Phone Anxiety กลัวเสียงแจ้งเตือน แก้ยังไงให้อยู่กับมันได้

เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นอาจไม่ได้น่ารำคาญเสมอไป แต่มันพ่วงความกลัวและความกังวลมาให้หลายคนโดยไม่รู้ตัว บางคนถึงขั้นเปิดโหมดโฟกัสตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ใครติดต่อได้
อาการนี้มีชื่อเรียกว่า Phone Anxiety หรือ Phone Phobia คือความวิตกกังวลที่เกิดกับโทรศัพท์ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการโทร บางคนมีอาการทางร่างกายร่วมด้วยอย่างคลื่นไส้ หรือรู้สึกไม่สบายใจแม้จะยังไม่ได้กดรับสาย
กลัวเสียงแจ้งเตือน กับ Misophonia ต่างกันยังไง
Misophonia คือภาวะที่คนมีปฏิกิริยาทางอารมณ์และร่างกายต่อเสียงใดเสียงหนึ่ง ไม่จำกัดว่าเป็นเสียงแจ้งเตือนเสมอไป แต่เสียงแจ้งเตือนก็เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความกลัวหรืออาการแพนิกได้
ส่วน Nomophobia คืออาการตรงข้าม คนกลุ่มนี้กลัวการขาดโทรศัพท์ อยากเชื่อมต่อกับโลกตลอดเวลา ขาดการแจ้งเตือนแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
โนโมโฟเบียเนี่ยค่ะ คือเป็นอาการที่แบบว่าเราตรงข้ามกับกลัวเสียงแจ้งเติ้ล
ทำไมคนทำงานถึงกลัวเสียงไลน์มากเป็นพิเศษ
ผลสำรวจพนักงานออฟฟิศในสหราชอาณาจักรปี 2019 พบว่า 76% ของกลุ่มมิลเลเนียล และ 40% ของเบบี้บูมเมอร์ มีความกังวลใจเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
ทำให้ 61% ของกลุ่มมิลเลเนียลเลือกหลีกเลี่ยงการโทรไปเลย ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการโทรศัพท์กลายเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่จริงๆ
อีกจุดคือการใช้ไลน์ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวในแอปเดียว บาวน์ดารีระหว่างงานกับชีวิตหายไป พอเปิดแอปมาก็เจอแต่เรื่องเครียด ทำให้เสียงแจ้งเตือนกลายเป็นสัญญาณของความกดดัน
เสียงนาฬิกาปลุกก็ทำให้กลัวได้เหมือนกัน
มีงานวิจัยที่บอกว่าเสียงนาฬิกาปลุกที่นุ่มนวลในตอนเช้าช่วยให้เรามีประสิทธิภาพในการตื่นได้ดีกว่า เสียงออริจินัลของ iPhone ที่หลายคนบ่นว่าสะเทือนหูจึงกลายเป็นปัญหาที่คนพูดถึงกันเยอะ
บางคนถึงขั้นเปลี่ยนเสียงปลุกไปนานแล้ว เพราะรู้สึกไม่ชอบและไม่อยากเริ่มวันด้วยความหงุดหงิด
ประสบการณ์จริงของคนที่กลัวเสียงแจ้งเตือน
มิ้นเล่าว่าตอนเรียนออนไลน์แล้วไม่ต้องออกไปไหน พลังงานน้อยลงมาก รู้สึกไม่ชอบการรบกวน จนเพื่อนสนิทแนะนำให้รู้จักโหมดโฟกัส
ผลคือเปิดโหมดโฟกัสตลอดเวลา ไม่มีใครติดต่อได้เลย ปล่อยไว้เกือบครึ่งปี กว่าจะกลับมาสังเกตตัวเองว่ามันเกินไป
ฝั่งพี่มายเปิดโหมดสั่นและโหมดโฟกัสจนพ่อโทรมาแล้วสายถูกตัดอัตโนมัติ พ่อต้องบ่นว่าโทรหาไม่เคยรับ เพราะไม่รู้ว่ามีสายเข้ามาเลย
ไม่ได้กลัว แค่ไม่อยากตอบ ต่างกันตรงไหน
หลายคนแยกไม่ออกระหว่างสองความรู้สึกนี้ มิ้นบอกว่าตัวเองเอนไปทางกลัว คือกลัวว่าปลายสายจะมีเรื่องอะไร แต่ตอนนั้นเราไม่พร้อมรับ
การเช็กตัวเองจึงสำคัญ ลองถามตัวเองว่าอาการที่เกิดเป็นแค่ความรำคาญ หรือถึงขั้นแสดงออกทางร่างกาย ถ้าถึงขั้นนั้นอาจต้องพึ่งการบำบัด
ถ้าถึงขั้นนั้นที่เรามีอาการกลัวแบบที่แสดงออกทางร่างกายเลยอ่ะอาจจะต้องพึ่งพาการบำบัด
เริ่มปรับตัวยังไงโดยไม่ต้องฝืนมาก
- ตั้งค่า Notification ให้โชว์แค่บน Lock Screen ถ้าใช้โทรศัพท์อยู่จะไม่เห็นแจ้งเตือนซ้อน
- เริ่มโทรหาคนที่สนิทก่อน คุยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องเป็นการคุยงานทางการ
- เขียนสคริปต์คร่าวๆ หรือพูดกับตัวเองก่อนกดโทรออก เพื่อลดความตื่นเต้น
- ค่อยๆ เพิ่มระดับการรับแจ้งเตือนเมื่อรู้สึกว่าไหวแล้ว ไม่ต้องฝืนทีเดียว
วิธีเหล่านี้ตรงกับแนวทาง Exposure ในการบำบัดทางจิตวิทยา คือค่อยๆ เผชิญกับสิ่งที่กลัวทีละน้อย ไม่หนีและไม่ฝืนจนเกินไป
พี่มายเองเคยถึงขั้นปิดแจ้งเตือนไลน์ทั้งหมดหลังทำงานโปรเจกต์เสร็จ ไม่ให้แม้แต่ปุ่มแดงขึ้น แต่ตอนนี้เริ่มปล่อยวางมากขึ้นและรับสายได้บ่อยขึ้น
สิ่งสำคัญคือให้เวลากับตัวเองในการปรับ ไม่มีใครต้องเปลี่ยน overnight และไม่ต้องเปรียบเทียบว่าคนอื่นทำได้เร็วแค่ไหน
บทความนี้เรียบเรียงจากประสบการณ์และข้อมูลในพอดแคสต์ ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากรู้สึกว่าความกลัวส่งผลกับชีวิตประจำวันจนรับมือไม่ไหว การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือทางเลือกที่ปลอดภัย
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย