Alljit Blog
ออลล์จิต

ขี้เกียจบ้างก็ได้ ข้อดีของความขี้เกียจที่ช่วยเซฟสุขภาพจิต

ความขี้เกียจไม่ได้แปลว่าไม่มีค่าเสมอไป บางครั้งมันคือการพักที่ร่างกายและใจเรียกร้อง มาดูกันว่าทำไมการนอนเฉยๆ ถึงมีข้อดีต่อสุขภาพจิต

ขี้เกียจบ้างก็ได้

หลายคนโตมากับความเชื่อว่าการนอนเฉยๆ ไม่ทำอะไร คือความผิด และรู้สึกผิดทุกครั้งที่ปล่อยตัวเองให้ว่าง ในคลิปนี้พิธีกรสองคนจากบ้านแดงและบ้านฟ้าชวนคุยว่าแท้จริงแล้วความขี้เกียจมีข้อดีซ่อนอยู่ และมันอาจเป็นสิ่งที่ร่างกายกับใจกำลังขอ

ฟิวเล่าว่าโตมาในครอบครัวคนจีนที่ให้ค่ากับความขยันสูง พ่อแม่มักตำหนิเวลาเห็นนั่งอยู่เฉยๆ แม้แต่ตอนอ่านการ์ตูนที่บ้านก็ยังต้องไปนั่งเฝ้าร้านขายขนมที่ตลาด เพราะแค่เห็นว่ามีอะไรทำก็ถือว่าขยันแล้ว

ความเชื่อนี้ทำให้หลายคนผูกคุณค่าตัวเองไว้กับการมีอะไรสักอย่างทำตลอดเวลา พอไม่มีอะไรทำ ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าก็หายไปด้วย

ทำไมเราถึงรู้สึกผิดเวลาขี้เกียจ

เพราะเราถูกปลูกฝังว่าการไม่ทำอะไรเลยเป็นเรื่องแย่ พอนอนพักแล้วเหมือนเป็นคนไม่มีคุณค่า ทั้งที่จริงๆ แล้วการพักไม่เคยทำให้ใครไร้ค่า

คุณค่าของเราผูกกับการมีอะไรบางอย่างทำ ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างแล้วนอนเฉยๆ มันจะกลายเป็นว่าคุณค่าของเรามันคืออะไร

มีคอมเมนต์จากบ้านแดงเล่าว่า เมื่อก่อนรู้สึกผิดเวลาไม่ได้ทำอะไร แต่ตอนนี้ปลดล็อกได้แล้ว อีกคนบอกว่าขี้เกียจทุกวันแต่ยังป่วยซึมเศร้า ทำไงดี ซึ่งสะท้อนว่าความขี้เกียจกับโรคซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ขี้เกียจกับป่วยซึมเศร้าต่างกันยังไง

พิธีกรเล่าว่าเคยได้ยินเรื่องโรคขี้เกียจแต่ไม่เคยศึกษาจริงจัง บางคนแซวว่าตัวเองเป็นโรคขี้เกียจ ช่วยรักษาหน่อย แต่การที่ไม่อยากทำอะไรเพราะหมดแรงจากใจป่วย ต่างจากการเลือกพักเพราะอยากพัก

ถ้ารู้สึกเบื่อและไม่มีแรงนานติดกันจนกระทบชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ตัดสินตัวเองว่าเป็นคนขี้เกียจหรือขี้คร้าน

ความขี้เกียจเคยช่วยชีวิตคนได้จริงหรือ

มีเรื่องเล่าจากคอมเมนต์ว่า หลายปีก่อนตั้งใจจะออกไปเที่ยวร้านอาหาร แต่จู่ๆ ก็ขี้เกียจ เลยนอนต่อ พอตื่นมาเพื่อนโทรบอกว่าไฟไหม้ตรงจุดที่กำลังจะไป นี่คือตัวอย่างที่ความขี้เกียจช่วยให้รอดจากเหตุไม่คาดคิด

อีกคอมเมนต์บอกว่ามักจะขี้เกียจในจังหวะที่งานไม่ซีเรียส พอผ่อนได้ก็ผ่อน แต่เตรียมแผนสำรองไว้เสมอ เรียกว่าเป็นความขี้เกียจที่สมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพ

งานหนักจนหมดไฟ ควรทำยังไง

มีคำถามจากคนทำงานว่ารู้สึกหมดไฟกับงานมาก ทำยังไงให้ฟีลกลับมาดี พิธีกรชวนคิดว่าก่อนอื่นให้แยกให้ออกว่างานกับความรู้สึกเป็นคนละส่วน แล้วค่อยๆ ดูว่าเราไม่ชอบอะไร มาจากไหน เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่

พอเข้าใจความรู้สึกตัวเองมากขึ้น ก็จะรับมือได้ดีขึ้น ระหว่างนี้ถ้ามีเรื่องกังวล การได้ระบายกับคนที่ไว้ใจก็ช่วยได้มาก

เลือกเงินเยอะกับงานที่หยุดได้จริง แบบไหนดี

คำถามนี้ถูกโยนในไลฟ์ ระหว่างงานเงินน้อยแต่ได้บาลานซ์ชีวิต กับงานเงินแสนที่ต้องตอบแชทตลอดเวลา หยุดก็ยังต้องเช็กงาน พิธีกรตอบว่าตัดสินใจยาก เพราะพอโตขึ้นต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่ตัวเอง

แต่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ work life balance มากขึ้น มองว่า OT ไม่จำเป็นอีกแล้ว การได้หยุดจริงคือสิทธิ์พื้นฐาน ไม่ใช่ของหรู

ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน แต่ต้องทำงานด้วยกัน ทำไงดี

พิธีกรแนะนำว่าต้องแยกให้ได้ก่อนว่าเรื่องงานคือเรื่องงาน ความรู้สึกส่วนตัวคือส่วนตัว แล้วค่อยดูว่าเราไม่ชอบอะไรในตัวเขา มาจากไหน เข้าใจตัวเองมากขึ้นก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายมันเป็นความรู้สึกของเรา คนอื่นแยกให้ไม่ได้ เราต้องจัดการเอง ค่อยๆ ดูไปทีละนิด ไม่ต้องรีบ

ถ้าเจอหมอไม่เชื่อว่าเราป่วยล่ะ

มีคอมเมนต์เล่าว่าเคยเจอหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งโดนหาว่าแกล้งป่วย รู้สึกงงมาก พิธีกรมองว่าปัญหาอาจอยู่ที่ระบบมากกว่า เพราะหมอทำงานหนัก เงินเดือนไม่คุ้ม และมีเวลาจำกัด

เรื่องนี้ไม่ควรทำให้เราหยุดดูแลตัวเอง ถ้าเจอแบบนี้ลองหาแพทย์คนอื่นหรือสถานที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยในการเล่าเรื่องของตัวเอง

การไปหาหมอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ควรถูกตัดสิน อยากให้โฟกัสที่การดูแลตัวเองมากกว่าคำพูดของคนอื่น

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากรู้สึกเครียดหรือคิดทำร้ายตัวเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา