Alljit Blog
Learn & Share

อารมณ์ลบมีไว้ทำไม กลัว โกรธ เศร้า อิจฉา ต่างก็มีงานของมันอยู่

อารมณ์ด้านลบสี่ตัวนี้ไม่ได้มีไว้ให้กำจัดทิ้ง แต่ละตัวมีงานของมัน และงานของเราคือเรียกชื่อสิ่งที่อยู่ข้างใต้มันให้ถูก

มือถือวางคว่ำอยู่บนโต๊ะข้างสมุดที่เปิดค้างไว้

แฟนไม่ตอบแชทมาชั่วโมงหนึ่ง เรารู้อยู่แก่ใจว่าเขาน่าจะแค่ติดประชุม แต่มือก็ยังกดเข้าไปดูอยู่นั่น แล้วในหัวก็เดินไปถึงบทที่เขาบอกเลิกเราเรียบร้อยแล้ว

ใน Learn & Share ตอนนี้ ทีมงานหยิบอารมณ์ด้านลบมาสี่ตัว กลัว โกรธ เศร้า อิจฉา แล้ววางคำตอบไว้ตั้งแต่ต้นว่าทั้งสี่ตัวไม่ได้มีไว้ให้กำจัดทิ้ง แต่ละตัวมีงานของมัน กลัวทำให้เราหาทางให้ตัวเองปลอดภัย

โกรธทำให้เรารู้ว่าเส้นของเราอยู่ตรงไหน เศร้าทำให้เราหยุดแล้วปรับตัว อิจฉาทำให้เห็นว่าเราอยากได้อะไร งานของเราเลยไม่ใช่การลบมันออก แต่คือเรียกชื่อสิ่งที่อยู่ข้างใต้มันให้ถูก

กลัวแล้วจริงๆ เรากลัวอะไร

ในตอนนี้เทียบความกลัวกับก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีของซ่อนอยู่ข้างใน กลัวผีอาจจะไม่ใช่เรื่องผี แต่เป็นความรู้สึกไม่ปลอดภัยตอนที่บ้านมืดแล้วเรามองไม่เห็นว่าตรงนั้นมีอะไร

ตัวอย่างที่เขายกกันในรายการคือคนที่มีแฟนดีมาก แต่พอแฟนตอบช้าหรือหายไปชั่วโมงหนึ่งทีไร ข้างในจะขึ้นทันทีว่าเขาต้องทิ้งเราแน่ พอไล่ย้อนกลับไปจริงๆ มันไม่ได้มาจากแฟนคนนี้เลย

มันมาจากความสัมพันธ์เก่าที่อีกฝ่ายเงียบหายไปแล้ววันหนึ่งก็ทิ้งกันไปเฉยๆ

กลัวกับอดีต แต่ว่าปัจจุบันมันอาจจะไม่ได้มีอะไรก็ได้

พอเรียกชื่อได้ว่านี่คือความกลัวที่ค้างมาจากเรื่องเก่า ความกลัวก้อนเดิมก็เบาลงไปเอง เพราะมันไม่ได้ใหญ่เท่าที่เรานึกไว้ตอนที่ยังไม่มีชื่อเรียก ในรายการเล่าสเต็ปต่อจากนั้นไว้แบบนี้

  • ถามว่าถ้าสิ่งที่กลัวเกิดขึ้นจริงแล้วยังไงต่อ แล้วคิดไปให้สุดจริงๆ ถูกทิ้งแล้วก็ต้องทำใจ ทำใจเสร็จแล้วก็ต้องเริ่มใหม่ ปลายทางมันมักไม่ได้แย่เท่าที่ค้างไว้กลางทาง
  • ลงมือทำสิ่งนั้นในขนาดที่เล็กที่สุด กลัวพรีเซนต์ก็ซ้อมพูดกับกระจกสัก 5 นาที กลัวสมัครงานก็แค่กดส่งเรซูเม่ไปก่อน
  • อย่าหนีจนมันโตขึ้นกว่าเรา

ในตอนนี้ยังบอกอีกว่าชีวิตทุกวันนี้ก็ขับเคลื่อนด้วยความกลัวอยู่ไม่น้อย ตื่นมาทำงานเพราะกลัวไม่มีจะกิน วางแผนเป็นข้อหนึ่งข้อสองข้อสามเพราะกลัวพลาด เส้นที่ต้องดูคือมันยังพาเราเดินอยู่ หรือมันเริ่มควบคุมจนเราไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่อยากใช้แล้ว

โกรธแล้วต้องตะโกนไหม

ภาพความโกรธที่เราโตมากับมันคือภาพในละคร ต้องตะโกน ต้องด่าทอ ต้องประชด พอเราไม่อยากเป็นแบบนั้น เราเลยเลือกไม่พูดอะไรเลย แล้วมันก็ไปโผล่เป็นสีหน้า เป็นความเงียบใส่ เป็นการตอบสั้นๆ แทน

โกรธก็คือโกรธ แต่พฤติกรรมที่เลือกที่จะแสดงออกก็คืออีกเรื่องหนึ่ง

แยกสองอย่างนี้ออกจากกันได้เมื่อไหร่ การบอกว่างานเยอะเกินไปแล้วก็กลายเป็นเรื่องที่พูดได้ โดยไม่ต้องรอให้มันสะสมจนออกมาเป็นการประชด

เรื่องที่เล่าในตอนนี้คือการเรียกวินมอเตอร์ไซค์ผ่านแอป แล้วคนขับพาขึ้นทางที่ถ้าเลือกเองก็ไม่อยากขึ้น จะว่าอะไรตอนนั้นก็ไม่กล้า เพราะกำลังนั่งซ้อนอยู่บนรถเขา อีกเรื่องคือโดนปาดหน้ารถ

ผิวๆ คือโกรธที่เขาขับแย่ พอมองลึกลงไปอีกชั้นมันคือเราถูกละเมิดสิทธิ์ที่ควรจะได้ก่อน และลึกกว่านั้นคืออีโก้ที่บอกว่าไม่ควรมีใครมาทำแบบนี้กับฉัน

คำถามที่ในรายการฝากไว้มีสองข้อ มีอะไรมาละเมิดขอบเขตของเราตรงไหน และเรากำลังโกรธเรื่องตรงหน้า หรือโกรธเรื่องเก่าที่ไม่เคยได้พูดออกไปเลยสักครั้ง

เศร้าแบบไม่รู้ว่าเศร้าอะไร

ในตอนนี้เล่าว่าตอนไลฟ์ มีคนพิมพ์เข้ามาบ่อยมากว่าเศร้าแต่ไม่รู้ว่าเศร้าอะไร ซึ่งบางครั้งพอไล่ดูจริงๆ มันไม่ใช่ความเศร้า มันคือความเหนื่อยที่ทำให้ทั้งวันดูหม่นไปหมด นอนพักแล้วก็หาย

บางวันฝนตกก็เศร้าได้ บางช่วงของเดือนก็เศร้าแบบไม่มีเหตุผลมารองรับ

คำถามที่เขาให้ถามตัวเองคือ ตอนนี้ฉันกำลังสูญเสียอะไรอยู่

ถ้าตอบแล้วพบว่าไม่ได้สูญเสียอะไรเลย นั่นก็เป็นคำตอบ แต่ถ้ามันมีอะไรจริง คำตอบมักจะลึกกว่าเหตุการณ์ตรงหน้า สอบไม่ผ่านแล้วเศร้าอาจจะไม่ได้เศร้าที่คะแนน แต่เศร้าเพราะเคยตั้งไว้ในใจว่าถ้าสอบผ่าน

พ่อแม่จะภูมิใจ คนรอบตัวจะยอมรับ สิ่งที่หายไปจริงๆ คือการยอมรับ ไม่ใช่ข้อสอบ

อิจฉาแล้วเราเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า

อารมณ์นี้เป็นตัวที่ในรายการบอกตรงๆ ว่ายอมรับยากที่สุด เพราะเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าอิจฉาคือคนไม่ดี ทั้งที่ตอนเด็กเราก็เคยงอนเพราะแม่ไปเล่นกับเด็กคนอื่นกันทั้งนั้น

ของจริงมันไม่ได้มาในรูปแบบละคร ไม่มีใครค้อนใส่ใคร มันมาเป็นความนอยๆ ที่อธิบายไม่ถูก เห็นเพื่อนวัยเดียวกันมีอะไรสักอย่าง ปากบอกว่าชีวิตใครชีวิตมัน แต่พอวางมือถือลงแล้วยังนอยอยู่ หรือวันที่หัวหน้าชมเพื่อนร่วมงานแล้วเราดันได้ยินพอดี

วิธีที่คุยกันในตอนนี้คือเขียนออกมาเลยว่าอิจฉาอะไรเขาบ้าง เขียนแล้วมักจะเห็นว่ามันไม่ได้หยุดอยู่ที่ข้อแรก อิจฉาที่เขาสวย แล้วก็อิจฉาที่เขานิสัยดี แล้วก็อิจฉาที่มีคนชอบเขาเยอะ พอกางออกมา

แล้วค่อยถามตัวเองว่าสิ่งที่อยากได้นั้นอยู่ในเป้าหมายชีวิตเราจริงไหม หรือมันเป็นแค่อารมณ์ของช่วงนั้น

เมื่อไหร่ที่เราวิ่งหนีไม่ยอมรับมัน มันจะชนะเรา

การพูดกับตัวเองว่าฉันอิจฉาเลยไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้ให้มัน มันแค่แปลว่าเราเลิกใช้แรงไปกับการเถียงว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกแบบนั้น

เมื่อไหร่ที่ควรหาตัวช่วย

ในตอนนี้บอกไว้สั้นๆ ว่าถ้ามันแรงจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน หรือแรงถึงขั้นอยากทำอะไรที่ทำลายคนอื่น ตรงนั้นคือจุดที่ต้องหาเครื่องมือและหาคนช่วย ไม่ใช่จุดที่ต้องพยายามเข้าใจตัวเองให้ได้อยู่คนเดียว

ฟังฉบับเต็มจากรายการ

ในคลิปยังมีอีกหลายช่วงที่บทความนี้ไม่ได้เก็บมา ทั้งตอนที่เขาพูดถึงวงล้ออารมณ์ที่ใช้แยกว่าก้อนความกลัวก้อนหนึ่งมีอะไรอยู่ข้างในบ้าง ช่วงที่คนหนึ่งยอมรับว่าตัวเองทำงานกับความโกรธได้ดีกว่าความเศร้ามาก

และบางทีก็ปฏิเสธความเศร้าไปเลยทั้งที่ยิ่งปฏิเสธมันยิ่งอยู่ กับตอนท้ายที่เขายกเรื่อง Inside Out ขึ้นมาว่าขนาดในหนัง อารมณ์ลบก็ยังต้องอยู่กับคนคนหนึ่งต่อไป

คืนนี้ลองเขียนลงไปบรรทัดเดียวว่าวันนี้รู้สึกอะไร แล้วเขียนต่ออีกบรรทัดว่าข้างใต้มันคืออะไร เท่านั้นก่อนก็พอ บทความนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยและไม่ได้แทนการคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ถ้าช่วงนี้หนัก

จนไม่ไหวจริงๆ โทร สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ได้เลย เรียกชื่อมันให้ถูกก่อน

ทีม Alljit

บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย

นโยบายบรรณาธิการและการอัปเดตเนื้อหา