รักตัวเองไม่เป็น ทำยังไงดี รีวิวหนังสือ All About Love
ถ้าเราไม่รักตัวเอง เราจะรักคนอื่นไม่เป็น ประโยคที่ได้ยินบ่อยจนชิน แต่เราเคยหาคำตอบจริงจังไหมว่าต้องเริ่มยังไง หนังสือ All About Love ชวนขยับคำถามนี้ให้เป็นเรื่องที่ลงมือทำได้

ถ้าเราไม่รักตัวเอง เราจะรักคนอื่นไม่เป็น ประโยคนี้ได้ยินกันบ่อยจนบางทีก็ปล่อยผ่าน แต่คำถามจริงคือเราเคยหาคำตอบให้มันอย่างจริงจังไหม
หนังสือ All About Love ของเบล ฮุกส์ บอกว่าการรักตัวเองคือรากฐานของความรักทั้งหมด ถ้าเราขาดตรงนี้ไป ความพยายามจะไปรักใครสักคนก็มักล้มเหลวไม่เป็นท่า
ฟังดูแรง แต่เป็นสิ่งที่หนังสือย้ำตลอดเล่ม และเป็นเหตุผลที่มายหยิบบทว่าด้วยการรักตัวเองมารีวิวใน อะ แชปเตอร์ พอดแคสต์
ทำไมเราถึงรักตัวเองไม่เป็น
เรามักเฝ้ารอความรักที่ไม่มีเงื่อนไขจากคนอื่น แต่การคาดหวังแบบนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมหรือการตอบสนองของใครได้เลย
สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้แน่ๆ คือตัวเราเอง การกระทำของเราเอง
ผู้เขียนเปิดความเปราะบางของตัวเองออกมา เธอเล่าว่าในวัยที่อายุเข้าเลข 4 เธอมองกระจกแล้วรู้สึกว่าตัวเองอ้วนเกินไป
ขณะที่เธอพยายามปิดบังและไม่ยอมรับร่างกายตัวเอง เธอกลับฝันว่าจะมีใครสักคนเดินเข้ามาดูแล
ผู้เขียนบอกว่านี่ตรงกับสุภาษิตที่ว่า คุณไม่มีทางรักใครได้หรอกถ้าคุณยังไม่รักตัวเอง
อย่าคาดหวังว่าจะได้รับความรักแบบใดแบบนึงจากคนอื่นถ้าคุณไม่ได้มอบความรักแบบนั้นให้กับตัวคุณเองก่อน
ทำไมประโยคนี้ถึงฟังแล้วจี๊ด
ประโยคที่ว่าไม่รักตัวเองก็จะรักคนอื่นไม่เป็น บางครั้งก็สร้างความสับสน โดยเฉพาะกับคนที่มีบาดแผลในใจและไม่รู้ว่าจะเริ่มรักตัวเองยังไง
หนังสือเล่มนี้อธิบายว่าเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคู่มือการรักตัวเอง
ลองหลับตาแล้วนึกย้อนไปในวัยเด็ก ว่าเคยถูกปลูกฝังหรือซึมซับคำพูดที่บอกว่าเราไม่ดีพอ เราไม่ได้เรื่อง เราโง่ หรือเราดูแปลกจากคนอื่นบ้างไหม
เสียงวิจารณ์เชิงลบพวกนั้นฝังลึกและกลายเป็นเสียงในหัวตอนโต พอเราพยายามคิดบวกกับตัวเอง เสียงนี้ก็จะขึ้นมาค้านทันที
รู้ที่มาของบาดแผลแล้ว ต้องทำอะไรต่อ
การเข้าใจต้นตอว่าบาดแผลเรามาจากไหนเป็นแค่ก้าวแรก ถ้ามัวยึดติดกับอดีตหรือจมอยู่กับการโยนความผิดให้คนอื่น เราจะไม่ได้เยียวยาจิตใจจริงๆ
สิ่งที่ต้องก้าวไปให้ถึงคือการประกอบร่างสร้างคุณค่าให้ตัวเองขึ้นมาใหม่ด้วยมือของเราเอง
มายเล่าว่าตอนอ่านก็แอบจี๊ด เพราะเราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ภูมิใจหรือรักทุกอย่างในการเป็นตัวเองได้ขนาดนั้น
การโตมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางทีคำชมที่ได้รับก็ไม่เท่ากับการที่เราด่าทอตัวเองหรือเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
คนที่ทำร้ายเราได้มากที่สุดก็คือตัวเราเอง และนี่เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
จะเริ่มสร้างคุณค่าในตัวเองยังไง
นักจิตวิทยาชื่อคุณนาทานียาวเสนอว่า การเห็นคุณค่าในตัวเองต้องเริ่มจากการใช้ชีวิตอย่างมีสติและเต็มใจรับผิดชอบต่อตัวเอง
การรับผิดชอบตัวเองในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมรับการถูกทำอะไรที่ตรงข้ามเลย มันคือการกล้ายืนหยัดเพื่อตัวเอง
หนังสือยกตัวอย่างผู้หญิงหลายคนที่แต่งงานแล้วต้องเจอสามีที่ไม่สนับสนุนให้เรียนต่อหรือออกไปทำงาน
มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกบังคับ แต่เธอเลือกยืนหยัดและรับผิดชอบความต้องการของตัวเอง ด้วยการตัดสินใจกลับไปเรียนต่อและกลับเข้าไปทำงาน
ตอนแรกสามีและลูกไม่พอใจ เพราะต้องรับผิดชอบงานบ้านเพิ่มขึ้น แต่การตัดสินใจของเธอทำให้ครอบครัวมีความสุขขึ้นได้ ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว
ถ้าข้างในยังกลวง เติมจากข้างนอกก็ไม่พอ
ถ้าเราพยายามไขว่คว้าความสำเร็จจากภายนอก แต่ข้างในยังรู้สึกกลวงหรือว่างเปล่า หรือยังรู้สึกว่าฉันไม่ชอบตัวเองมากพอ ผลลัพธ์ก็จะตรงกันข้าม
พยายามไปก็เท่านั้น ถ้ายังไม่ได้รักตัวเอง เราจะหวังให้ใครมาเติมเต็ม หรือไปเติมเต็มสิ่งภายนอกที่มันไม่ใช่ ก็คงไม่ได้
มันคืองานชิ้นสำคัญที่เราต้องลงมือทำเอง และคงดีถ้าเราทุกคนได้เรียนรู้วิธีรักตัวเองตั้งแต่เด็ก
แต่มันไม่ได้เกิดมาแบบนั้น เราเรียนรู้ได้ และยังมีความหวังอยู่เสมอ
ที่ทำงานเกี่ยวกับการรักตัวเองยังไง
ชีวิตในแต่ละวัน โดยเฉพาะที่ทำงาน สูบพลังงานไปเยอะมาก หลายคนเชื่อลึกๆ ว่าถ้าชีวิตส่วนตัวยังไม่ดี ก็ไม่ควรคาดหวังอะไรจากงาน
แต่หนังสือชวนมองมุมอื่น ผู้เขียนบอกว่างานหลายอย่างบนโลกมีส่วนบั่นทอนความรักตัวเอง เพราะสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับให้เราต้องพิสูจน์คุณค่าตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ผลคือคนที่ไม่พอใจ และพกความทุกข์ใจจากที่ทำงานกลับไปที่บ้านโดยไม่รู้ตัว
ความรุนแรงในครอบครัวหลายครั้ง ทั้งทางคำพูดและการกระทำ มีจุดเชื่อมโยงมาจากความทุกข์ในที่ทำงานได้เหมือนกัน
ทำงานที่ไม่รักแล้วยังรักษาคุณค่าตัวเองได้ไหม
หนังสือพูดถึงแนวคิดเรื่องสัมมาอาชีวะ คือการเน้นความสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและผู้อื่น
การได้ทำงานที่เสริมสร้างสัมมาอาชีวะจะช่วยเติมเต็มทักษะด้านความรักของเราได้ แต่ต่อให้ทำสิ่งที่รัก เงินก็ไม่ได้ตอบสนองเสมอไป
ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ตัวเองว่าเคยทนทำงานเป็นคนครัวในคลับ ต้องทนเสียงดังและควันไฟในสภาพแวดล้อมที่ไม่ชอบ
สิ่งที่เธอแลกมาคืออิสระ ได้ทำในสิ่งที่รักจริงๆ คือการเขียนหนังสือตอนกลางคืน
บางครั้งการได้ลองทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ ก็เป็นบทเรียนว่าควรหลีกเลี่ยงอะไร และทำให้เราเห็นว่าจะรักษาคุณค่าของตัวเองไว้ยังไง
ถ้าวันนี้ยังต้องทนทำงานที่ไม่ได้รัก การตั้งใจทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุดไม่ใช่เพื่อบริษัท แต่มันยืนยันความสามารถ ความรับผิดชอบ และคุณค่าในตัวเราเอง
ความภูมิใจตรงนี้จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจว่าเราทำงานตรงนี้เพื่อรอโอกาสก้าวไปสู่งานที่ใช่
ที่สุดแล้ว เรานี่แหละที่ต้องพาตัวเองเดินหน้าต่อไป ลองค่อยๆ บอกกับตัวเองในทุกๆ วัน เพราะเราไม่สามารถรอให้ใครมาเติมเต็มหรือมอบของขวัญให้เราได้
เราต้องเติมและมอบความรักหรือความดีงามให้ตัวเองก่อน ถึงจะไปมอบสิ่งเหล่านั้นให้คนอื่นได้
บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาโรค หากใครกำลังทุกข์ใจจนคิดทำร้ายตัวเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย