Alljit Blog
พูดคุย

รับมือกับความสูญเสีย เมื่อคนที่เรารักจากไปได้ทุกเมื่อ

รับมือกับความสูญเสีย

ทุกคนต้องเคยสูญเสียคนที่รักไปสักวัน และเราไม่มีทางรู้ว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่ คำถามคือเราจะอยู่กับความจริงข้อนี้ยังไงโดยไม่ใช้ชีวิตด้วยความกลัว

มายกับฟิลชวนคุยเรื่องนี้ในบ้านแดง หลังฟิลไปดูหนังสยองขวัญเรื่อง The Monkey หรือ จ๋อจะตาย ซึ่งเนื้อเรื่องเป็นตุ๊กตาลิงที่ทุกครั้งที่ไขลานจะมีคนจากไป โดยเราไม่รู้ว่าใครและเมื่อไหร่

ทำไมเราถึงกลัวการจากลา

ฟิลเล่าว่าหนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของผู้กำกับ ที่มีคนใกล้ตัวจากไปในสถานการณ์แปลกประหลาด และนั่นทำให้คอนเซปต์เรื่องการจากไปแบบกระทันหันกลายเป็นแกนของหนัง

คำตอบหนึ่งคือ survival mode กลไกเอาชีวิตรอดพื้นฐานของมนุษย์ ฟิลเปรียบเทียบว่ามันเหมือน setting เริ่มต้นที่ติดมากับร่างกาย เหมือนเราซื้อ iPhone มาแล้วมีค่าตั้งต้นอยู่แล้ว

พอโดนไฟจี้เราก็ดิ้นเอง เพราะร่างกายถูกสร้างมาให้อยู่ต่อ กลัวการจากไปจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นแรงขับที่ฝังอยู่ในตัวเราทุกคน

เราทุกคนต้องจากใครสักคนไปเสมอ เราก็แบบเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

ความกลัวตายกลายเป็นหนังได้ยังไง

อีกมุมที่ฟิลไปเจอมาคือ มนุษย์รับมือกับความกลัวการตายด้วยการแปลงมันให้เบาลง กลายเป็นเรื่องแต่ง นิยาย หรือหนังที่เราดูแล้วไม่ต้องเครียดจริง

The Monkey จึงเป็นตัวอย่างของการเอาความตายมาทำให้เวอร์เกินจริง จนเราดูได้โดยไม่จมอยู่กับความกลัว

ใครเคยสูญเสียมาแล้วบ้าง

คุณเย้ตัวเล็กเล่าว่าแม่เสียเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นทำงานอยู่ ทำอะไรไม่ได้ ได้แค่รับสายจากโรงพยาบาลว่าแม่ไปดีแล้ว

คำว่าไปดีที่เธอใช้ ทำให้ฟิลและมายตั้งข้อสังเกตว่าเธอน่าจะรับมือกับความสูญเสียครั้งนั้นได้ในระดับหนึ่งแล้ว

มีคอมเมนต์แชร์ว่าการแตกหักกับเพื่อนสนิทก็ดิ่งไม่แพ้กัน เพราะเพื่อนสนิทคือคนที่เราแชร์ได้เกือบทุกเรื่อง ทั้งเรื่องขำ เรื่องเศร้า และเรื่องครอบครัว

จมดิ่งร้องไห้ถือว่าฮีลใจไหม

คุณเย้ตัวเล็กเล่าตรงๆ ว่าตอนนั้นแทบไม่คิดอะไรเลย จมมาก ดิ่ง ร้องไห้ แล้วเอาตัวเองไปทำงานจนไม่ว่าง เพื่อไม่ให้มีเวลาไปคิดถึง

ฟิลกับมายมองว่านั่นก็เป็นการฮีลใจรูปแบบหนึ่ง ถ้ารู้สึกว่าไหวก็ร้องไห้ไป แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว การหาอย่างอื่นทำเพื่อฆ่าเวลาก็ใช้ได้เหมือนกัน

ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องทำแบบไหน ขอแค่สิ่งที่ทำแล้วมันเวิร์กกับตัวเราเองก็พอ

การทะเลาะกับเพื่อนสนิทต่างจากทะเลาะกับแฟนยังไง

ฟิลเล่าว่าแต่ก่อนกลัวการทะเลาะมาก มองมันเป็นเรื่องลบ แต่พอโตขึ้นก็เริ่มเห็นว่ามันมีสองทาง

ถ้าเคลียร์กันได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น แต่อีกทางหนึ่งมันคือการคัดคนที่ไม่ได้ใส่ใจเราจริงๆ ออกไป

มีคำพูดที่ว่าทะเลาะกับเพื่อนสนิทหนักกว่าทะเลาะกับแฟน เพราะเรามีเรื่องบางอย่างที่แชร์ให้เพื่อนสนิทได้ แต่ไม่เคยเล่าให้แฟนฟัง

ถ้าเลือกได้ อยากให้ใครอยู่ต่อ

มีคอมเมนต์บอกว่าถ้าเลือกได้ระหว่างตัวเองกับคนที่รักว่าจะให้ใครมีชีวิตต่อ ส่วนใหญ่เลือกให้ตัวเองหายไปแทน

เหตุผลคืออยากให้คนที่รักได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อ และไม่อยากเป็นคนที่ต้องรับมือกับการสูญเสียคนที่รัก เพราะมันทรมาน

แต่อีกคอมเมนต์หนึ่งบอกว่าต่อให้เตรียมใจและทำความเข้าใจไว้แค่ไหน พอถึงเวลาจริงมันก็มีผลอยู่ดี

ทำไมตอนเด็กเราพูดเรื่องตายไม่ได้

มายเล่าว่าตอนเด็กๆ รู้สึกว่าพูดเรื่องนี้ไม่ได้เลย เวลาพ่อแม่พูดเล่นว่าสักวันลูกก็ต้องอยู่คนเดียว ก็จะรีบปฏิเสธทันทีว่าไม่เอา

พอโตขึ้นก็ค่อยๆ เรียนรู้เองว่าสักวันหนึ่งคงไม่มีใครอยู่กับเราไปตลอด มีแค่ตัวเราเอง และนั่นทำให้เรื่องการจากลาเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ต้องเจอ

บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย หากความสูญเสียทำให้รู้สึกว่าอยู่คนเดียวไม่ไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา