Pride Month กับสุขภาพจิต ดีต่อใจคน LGBTQ+ ยังไง
Pride Month ไม่ใช่แค่เดือนแห่งสีรุ้งและการเฉลิมฉลอง แต่มีงานวิจัยที่บอกว่ามันช่วยลดความโดดเดี่ยวและสนับสนุนการเติบโตของอัตลักษณ์ทางเพศด้วย

Pride Month ไม่ได้มีแค่สีรุ้งกับขบวนพาเหรด แต่มีงานวิจัยที่บอกว่ามันช่วยเรื่องสุขภาพจิตของคนหลากหลายทางเพศได้จริง อย่างน้อยก็ในสองด้าน คือการสร้าง human connection และการสนับสนุนการเติบโตของอัตลักษณ์
จุดเริ่มต้นของ Pride Month มาจากเหตุการณ์ Stonewall Riot ซึ่งเป็นการเรียกร้องสิทธิ์ของคนหลากหลายทางเพศในสมัยที่สิทธิ์ยังไม่มี หลังจากนั้นจึงกำหนดให้เดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ
คำว่า Pride ก็แปลว่าการภูมิใจเชิดหน้าชูตา ไม่ต้องแอบหลบซ่อนอีกต่อไป
Pride Month เริ่มมาจากไหน
ถ้าไปเสิร์ชข้อมูลจะเจอว่า Pride Month เริ่มจากการเรียกร้องสิทธิ์ที่ Stonewall ซึ่งเป็นการปฏิวัติของคนหลากหลายทางเพศในยุคที่สิทธิ์ยังไม่ได้รับการยอมรับ
หลังจากช่วงนั้นก็ได้สิทธิ์ต่างๆ ตามมา จึงกำหนดให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องสิทธิ์
หนึ่งในบุคคลสำคัญคือ Marsha P. Johnson ซึ่งเป็น transgender คนผิวสีที่ถูกพูดถึงว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ Pride Month รูปของเขาที่ใส่ชุดสีแดงและมงกุฎทำจากดอกไม้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่หลายคนจดจำ
สีรุ้งในธง Pride หมายถึงอะไรบ้าง
หลายคนเข้าใจว่าสีรุ้งหมายถึงความหลากหลายแบบกว้างๆ แต่จริงๆ แล้วแต่ละสีมีความหมายเฉพาะเจาะจง
สีแดงหมายถึงชีวิตและการต่อสู้ สีส้มหมายถึงการเยียวยา สีเหลืองหมายถึงแสงสว่างเจิดจ้าและความสุข สีเขียวหมายถึงธรรมชาติและชีวิต
สีฟ้าหมายถึงศิลปะและความกลมกลืน ส่วนสีม่วงหมายถึงจิตวิญญาณของชาว LGBTQ+ ทั้งหมดรวมกัน
สีม่วงคือจิตนิยาของชาว LGBTQ plus ต่างๆ รวมกัน ก็เลยเกิดเป็นไพรมัน คือรวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน
ธงสีรุ้งเกิดขึ้นเพราะในการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิ์จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ และในสมัยนั้นการผลิตสีหลายสีมีต้นทุนสูงและหายาก จึงมีการออกแบบให้ผลิตได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบันก็มีการอัปเดตเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
Pride Month ช่วยเรื่องสุขภาพจิตยังไง
ข้อแรกคือ human connection หลายครั้งคนหลากหลายทางเพศอาจรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
แต่ Pride Month ทำให้เขารู้สึกว่าถูกเห็นและได้เป็นส่วนหนึ่ง งานวิจัยสนับสนุนว่ามันช่วยลดความโดดเดี่ยวได้จริง เพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้เจอกัน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราต้องการสังคมในการอยู่รอด สมัยก่อนผู้หญิงต้องเดินไปซักผ้าด้วยกัน ผู้ชายต้องไปออกรบด้วยกัน มันยังอยู่ในพันธุกรรมและสายเลือดของเรา
ข้อที่สองคือการซัพพอร์ตการเติบโตทางอัตลักษณ์ มีทฤษฎีของ Vivian Cass ที่ศึกษากระบวนการที่คนหนึ่งคนจะเปิดเผยว่าตัวเองเป็น LGBTQ+
เขาบอกว่ามีขั้นตอนการเติบโตในเชิงจิตใจประมาณ 6 ขั้น เริ่มจากขั้นแรกคือการสับสนในตัวเอง เพราะเราโตมากับความคาดหวังทางสังคมว่าผู้ชายกับผู้หญิงควรเป็นแบบไหน
ขั้นแรกก็คือเกิดการสับสนในตัวเองก่อน มันเป็นเรื่องปกติที่เราโตมาแบบเรามีเพศในร่างกาย
ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์บางคนมา debate ว่า identity ทางเพศเป็น fluid คือลื่นไหล การใส่กรอบเป็น 6 ขั้นอาจไม่เวิร์ค
แต่ทฤษฎีนี้ก็ช่วยให้เห็นภาพว่าการยอมรับตัวเองมีกระบวนการ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันเดียว
ทำไมการเห็นคนอื่นเปิดเผยตัวตนถึงสำคัญ
การที่คนหลากหลายทางเพศเห็นคนอื่นเปิดเผยตัวตนผ่านสื่อบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพที่มีการเดินพาเหรด ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
มันไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่เป็นการบอกว่าเรามีพื้นที่ของเรา
สำหรับคนที่รู้สึกว่าไม่ fit in หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง ลองมาหาพื้นที่ตรงนี้ดู อาจจะเจอที่ทางของตัวเอง
ความรักที่ดีต้องหน้าตาแบบไหน
ความรักเป็นเรื่องที่นิยามยาก แต่ละคนให้คำตอบไม่เหมือนกัน จิตแพทย์ นักจิตวิทยา และบุคคลทั่วไปก็ตอบต่างกันหมด
สิ่งที่ทำได้คือลองดูประสบการณ์ของตัวเองว่าเคยรู้สึกว่านี่คือความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แล้วเก็บไว้เป็นข้อมูลว่าความรักของเราหน้าตาเป็นแบบไหน
มีคนบอกว่าความดีหรือความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่ให้คนอื่นกำหนดไม่ได้ เราต้องกำหนดเอง
บางคนเคยเป็นซึมเศร้าแล้วหายได้เพราะแฟนปัจจุบัน พอเจอคนที่ไม่ทำร้ายก็รู้เลยว่าความรักที่ดีเป็นยังไง
ความรักที่ดีอาจไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่เป็นการที่ทั้งสองคนไปในทิศทางเดียวกัน มีทะเลาะบ้างเพื่อปรับความเข้าใจ
มีเถียงกันบ้างเพื่อให้ได้ discuss หาเหตุและผลของแต่ละคน
บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากมีเรื่องที่กังวลใจสามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย