งที่ผ่อนคลาย แต่ต้องระวังการนอนไม่เหมาะสม โดยเฉพาะงีบหลับเกินเวลา ซึ่งที่ดีคือ 15 ถึง 20 นาที
ข้อสี่คือเข้าร่วมกลุ่มที่สนับสนุนสิ่งที่เราเชื่อหรือชื่นชอบ เพราะการได้รับกำลังใจจากคนที่เจอเรื่องคล้ายๆ กันมันImpact มาก เช่น ตอนอกหักแล้วได้คุยกับคนที่อกหักเหมือนกัน คำที่เขาพูดจะรู้สึกว่าจริงและช่วยได้
ถ้าเราแชร์ออกไป อย่างน้อยเราก็โล่งไปเปลาะหนึ่ง และสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความคิดดีๆ ที่เราหาให้ตัวเองไม่ได้
อีกวิธีคือเขียนระบาย เพราะการเขียนทำให้ความคิดเป็นลำดับขั้นขึ้น นักจิตวิทยาหลายท่านก็ใช้วิธีนี้ให้คนไข้ระบายความรู้สึกของตัวเอง
และถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่เผชิญอยู่หนักเกินจะจัดการคนเดียว การหาคนที่ไว้ใจแล้วเล่าให้ฟังก็ช่วยได้ เพราะคนนอกอาจมองเห็นมุมที่เรามองไม่ชัด
บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากรู้สึกว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวกำลังทุกข์ใจจนรับมือไม่ไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย