Alljit Blog
คุยกับนักจิตวิทยา

เหนื่อย ท้อ อยากร้องไห้ อยากจบชีวิต รับมือยังไง

ความเหนื่อยกายและเหนื่อยใจที่มาพร้อมกันทำให้บางคนคิดอยากจบชีวิต ฟังวิธีกลับมาดูแลตัวเองทีละก้าวจากนักจิตวิทยาคลินิก

เหนื่อย ท้อ อยากร้องไห้ จนใจไม่อยากอยู่ต่อ..

ความรู้สึกเหนื่อยจนอยากหนีทุกอย่างไป ไม่อยากเผชิญกับอะไรอีกต่อไป เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอหรือผิดปกติ

อีฟ รัชดาพร ศรีวิลัย นักจิตวิทยาคลินิก เล่าว่าเวลาคนเราเหนื่อยมากๆ บางคนเลือกออกจากความฝันที่ตั้งใจไว้ บางคนยังอดทนต่อสู้ต่อ แต่ก็มีอีกหลายคนที่คิดอยากจบชีวิตเพื่อจบปัญหาของตัวเองลงไปตรงนั้น

คำถามคือ แล้วเราจะรับมือกับความเหนื่อยท้อแบบนี้ยังไง โดยไม่ปล่อยให้มันพาเราไปถึงจุดที่คิดว่าไม่อยากอยู่ต่อ

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ยังไงก็ต้องลุกขึ้นมาสู้นะคะ

เหนื่อยกายกับเหนื่อยใจต่างกันยังไง

ความเหนื่อยที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ ไม่ได้หมายถึงแค่ร่างกายอ่อนล้า แต่มันรวมความเหนื่อยใจ ความท้อใจ และความหดหู่ในจิตใจเข้าไปด้วย

พอสองอย่างมาพร้อมกัน ตัวเราเองก็อาจแบกรับไม่ไหว แล้วเริ่มรู้สึกว่าถอยออกมาดีกว่า มองไปข้างหน้าก็ไม่เห็นอนาคตที่พาออกจากตรงนี้ได้

นอน 8 ชั่วโมงแล้วยังเหนื่อย เพราะอะไร

วิธีที่ง่ายที่สุดคือกลับมาสำรวจตัวเองว่าที่ผ่านมาเราเหนื่อยร่างกายหรือเปล่า พักผ่อนเพียงพอไหม กินอาหารที่มีประโยชน์ไหม ได้ขยับร่างกายให้ฟื้นฟูบ้างไหม

การนอน 8 ชั่วโมงเต็มอย่างมีคุณภาพช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ถ้าอยู่บนที่นอน 8 ชั่วโมงแล้วนอนหลับจริงๆ ไม่มีคุณภาพ ความเหนื่อยล้าทางร่างกายก็ไม่ดีขึ้น

พอเหนื่อยกายบวกกับเหนื่อยใจ มันจะกลายเป็นความเหนื่อยล้าเต็มทน จนบางทีเราก็คิดว่าอยากจะจบชีวิตเพราะมองไม่เห็นหนทาง

ปัญหาชีวิตท่วมท้นจนท้อ เริ่มจากตรงไหน

บางครั้งปัญหาที่แก้ไม่จบ อุปสรรคที่ดูเยอะเกินกว่าจะก้าวข้าม ทำให้เราท้อและอยากหนีไปไกลๆ อยากหยุดไว้แค่นี้

เรื่องแบบนี้เกิดได้บ่อยกับการทำงานประจำ วิธีดูแลตัวเองคือกลับมารับมือกับความคิดด้านลบก่อน เพื่อให้สุขภาพจิตค่อยๆ ดีขึ้น

เริ่มด้วยการทำอะไรเพื่อตัวเอง ดึงตัวเองออกจากความเครียด หาเวลาออกกำลังกาย โฟกัสสิ่งใหม่ๆ หรือเขียนบันทึกประจำวันระบายความรู้สึก แล้วลองมองหาด้านบวกของปัญหาที่กำลังเจอ

การมองหาด้านบวกไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่มันเป็นวิธีที่ทำให้เราเติบโตขึ้นจากเรื่องที่เกิดขึ้น

สับสนว่าจะเลือกทางเดินชีวิตแบบไหนดี

มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่คนเรารู้สึกสับสนกับตัวเองว่าจะเลือกทางเดินแบบไหนดี คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่เจอความรู้สึกนี้

เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เราจึงเลือกทางเดินไม่ได้ วิธีคือกลับไปที่จุดเริ่มต้นของความสับสน กลับไปที่เป้าหมายที่เราวางไว้ก่อนหน้า

ลองมองว่าความสับสนนั้นมีกี่ทางเลือก แล้วเอาความคิดแต่ละทางมาชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย ถ้าเลือกทางนี้แล้วเราจะเห็นตัวเองเป็นแบบไหน

คำถามสำคัญคือ ถ้าเราเห็นตัวเองเป็นแบบนั้น เราจะชอบตัวเองไหม ลองมองภาพตัวเองในอีก 1 ปี 3 ปีข้างหน้า กับทางเลือกที่ตัดสินใจ มันจะช่วยลดความสับสนและทำให้เลือกได้อย่างมีสติมากขึ้น

อย่าใจร้อน ค่อยๆ ไปกับตัวเองทีละก้าว ไม่ต้องหาทางลัดไปสู่ความสำเร็จ เพราะบางทีทางลัดทำให้เราเลือกเส้นทางที่ไม่เหมาะกับตัวเอง

แบกรับความรับผิดชอบจนอยากปล่อยทุกอย่าง

ถ้ารู้สึกว่ากำลังแบกรับปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเอง หนักอึ้งจนอยากปลดทุกอย่างทิ้ง วิธีที่ช่วยได้คือกลับมาจัดลำดับความสำคัญในชีวิต

ถามตัวเองว่าอะไรที่เราควรรับผิดชอบ อะไรที่เป็นเรื่องของคนอื่น และอะไรที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเราเลย แล้วเอาตัวเองออกจากตรงนั้น

  • ค่อยๆ ลงมือทำทีละอย่าง
  • ถ้าเรื่องหนึ่งเสร็จแล้วก็ไปเรื่องต่อไป
  • เรื่องที่ไม่จำเป็นก็ปล่อยวาง
  • ถ้ามีคนขอความช่วยเหลือตลอดเวลาแล้วเราเหนื่อย ก็ถอยออกมาได้

หลายคนรู้สึกผิดถ้าไม่แบกรับทุกอย่าง แต่การไม่แบกทุกอย่างไว้คนเดียวอาจทำให้เรามีสุขภาพใจที่ดีกว่าเดิม

โทษตัวเองเรื่องที่ผ่านมาแล้วทำไมยิ่งแย่ลง

บางคนเวลาเกิดเรื่องกับคนใกล้ชิด กลับมานั่งโทษตัวเองว่ามันเป็นเพราะเรา ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้

การโทษตัวเองไม่ได้ช่วยให้ก้าวผ่านตรงนั้นไปได้ มีแต่จะทำให้เราหล่นลงไปเรื่อยๆ และรู้สึกท้อเหนื่อยกับอนาคตที่มองไม่เห็นว่าเมื่อไหร่จะจบ

ลองทบทวนว่าอะไรที่ผ่านมาแล้ว ถ้ากลับไปแก้ไขไม่ได้ก็ปล่อยให้มันผ่านไป เอาข้อผิดพลาดตรงนั้นมาสร้างใหม่ และจำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองเกิดจากตัวเราเอง

ล้มแล้วยังลุกไม่ได้ ทำยังไง

คนเราล้มได้และลุกขึ้นได้ ถ้าวันนี้ยังลุกขึ้นเดินต่อไม่ได้ ก็ค่อยๆ คลานไปแบบนั้นก่อน

วันที่เราค่อยๆ คลานแล้วเริ่มมีพละกำลังที่จะลุกยืนอีกครั้ง เราก็แค่ค่อยๆ ทำมัน ไม่ได้แปลว่าเราจะลุกขึ้นไม่ได้เลย

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครดูแลตัวเราเองได้เท่ากับตัวเราเอง

อนาคตของเราอาจจะยังมองไม่เห็นว่าปัญหาที่เจอจะจบเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ทำได้คือกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับปัจจุบันให้มากที่สุด

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากรู้สึกอยากทำร้ายตัวเองหรือคิดจบชีวิต โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา