Alljit Blog
อ่านทั้งกลุ่ม เบื่องาน ไม่อยากไปทำงาน ทำไงดี
Learn & Share

Busy Culture ต้องทำตัวเราให้ยุ่งแค่ไหนถึงจะรู้สึกพอใจ

Busy Culture

Busy Culture เมื่อสังคม บีบบังคับให้ยุ่ง เพราะถ้าถ้าอยู่เฉยๆ = ขี้เกียจ  งานเสร็จหมดแล้ว เคลียร์ของล่วงหน้าก็แล้ว

แต่พอว่างงานเพราะเราจัดการงานของเราเสร็จแล้ว ทำไมรู้สึกว้าวุ่นใจจัง รู้สึกผิด อยากยุ่ง ๆ เข้าไว้

ทำไมภาพลักษณ์ดู ยุ่ง = ดูดี 

ในปัจจุบันความยุ่งไม่ได้แค่ใช้อธิบายสภาวะ แต่ความยุ่งเป็นเสมือนใบประกาศเกียรติคุณ ใครยุ่งน้อยอาจถูกลดทอนว่าเป็นพวกไม่ยอมทำอะไร ในขณะที่คนยุ่งมากมักได้รับการยอมรับมากกว่า

เมื่อคนที่ทำงานเยอะ เป็นคนขยัน และได้รับคำชื่นชม ตรงกันข้าม คนที่มีเวลาว่างเยอะ หรือ ทำงานเสร็จเร็ว จะทำให้ดูขี้เกียจคนหลาย ๆ คนอาจไม่อยากดูแย่ในสายตาใครอยู่แล้วจึงต้องพยายามทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้

J Christine Kim ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกงในเกาลูน กล่าวว่า “เมื่อมีคนพูดว่าตัวเองกำลังยุ่ง มันทำให้พวกเขารู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาสำคัญ

และการปรากฏตัวของพวกเขามีความสำคัญต่อคนรอบข้าง” เราคิดว่าการทำตัวยุ่งทำให้ตัวเองมีค่า ไม่ว่าจะเป็นกับเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ครอบครัวหรือเพื่อนก็ตาม เราจะเห็นว่าเวลาของตนเองสำคัญที่สุดเสมอ

Busy Culture

การที่ทำตัวยุ่งตลอดเวลา ทำตัวเองให้มีอะไรทำตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงแล้วอาจไม่ได้ยุ่งอยู่ก็ได้ เพื่อภาพลักษณ์ และเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดที่ว่างงาน ซึ่งบางองค์กรก็เป็นคนปลูกฝังวัฒนธรรมแบบ busy culture

มาเพื่อกดดันตัวพนักงาน และให้พนักงานจับผิดคนว่างกันเองเหมือนกันนะ พออยู่กับความเป็น busy มาก ๆ อาจกลายเป็น toxic productivity ได้

มีคำอธิบายในจิตวิทยา ข้อมูลจาก salaryinvestor “Jaimie Bloch” นักจิตวิทยา และผู้อำนวยการคลินิก MindMovers Psychology ประเทศออสเตรเลีย อธิบายถึงอาการ “เสพติดงานยุ่ง” ไว้ว่า

เป็นภาวะที่ได้รับอิทธิพลมาจากฮอร์โมนโดปามีน (ฮอร์โมนแห่งความสุข)  คือ เมื่อเราทำงานเสร็จหรือบรรลุเป้าหมาย สมองจะปล่อยฮอร์โมนโดปามีนออกมา ซึ่งเราจะรู้สึกดี ทำให้บางคนอาจยึดติดกับความรู้สึกดีเหล่านี้

และอยากให้มันเกิดขึ้นซ้ำๆ กลายเป็นว่าเกิดการโหยหาความสุขนี้ซ้ำๆ และอีกหนึ่งปัจจัยอาจมาจากคนนั้นมีอาการของโรควิตกกังวล (Anxiety) ที่เกิดขึ้นได้บ่อยในวัยทำงาน

Idleness Aversion ภาวะเสพติคความยุ่ง 

แน่นอนการที่เราถูกกดดัน สร้างให้มีความเชื่อที่ผิด ๆ และตกอยู่ในวัฒนธรรมความยุ่ง หรือ Busy Culture ยิ่งยุ่งยิ่งดูดี ก็จะเป็นต้นต่อที่นำเราไปสู่ ภาวะหนึ่ง ที่เรียกว่า ภาวะเสพติดความยุ่ง คือ

ภาวะที่ผู้คนมีความสุข เมื่อพวกเขายุ่งมากขึ้น แม้ว่าเราจะถูกบังคับให้ยุ่ง จึงมีงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยชิคาโก้ บอกว่า ผู้คนอยากจใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า แต่ไม่แน่ว่ากิจกรรมที่เราทำอาจจะไม่ได้คุ้มค่าแบบที่เราตั้งใจไว้ 

สำรวจตัวเอง ยุ่งจริง หรือเสพติดความยุ่ง 

1.รู้สึกผิดเมื่อว่างงาน 

เนื่องจากการทำงานหนักกลายเป็นคุณค่าที่สื่อถึงความสำเร็จ และความ Productive ของสังคมชาวออฟฟิศ หลายคนจึงกดดันตัวเองให้ทำงานต่างๆ ให้สำเร็จอย่างต่อเนื่อง

กลายเป็นบรรทัดฐานที่ว่า “ยิ่งทำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น” หากปล่อยตัวเองให้ว่าง ก็มักจะเกิดความรู้สึกผิด ความละอาย ความวิตกกังวล  

2. “งานยุ่ง” เป็นสถานะทางสังคม :

สำรวจตัวเองว่าการที่เรายุ่ง ๆ อยู่นี้ เรายุ่งจริง หรือเพียงแค่ต้องการการยอมรับจากสังคมกันแน่  เพราะการที่สังคมยกย่องการทำงานหนัก ดังนั้นการทำตัวเองให้ยุ่งตลอดเวลา จึงทำให้รู้สึกว่ากำลังมีการยอมรับที่มากขึ้นจาก

สังคม และเชื่อว่ามันสามารถยกระดับสถานะทางสังคมได้ จนเข้าขั้นเสพติดงานยุ่ง อีกส่วนคือ คนที่เสพติดความยุ่งมักจะตอบปากรับคำกับงานทุกอย่างไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม  รับมาให้เยอะมากที่สุด

เพื่อที่จะได้ใจคนรอบข้าง แต่หากยุ่งจริง เขาจะใช้เวลาคิดไต่ตรอง ว่าจะรับงานนี้มาดีไหม จะสามารถทำได้ไหม ส่งได้ทันเวลาหรือไม่

3. การมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จที่เกินพอดี  

ชอบให้ตัวเองงานยุ่งตลอดเวลา เพราะรู้สึกว่าเป็นวิธีเดียวที่จะประสบความสำเร็จ เมื่อว่างขึ้นมาก็จะรู้สึกกระวนกระวายรู้สึกเหมือนเป็นความล้มเหลวรูปแบบหนึ่ง ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลและความเศร้า

อีกส่วนคือ คนเสพติดความยุ่งต้องการจะทำงานทุกงาน เพื่อให้ดูยุ่ง โดยลืมโฟกัสสิ่งที่สำคัญ หรืองานที่สำคัญไป  แต่คนที่ยุ่งจริง จะรู้ว่ายุ่งเพราะอะไร อะไรคือเป้าหมายในการยุ่งครั้งนี้

4. พยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์ด้านลบ 

บางคนมีปัญหาชีวิตส่วนตัวที่ยากลำบาก เช่น สูญเสียคนในครอบครัว เลิกกับแฟน ฯลฯ และไม่อยากเผชิญหน้ากับมัน จึงเลี่ยงปัญหานั้นด้วยการทำงานให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่อยู่ว่างๆ ในที่ทำงานก็จะเกิดความกังวล

5. มักบอกใคร ๆ ว่าตัวเองยุ่ง 

คนที่เสพติดความยุ่ง มักพูดเสมอ ๆ ว่าเขานั้นยุ่ง เพราะเบื้องหลังคำพูดนั้น ต้องการรู้สึกดีกับตัวเอง และให้คนอื่นรู้สึกดี และรับรู้ว่าตัวเองงานเยอะ ในอีกมุมหนึ่ง คนที่ยุ่งจริง จะไม่ค่อยพูดว่าตัวเองยุ่งมากเท่าใดนัก 

ยุ่งตลอดเวลาดีจริงไหม? ผลกระทบจากความยุ่ง (ข้อเสีย ของ Busy Culture )

1. สุขภาพกาย โหมงานหนักเกินไป จนไม่มีเวลาดูแลร่างกาย

2. สุขภาพจิต ความเครียดจากงานต่าง ๆทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้

3. การไม่ได้นอนหลับอย่างเพียงพอ

4. กดดันที่คนอื่นยุ่งแต่เราว่างงานจนตั้งคำถามว่าตัวเรามีคุณค่าไหม

5. ยุ่งจนไม่มีเวลาให้คนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อน

6. ลดความคิดสร้างสรรค์ งานวิจัยบอกว่า การที่เราทำตัวยุ่งตลอดเวลา จะลดความคิดสร้างสรรค์ของเรา

รักษาความบาลานซ์ ไม่ยุ่งจนเกินไป

1.แบ่งงานไว้ทำแบบไม่รวบตึง

แบ่งตารางการทำงานให้เป็นเวลา เพื่อที่จะได้ไม่ว่าง และมีเวลาในการทำงานจนครบตามเวลาการทำงาน 

2. จัดการทำงานของตัวเอง

 จัดลำดับความสำคัญของงาน ดูว่าช่วงนี้มีงานอะไร ต้องส่งช่วงไหน แบ่งงานไว้ทำเป็นส่วนๆ ไม่ต้องทำให้จบไวเกินไป มีงานมานั่งทำตลอด โดยไม่ต้องวุ่นวายหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองว่างจริงๆ ก็ได้  

3. หาเวลาให้ตัวเองได้ผ่อนคลายบ้าง

โดยร่วมแล้วเป็นเรื่องของการจัดสรรค์เวลา และวางแผน ในสำหรับคนที่งานเยอะจริง ๆ ควรจะหาเวลามาพักผ่อน ผ่อนคลายซักนิดด้วยเช่นกัน 

“ความยุ่งไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าเรามีคุณค่า หรือว่าสำเร็จ เพียงแค่เราต้องทำหน้าที่ และงานที่ได้รับอย่างเต็มความสามารถ ”

ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

ที่มา:

6 signs you are addicted to being busy and the reasons why

“มนุษย์เงินเดือน” เสพติดงานยุ่ง 

What is Idleness Aversion?

วัฒนธรรมแห่งความ ‘ยุ่ง’ 

คลิปต้นทาง

ต้องทำตัวเรา ให้ยุ่งแค่ไหน ถึงจะรู้สึกพอใจ Busy Culture

เผยแพร่คลิป

ดูคลิปต้นทางบน YouTube

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา