Alljit Blog
ออลล์จิต

อยากหายไปจากโลก เกิดจากความเหนื่อยแบบไหน และควรทำยังไงต่อ

ความเหนื่อยที่ทำให้อยากหายไปจากโลก ไม่ได้แปลว่าเราอยากตายเสมอไป บางทีเราอยากหนีจากปัญหาที่แก้ไม่ได้มากกว่าอยากหนีจากชีวิต

เพราะอะไรถึงอยากหายไปจากโลก?

ความรู้สึกอยากหายไปจากโลก ไม่ได้แปลว่าเราอยากตายเสมอไป หลายครั้งมันคือความเหนื่อยจากปัญหาที่แก้ไม่ได้ แล้วเราหาที่ไปอื่นไม่เจอ คำว่าหายไปจากโลกเลยกลายเป็นตัวเลือกแรกที่โผล่มาก่อน

ในไลฟ์ของทีม Alljit ที่ชวนคุยเรื่องนี้ มีคนมาแชร์กันเยอะมาก ว่าเหนื่อยแบบไหนถึงอยากหายไป บางคนบอกเหนื่อยแบบมืดแปดด้านหาทางออกไม่ได้ บางคนเหนื่อยจากงาน เงิน ครอบครัว สุขภาพ จิตใจ พร้อมกันหลายด้าน

เหนื่อยแบบไหนถึงอยากหายไปจากโลก

คุณเคนซีโมนเล่าไว้ในไลฟ์ว่า เหนื่อยแบบรู้ว่าจะไม่มีอะไรดีขึ้นแล้ว และมันจะต้องเลวร้ายลงอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่เหนื่อยกายที่ตื่นมาก็หาย แต่เป็นเหนื่อยใจที่กังวลว่าข้างหน้าจะแย่กว่าเดิม

เหนื่อยแบบรู้ว่าจะมีไม่มีอะไรดีขึ้นแล้ว มันจะต้องเลวร้ายลงอย่างแน่นอน

อีกคนบอกว่าเหนื่อยแบบมืดแปดด้าน หาทางออกไม่ได้ และมีคนแชร์ว่าตัวเองเหนื่อยจนอยากดับเครื่องตัวเอง บางคนเหนื่อยถึงขั้นเคยคิดเรื่องไม่อยากอยู่ต่อ

ส่วนคุณพิษสมัยที่รักษาซึมเศร้ามาเกือบ 3 ปี บอกว่าเบื่อล้า ท้อไปหมด ซึ่งทีมงานสะท้อนว่าคนที่รักษาซึมเศร้าระยะยาวมักมีช่วงท้อแบบนี้เป็นธรรมชาติของกระบวนการรักษา

อยากหายไป กับ อยากตาย ต่างกันตรงไหน

ทีมงานตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ความรู้สึกอยากหายไปอาจไม่เท่ากับอยากตายจริง ๆ มันคือการมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ แล้วอยากไปไหนก็ได้ พอคิดว่าไปไหนก็ได้ สิ่งแรกที่โผล่คือหายไปจากโลก

คุณข้าวผัดแชร์ไว้ในไลฟ์ว่า คนที่อยากหายไปส่วนใหญ่แค่ไม่มีกำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่างที่แก้ไม่ได้ ไม่ได้อยากจบชีวิต แต่ยังไม่เห็นทางอื่น

ทำไมชีวิตถึงไม่มีวันไม่มีปัญหา

พี่มายตั้งคำถามในไลฟ์ว่า ชีวิตหนึ่งวันเป็นไปได้ไหมที่จะไม่มีปัญหาเลย แล้วทีมงานตอบกันว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีปัญหาเดิม ก็จะมีปัญหาใหม่มาแทน

ชีวิตก็เหมือนเกม แต่มันไม่มีปุ่มเริ่มใหม่

คุณแบมเปรียบเทียบไว้ว่าชีวิตคนเราคล้ายเกม แต่ต่างตรงที่หลายเรื่องรีเซ็ตไม่ได้ ต้องอยู่กับผลของการเลือกไปเรื่อย ๆ

ทีมงานยังชวนมองอีกมุมว่า ปัญหาบางอย่างทำให้เราไม่รู้สึกชา ถ้าไม่เคยเจอปัญหาเลย เราจะไม่รู้สึกถึงคุณค่าของช่วงเวลาที่สบายจริง ๆ

ความเหนื่อยจากงาน ควรวางไว้ตรงไหน

คุณแบมเล่าประสบการณ์ทำงานในสังคมที่ไม่ healthy แล้วแบกความเหนื่อยกลับบ้านทุกวัน สิ่งที่แนะนำคือลองตัดทุกอย่างไว้ที่ที่ทำงาน พอเท้าออกจากที่ทำงานให้ลืมมันไปก่อน

ไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่คือการแยกโลกงานกับโลกชีวิตส่วนตัวออกจากกัน กลับบ้านแล้วเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่แฮปปี้กับซีรีส์หรือเดินห้างได้

ทีมงานเสริมว่าถ้ามีซึมเศร้าอยู่แล้ว เรื่องนี้จะยากขึ้นอีกชั้น เพราะทั้งสารเคมีในสมองและความเหนื่อยจากงานมันบวกกันไป

ต้องฝืนยิ้มต่อไปไหมถ้าเหนื่อย

น้องมิ้นเล่าว่าตอนนี้ความรู้สึกนิ่งไปหมด ไม่รับรู้อะไร แต่ยังต้องฝืนยิ้มให้จบวัน ทีมงานตอบกลับตรง ๆ ว่าถ้าไม่อยากยิ้มก็ไม่ต้องยิ้ม

มนุษย์อยู่ในสังคม เลยต้องแสดงบางอย่างให้เหมาะกับสถานการณ์ แต่อยากให้ลองร้องแบบไม่ต้องฝืนยิ้มบ้าง ปรับตัวให้เข้ากับที่ที่เราอยู่โดยไม่ต้องฝืนตัวเองเกินไป

กลับมาแคร์ตัวเองก่อนได้ไหม

พี่ฟิวเล่าว่าตัวเองเคยรู้สึกว่าสิ่งที่ให้ไปไม่มีค่า หรือคิดว่าเราไม่ดีพอ แต่สุดท้ายพยายามบอกตัวเองว่าต้องเริ่มจากดูแลตัวเองก่อน

ไม่เคยแย่เกินไปสำหรับใคร เราแค่ยังไม่เจอจุดที่มันดีพอ

บางทีเราอาจคาดหวังกับคนอื่นมากเกินไป หรือให้เขามากจนเขาเห็นเราเป็นของตาย การกลับมาแคร์ตัวเองก่อนจึงไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว

ทีมงานยังแชร์ว่าหลายคนที่เหนื่อยจากการอยู่คนเดียว ลองเปลี่ยนสังคมไปเจอเพื่อนใหม่ กิจกรรมใหม่ แล้วพบว่าดีขึ้นได้ เพราะทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามจังหวะชีวิต

ถ้าเหนื่อยจนอยากหายไป ควรทำยังไง

ทีมงานย้ำว่าการพบแพทย์หรือการรักษาเป็นการเก็บแต้มระยะยาว ไม่มีทางหายในหนึ่งหรือสองเดือน ต้องใช้เวลาหลายปีขึ้นไป และช่วงท้อเป็นเรื่องปกติของเส้นทางนี้

ระหว่างนั้นการแยกเรื่องงานออกจากชีวิตส่วนตัว กลับมาแคร์ตัวเองก่อน และไม่ฝืนยิ้มจนเกินไป เป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างพร้อม

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากความรู้สึกอยากหายไปจากโลกเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา