Alljit Blog
พูดคุย

ปมในใจตอนเด็กส่งผลถึงตัวตนตอนโต แก้ยังไงให้ไม่จมอยู่กับอดีต

ปมในใจที่ฝังลึกตั้งแต่วัยเด็กไม่ได้หายไปเองเมื่อโตขึ้น มันเปลี่ยนวิธีที่เรามองตัวเองและคนอื่น บทความนี้ชวนทำความเข้าใจปมนั้น แล้วหาทางอยู่กับมันโดยไม่ต้องหนีอีกต่อไป

ปมในใจตอนเด็ก กระทบถึงตัวตนตอนโต | โหลต้าวปัญหา EP.9

ปมในใจที่เกิดขึ้นตอนเด็กไม่ได้จางหายไปตามอายุ มันเปลี่ยนวิธีที่เรามองตัวเอง มองความสัมพันธ์ และมองว่าตัวเราควรเป็นแบบไหน บางคนโตขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังหนีคำบางคำอยู่ ทั้งที่คำนั้นไม่มีอำนาจอะไรแล้ว

การจะหลุดจากปมนั้นเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวเองก่อนว่าปมนั้นทำให้เรารู้สึกยังไง แล้วอะไรที่ทำให้เรายังยึดมันไว้ จากนั้นลองถามว่าเรื่องที่เคยเจ็บตอนเด็ก ยังเป็นความจริงอยู่ไหมในตอนนี้

ปมในใจตอนเด็กส่งผลกับตัวตนตอนโตยังไง

พิธีกรในรายการโหลต้าวปัญหายกตัวอย่างของตัวเองว่า เคยกลัวคำว่าเกย์หรือตุ๊ดมาก ขนาดพูดออกมาทีเสียงจะแหบและเบาลงโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่เวลาพูดคุยเรื่องอื่นกับเพื่อนก็เป็นรูปประโยคปกติ

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความหมายของคำ พอโตขึ้นแล้วได้ยินคำนี้บ่อยขึ้นในบริบทที่เป็นบวกมากขึ้น ความกลัวเดิมก็ค่อย ๆ ลดลง นี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนความหมายให้กับคำที่เคยทำร้ายเรา

ทำไมเราถึงยังกลัวคำที่เคยโดนล้อตอนเด็ก

เพราะคำนั้นเคยผูกกับความรู้สึกว่าตัวเราผิด ถูกหัวเราะ ถูกทำให้อาย จนกลายเป็นเสียงในหัวที่ดังขึ้นเองทุกครั้งที่เราจะพูดหรือทำอะไรที่ใกล้เคียง

การเวิร์กกับตัวเองคือค่อย ๆ แยกให้ออกว่าเสียงนั้นเป็นของคนที่เคยล้อเรา ไม่ใช่ความจริงเกี่ยวกับตัวเรา เมื่อแยกได้ ความหมายเดิมก็ค่อย ๆ คลายลง

เปลี่ยนมุมมองก็ช่วย อย่ารอให้คนอื่นมาให้ความหมายกับมัน เราใส่ความหมายใหม่เข้าไปได้เลย

เมื่อทนแบกจนวันหนึ่งไม่ไหว ผิดไหม

คุณธนพรทิ้งคำถามสั้น ๆ ว่าแบกอดทนพอวันหนึ่งทนไม่ไหว ผิดเลย คำตอบจากพิธีกรคือไม่ผิดเลย คนที่แบกมาตลอดคือคนเก่ง แต่ไม่มีใครเก่งเท่าเดิมได้ทุกวัน

วันที่ปล่อยวาง ไม่ใช่การเปลี่ยนไปในทางที่แย่ แต่คือวันที่ภาระกลับไปอยู่กับคนที่รอให้เราหามันมาตลอดต่างหาก

พิธีกรยกภาพซูเปอร์ฮีโร่ที่ยังต้องโยนกำแพงทิ้งเวลาตึกถล่ม เราไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างตลอดเวลา และไม่ต้องรู้สึกผิดกับสิ่งที่เราไม่ได้รับผิดชอบตั้งแต่แรก

พ่อแม่อยากให้ทำอาชีพที่เขาเลือก ทำยังไงไม่ให้ถูกแทรกแซง

คำถามจากคุณ Royal Donitan เจอสถานการณ์ที่พ่อแม่อยากให้รับราชการหรือสืบกิจการครอบครัว แต่เจ้าตัวอยากทำอย่างอื่น พิธีกรแนะนำให้ใช้การสื่อสารและลงมือทำจริงให้เห็น

วิธีที่พิธีกรเสนอคือเตรียมข้อมูลไปนำเสนอเหมือนพรีเซนต์งาน ทั้งด้านดีและด้านแย่ที่สุดของอาชีพที่เราอยากทำ เทียบกับอาชีพที่พ่อแม่เลือก แล้วให้เห็นว่าเราเข้าใจทั้งสองมุม

ถ้าประนีประนอมได้ก็อาจทำควบคู่กันไป แบ่งเวลาให้กิจการที่บ้านและงานที่ตัวเองรัก แต่ต้องยอมรับว่าเรามีทางเลือกของเรา และพ่อแม่ก็ต้องยอมรับทางเลือกนั้นด้วยเช่นกัน

งานสบายแต่ใจอึดอัด ควรลาออกดีไหม

คุณ lonely myself เล่าว่างานมีสวัสดิการดีแต่บรรยากาศอึดอัดจนไม่สบายใจทุกวัน สุดท้ายตัดสินใจยื่นลาออก แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นแต่ยังไม่แน่ใจว่าตัดสินใจถูกไหม

พิธีกรตอบว่าเราไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด แต่คำว่าสบายใจที่กลับมาคือสัญญาณว่าเดินมาถูกทาง เพราะวันที่เราใช้เวลาที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน ความไม่สบายใจสะสมจะกระทบทั้งใจและร่างกาย

การลาออกอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่กับตัวเอง หรือจะพักฟื้นก่อนแล้วค่อยกลับไปสู้กับงานใหม่ก็ได้ สวัสดิการดีแค่ไหนก็ไม่คุ้มถ้าจิตใจพัง

ต่อให้เก้าอี้ตัวนั้นนวดได้ มีขนมรอบตัว แต่ถ้ามันเล็กไปจนบีบเรา มันก็ไม่ฟิตอินกับเราอยู่ดี

เมื่อไหร่ที่ปมวัยเด็กควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วย

คุณมินลาวิภัณฑ์ถามว่าทำยังไงกับปมในใจที่เคยโดนด่าตั้งแต่เด็ก พิธีกรบอกว่าบางปมแก้ไม่ได้ด้วยตัวเอง เพราะมันฝังลึกเป็นรากชีวิตและลามมาถึงวัยผู้ใหญ่

ปมที่แก้ไม่ได้จริง ๆ เช่นเรื่องครอบครัวที่ขาดพ่อหรือขาดแม่ ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าวัยนั้นคนที่ล้อเราอาจยังไม่มีวุฒิภาวะพอจะรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร

ถ้าปมยังค้างในใจและทำเองแล้วไม่หาย การคุยกับจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะการทำความเข้าใจและยอมรับตัวเองเป็นสกิลที่ปลดล็อกได้ และวันที่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงได้ จะรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากกำลังเผชิญความทุกข์ใจอย่างหนักหรือคิดทำร้ายตัวเอง สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา