อยากดีจนเป็นทุกข์ รับมือยังไงเมื่อเราไม่ยอมรับด้านไม่ดีของตัวเอง
ความอยากเป็นคนดีจนไม่ยอมรับว่าตัวเองก็มีด้านไม่ดี สร้างความทุกข์เงียบๆ ที่หลายคนไม่รู้ตัว มาฟังวิธีทำความเข้าใจปีศาจในตัวเองโดยไม่ตัดสิน

ความอยากเป็นคนดีจนไม่ยอมรับว่าตัวเองก็มีด้านไม่ดีอยู่ คือต้นเหตุของความทุกข์ที่หลายคนไม่รู้ตัว เรามักถูกสอนให้ปฏิเสธความโกรธ ความอิจฉา ความหึงหวง ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในคนดี พอรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาจึงรีบบอกตัวเองว่าไม่ใช่เรา
ไม่ได้เป็นแบบนั้น
แต่การฝืนปฏิเสธความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ทำให้เราอยู่อย่างขัดแย้งกับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และยังทำให้เราตัดสินคนอื่นหนักขึ้นด้วย เพราะสิ่งที่เราไม่ยอมรับในตัวเอง เรามักไปเห็นและไปตำหนิในคนอื่นแทน
อยากเป็นคนดีตลอดเวลา กลายเป็นทุกข์ได้ยังไง
การที่เราตั้งเป้าว่าจะเป็นคนดีตลอดเวลา ทำให้พอมีอารมณ์ไม่ดีเกิดขึ้น เช่น โกรธ หึง หรืออิจฉา เราจะรีบบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่เรา เป็นความรู้สึกที่ผิด และพยายามกดมันลง
การกดความรู้สึกไว้ไม่ได้ทำให้มันหายไป แต่ทำให้เราต้องแบกมันไว้ตลอดเวลา กลายเป็นความเหนื่อยที่อธิบายไม่ค่อยถูกว่ามาจากไหน
เราทุกคนก็มีปีศาจในตัวเองทั้งนั้น
ทำไมเราถึงไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีด้านไม่ดี
ตั้งแต่เด็กเราถูกปลูกฝังผ่านละคร นิทาน และคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ ว่าตัวละครดีต้องใจเย็น ห้ามโกรธ ห้ามเศร้า ห้ามรู้สึกไม่พอใจ ตัวละครที่ขี้อิจฉา ขี้หึง มักถูกวางเป็นตัวร้ายเสมอ
พอโตขึ้น เราจึงเรียนรู้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นไม่ควรมีอยู่ในตัวคนดี พอเกิดขึ้นจริงเลยรู้สึกผิดและรีบปฏิเสธทันที ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นอารมณ์ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน
ทำไมเราถึงตัดสินคนอื่นหนัก ทั้งที่ตัวเองก็เป็น
เวลาเราเห็นคนอื่นทำพฤติกรรมที่เราไม่ชอบ เช่น ขี้อิจฉา หรือหึงหวง เรามักตัดสินเขาแรง ทั้งที่จริงการที่เราบอกว่าคนนั้นขี้อิจฉาได้ แปลว่าเรารู้จักความอิจฉาดีพอสมควร
การยอมรับว่าตัวเองก็เคยรู้สึกแบบนั้น จะทำให้เรามองคนอื่นเบาลง และหงุดหงิดน้อยลง เพราะรู้ว่าเราเองก็มีโอกาสเป็นแบบนั้นได้เหมือนกัน
เลี้ยงลูกเชิงบวก แต่พร้อมบวกกับลูกทุกวัน ผิดไหม
มีคนเล่าในคลิปว่า อยากเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกเชิงบวก พูดเพราะ ใจเย็น ให้เหตุผลกับลูกทุกเรื่อง แต่ในความเป็นจริง ลูกอยู่กับเราทั้งวันและไม่ได้น่ารักทั้งวัน
วันที่เหนื่อยจนอยากปี๊แตกใส่ลูก ก็เกิดขึ้นได้ และไม่ได้แปลว่าเราเป็นแม่ที่แย่ การยอมรับว่าวันนี้เราไม่ไหว ช่วยให้เราจัดการตัวเองได้ดีกว่าการฝืนเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบตลอดเวลา
ปล่อยวางกับช่างมัน ต่างกันยังไง
ปล่อยวางกับช่างมันให้ความรู้สึกคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ปล่อยวางคือการที่เราเข้าใจแล้วว่าควบคุมอะไรไม่ได้ จึงปล่อยให้มันเป็นไปอย่างสบายใจ
ส่วนช่างมันมักมาพร้อมความรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้แค่ยอมจำนน เพราะฉะนั้นการฝึกปล่อยวางจริงๆ จึงเป็นทักษะที่ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ปุ่มที่กดแล้วหายทันที
เมื่อมีคนแปะป้ายว่าเราไม่ดีพอ ควรทำยังไง
ถ้ามีคนตัดสินว่าเราไม่ดีพอ และเราพยายามอธิบายแล้วแต่เขาไม่ฟัง นั่นอาจหมายความว่าเขาไม่ได้พร้อมจะฟังตั้งแต่แรก การพยายามแก้ต่างกับคนที่ตัดสินเราไปแล้วมักยิ่งทำให้เหนื่อย
ความคิดและคำพูดของเขาเป็นของเขา เราแค่ลองสื่อสารให้ดีที่สุดแล้ว ถ้ามันไม่เปลี่ยนอะไร ก็ปล่อยให้มันเป็นของเขาไป ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการเลือกไม่แบกสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
บทความนี้เรียบเรียงจากเนื้อหาที่พูดคุยกันในคลิป ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากรู้สึกว่าความทุกข์หนักจนใช้ชีวิตลำบาก สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย