FOMO กลัวตกกระแส รับมือยังไงให้ใจสบายขึ้น
ความกลัวตกกระแสทำให้เราเช็คผลตอบรับวนไปและเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่เรื่อย มาดูกันว่าจะสังเกตตัวเองยังไงและมีวิธีไหนช่วยได้บ้าง

ความกลัวตกกระแส หรือ FOMO ไม่ได้จบแค่การรู้ข่าวช้ากว่าคนอื่น แต่มันลามไปถึงความกลัวว่าตัวเองจะไม่ดี ไม่เด่น ไม่มีสไตล์เท่าคนอื่นด้วย
ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ มันกลายเป็นความเครียดที่ผูกกับยอดไลก์และยอดแชร์ของเราโดยไม่รู้ตัว
FOMO กับ JOMO ต่างกันยังไง
FOMO คือ fear of missing out หรือความกลัวว่าตัวเองกำลังพลาดอะไรบางอย่างไป เป็นความกลัวที่ผูกกับสังคมและโซเชียลโดยตรง
อีกด้านหนึ่งมีแนวคิดที่ชื่อ JOMO ย่อมาจาก joy of missing out คือการปล่อยวางจากกระแสข่าวสารหรือเรื่องของคนอื่นบนโซเชียล ที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นกับชีวิตเราสักเท่าไหร่
เจโนอธิบายว่า JOMO ไม่ได้หมายถึงแค่ไม่ตามข่าว แต่รวมถึงการกล้าปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสังคมในบางเรื่อง และกล้าใช้เวลากับตัวเองมากขึ้นด้วย
มันคือการพูดแทนความรู้สึกของตัวเอง ความกังวลของตัวเรา ไม่ใช่การพูดต่อว่าเขา
เราจะรู้ได้ยังไงว่ากำลังเป็น FOMO
เรื่องนี้ตอบยาก เพราะหลายคนคิดว่าตัวเองแค่ชอบเล่นโซเชียล ไม่ได้กลัวตกกระแสอะไร
สัญญาณแรกคือความรู้สึกว่าฉันต้องเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่รู้เรื่องนี้ก่อนใคร แล้วรู้สึกพิเศษที่ได้เป็นคนแชร์เรื่องนั้นให้คนอื่น
พอสนใจเรื่องไหนแล้วโพสต์ออกไป เราจะคาดหวังว่ายอดไลก์และยอดแชร์ต้องเยอะ
ตัวเลขจากคนรู้จักและคนไม่รู้จักกลายเป็นเครื่องวัดความสำเร็จที่ทำให้ภูมิใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็กลายเป็นความกดดัน
พอผลตอบรับไม่เป็นอย่างที่ใจหวัง หลายคนจิตตก เครียด อารมณ์เสีย งุดหงิด เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความสนใจเหมือนเดิม
เล่นโซเชียลแบบ FOMO เสี่ยงอะไรบ้าง
ข้อมูลจากงานวิจัยที่หยิบมาคุยกันในตอนนี้บอกว่าผลกระทบมีหลายด้าน
ด้านหนึ่งคืออาการหลงตัวเอง เพราะเมื่อเอาตัวเองไปผูกกับกระแสบนโซเชียล พอเรารู้อะไรเร็วก็รู้สึกว่าฉันเก่ง ฉันเจ๋ง ฉันดีอยู่ตลอด
อีกด้านคือภาวะซึมเศร้า สิ่งที่เคยทำให้มีความสุขอย่างการเล่นโซเชียล พอความสนใจหรือกระแสตรงนั้นลดลง มันกลายเป็นความรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองลดลงตามไปด้วย
จะเริ่มดูแลตัวเองจาก FOMO ได้ยังไง
ข้อแรกที่ถูกพูดถึงคือการตระหนักรู้ว่า การเล่นโซเชียลที่ดูสนุกและไม่แย่อาจมีผลเสียระยะยาวซ่อนอยู่ และเรากำลังกลัวตกกระแสอยู่หรือเปล่า
ข้อต่อมาคือให้คนรอบข้างที่สนิทช่วยสังเกต และชวนคุยด้วยวิธีที่ไม่ใช่การต่อว่า
ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากที่คุยกันในคลิป ถ้าเคยพูดว่าเล่นมือถือทั้งวันเลย ไม่เห็นทำอะไร ลองเปลี่ยนเป็นบอกความรู้สึกของตัวเองแทน เช่น ฉันรู้สึกไม่สบายใจเวลาเห็นเธออยู่กับจอตลอด
เพราะถ้าพูดแรง ๆ อีกฝ่ายจะรู้สึกว่าถูกต่อว่า แล้วก็อาจตอบกลับแรงเหมือนกัน
มีวิธีไหนช่วยลดการเสพติดโซเชียล
มือถือมีฟีเจอร์ Screen Time ที่บอกว่าเราใช้เวลาไปกับโซเชียลกี่เปอร์เซ็นต์ มากหรือน้อยลงจากเดิม
อีกวิธีคือตั้งเวลาเล่นแอปให้ปิดอัตโนมัติ แต่มีคนลองแล้วใช้ไม่ได้กับตัวเอง ก็เปลี่ยนไปใช้วิธีดูตัวเลขแล้วค่อย ๆ เผาเวลาลง
มีคนเล่าว่าเวลารู้สึกเบื่อจะหยิบมือถือขึ้นมาสไลด์หน้าจอทันที แล้วก็เริ่มเปลี่ยนนิสัยด้วยการวางมือถือก่อน แล้วหาอะไรคุยกับเพื่อนแทน เช่น ชวนกันดูรถคันนั้น ดูนก ดูอะไรเรื่อยเปื่อย
อีกวิธีคือสนใจแค่คนที่เราอยากสนใจ และสนใจแค่สิ่งที่เราอยากสนใจจริง ๆ
จัดฟีดของตัวเองยังไงไม่ให้เปลืองใจ
เจโนเล่าว่าเธอสร้างหลายบัญชีในไอจี แยกตามความสนใจ บัญชีหนึ่งมีแต่ขนมกับวิธีทำขนม อีกบัญชีมีแต่ทะเลกับสัตว์น้ำ และอีกบัญชีมีแต่คลิปหมาของตัวเอง
เหตุผลคือบัญชีหลักที่เราต้องฟอลโลว์หลายคน มักมีเรื่องที่เราเลือกไม่ได้ เพราะบางทีการฟอลโลว์ก็เป็นมารยาท เช่น เขาฟอลโลว์เราก่อนหรือรู้จักกัน
ถ้าเจออะไรที่ไม่สบายใจ การบล็อกหรือมิ้วถือเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะมันคือพื้นที่ของเรา ที่เราเลือกคัดสรรว่าจะเห็นอะไร
อีกวิธีที่ลองแล้วชอบคือย้ายไอคอนแอปไปไว้หน้าอื่น ไม่ให้มันอยู่ในจุดที่คุ้นชินจนเผลอกดเข้าไปดู
มีช่วงที่รู้สึกว่าสนใจชีวิตคนอื่นมากเกินไป จนเอาชีวิตคนอื่นมาเทียบกับตัวเอง วิธีที่เลือกใช้คือลบแอปทิ้ง เหลือไว้แค่แอปที่อยากเล่นจริง ๆ
Social Detox ต้องทำแบบไหนถึงจะพอดี
Social Detox ไม่มีกฎตายตัว บางวิธีให้ทำ 8 ชั่วโมง บางวิธี 3 ชั่วโมง บางคนทำเป็นเดือน หรือกำหนดว่าเล่นวันนี้แค่ 3 ชั่วโมง
ไม่มีวิธีไหนถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ตัดสินคือเราสบายใจไหม
ยกเว้นคนที่ทำงานสายคอนเทนต์หรือมาร์เก็ตติงที่ต้องตามเทรนด์และดูคอนเทนต์อยู่แล้ว ก็ต้องใช้วิจารณญาณของตัวเอง
ถ้ารู้สึกไม่สบายใจก็พักก่อน อะไรที่มากเกินไปย่อมไม่เกิดผลดี
บทความนี้เรียบเรียงจากบทสนทนาในพอดแคสต์ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ารู้สึกว่าความเครียดจากโซเชียลกระทบชีวิตมาก โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย