แอบรักข้างเดียว จนเจ็บเหมือนอกหักทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย
การแอบรักที่ไม่กล้าเข้าหามีชื่อของมันอยู่ และสิ่งที่เรารักบ่อยครั้งคือคนที่เราปั้นขึ้นมาในหัวเอง

ไม่ได้คุยกันเลยทั้งวัน แต่รู้ว่าเขาลงสตอรี่ตอนกี่โมง ใครเข้าไปดูก่อน แล้ววันนี้เขาดูของเราหรือยัง พอเลื่อนไปเห็นว่ายังไม่ได้ดู มื้อเย็นก็กินไม่ค่อยลง
ใน Learn & Share ตอนที่ฟิวกับพี่มายชวนคุยเรื่องการแอบรักแบบไม่กล้าเข้าหา เขาบอกว่าอาการชุดนี้มีชื่อของมันอยู่ ในทางจิตวิทยาเรียกว่า limerence และยังไม่มีคำไทย สิ่งที่ทำให้มันต่างจากการแอบชอบเฉยๆ
คือมันเป็นความหลงใหลอย่างรุนแรงที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขารู้ไหมว่าเรามีตัวตน แล้วระหว่างที่รอความชัดเจนนั้น เราก็ค่อยๆ ปั้นภาพเขาขึ้นมาในหัวจนสมบูรณ์แบบ แล้วไปรักเวอร์ชันที่เราปั้นเอง
แค่ไหนถึงเรียกว่าเกินการแอบชอบธรรมดา
รายการเปิดด้วยการไล่เช็กลิสต์ให้คนฟังลองทาบดูกับตัวเอง 8 ข้อ
- คิดถึงเขาเยอะมาก ทั้งที่รู้จักกันน้อยมาก อยู่คนละแผนก หรือเป็นบาริสต้าที่เจอกันวันละสองครั้ง
- ส่องโซเชียลเขาบ่อย อยากรู้ว่าตอนนี้อยู่กับใคร
- วาดฝันถึงชีวิตที่มีเขาอยู่ในนั้น เขาจะตื่นเช้าเหมือนเราไหม ถ้าเขามารับมาส่งคงดี
- ไม่กล้าเข้าหา เพราะกลัวถูกปฏิเสธ
- เก็บสัญญาณเล็กๆ มาตีความ เขายิ้มให้ เขาจำชื่อเราได้ มือเผลอไปโดนกัน
- ซ้อมบทในหัวก่อนจะได้เจอ ว่าจะทักว่าอะไรดี หรือจะไม่ทักดี
- อารมณ์ขึ้นลงตามว่าวันนี้เขามองเราหรือเปล่า
- รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่สมเหตุสมผล แต่หยุดรู้สึกไม่ได้
ฟิวบอกว่าตอนไล่อ่านแปดข้อนี้ครั้งแรกมันตรงจนต้องหยุด พี่มายเติมว่าในยุคที่ทุกคนมีโซเชียล เส้นมันเลือนกว่าเดิม เพราะแค่เขาเข้ามาดูสตอรี่เราก็แปลเองได้แล้วว่าเขาอาจจะมีใจ บางคนถึงขั้นปรับการแต่งตัวของตัวเองให้ตรงกับสิ่งที่เห็นว่าเขาน่าจะชอบ
มันต่างจากการแอบชอบยังไง
คำนี้ไม่ได้เพิ่งมี ในรายการเล่าว่ามันถูกคิดขึ้นโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อดอโรที เทนอฟ
นิยามที่เธอให้ไว้คือสภาวะทางจิตใจที่หลงใหลอย่างรุนแรง โดยไม่แน่ใจว่าจะได้รับการตอบสนองทางความรู้สึกกลับมาหรือเปล่า และสิ่งที่แยกมันออกจากความหลงใหลทั่วไปคือมันเป็นความรู้สึกของฝ่ายเดียว
พี่มายอธิบายด้วยคำของตัวเองว่ามันลึกกว่าคำว่าแอบชอบ ตื่นมาก็คิด หัวว่างก็คิด แล้วพอความรู้สึกเข้มข้นขนาดนั้น เราก็อยากให้เขาตอบสนองกลับมา แค่เขาส่งสติกเกอร์มาอันหนึ่งก็แปลได้แล้วว่าเราต้องพิเศษกับเขาแน่ๆ ทั้งที่เขาอาจจะทำแบบนั้นกับทุกคน
ทำไมมันค้างอยู่ตรงนั้นได้เป็นปี
ปกติการชอบใครมันมีขั้นของมัน ชอบ ทำความรู้จัก จีบ แล้วก็ได้คำตอบ แต่อันนี้คือชอบแล้วไม่ได้ไปต่อ ฟิวเปรียบไว้แบบนี้
มันคือ 1 แล้ว 1.5 เราค้างที่ 1.5
ตรงกลางนั้นไม่มีอะไรมาปิดบัญชีให้ ไม่มีคำตอบว่ารักหรือไม่รัก มีแต่ที่ว่างให้เราเติมเอง
แล้วตกลงเรารักใครกันแน่
ทีมเรียกอาการปั้นภาพนี้ว่าการยกเขาให้สว่างเกินจริง บางคนบอกว่าเหมือนตัวเขาเป็นเงาเป็นแสง มองไม่เห็นข้อเสียอะไรสักอย่างในชีวิตเขาเลย ทั้งที่จริงมันอาจจะมี แค่เราไม่มอง
ฟิวเล่าของตัวเองให้ฟัง ตอนปี 1 ที่เพิ่งผ่านช่วงเรียนออนไลน์อยู่บ้านมาเต็มเทอมเพราะโควิด ทุกอย่างใหม่ไปหมด วันนั้นเพื่อนทั้งเอกชวนกันไปร้านเหล้า เขานั่งรถไปกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วที่จอดรถมันจอดยาก สุดท้ายผู้ชายคนนั้นเป็นคนมาจอดให้
ซีนนั้นจบเร็วมาก แต่สิ่งที่ค้างอยู่คือเขาดูสงบ ดูจัดการได้ ดูเป็นผู้ใหญ่ ฟิวบอกว่าชอบตั้งแต่ตรงนั้น ทั้งที่อยู่คนละกลุ่มและไม่เคยสนิทกัน แล้วมันลากยาวไปได้เป็นปี วันไหนเขาไม่ได้ตอบสตอรี่ วันนั้นกินชาเขียวก็ไม่อร่อย
มันปวดใจเหมือนอกหักจริงๆ ทั้งที่มันไม่ได้เริ่มเลย
พี่มายเล่าของตัวเองบ้าง สมัย ม.ปลาย แอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่งโดยไม่เคยได้คุยกันเลย ไปโรงอาหารก็มองแต่เขา แล้วก่อนนอนก็คิดว่าถ้าได้เดินไปโรงเรียนด้วยกันคงจะดี ถ้าได้กินข้าวกลางวันด้วยกันคงจะดี
ทำไมบางช่วงของชีวิตถึงเกิดง่ายกว่าช่วงอื่น
ทั้งคู่สังเกตตรงกันว่ามันมักโผล่มาตอนที่ชีวิตไม่มั่นคง ฟิวชี้ไปที่ปีหนึ่งของตัวเอง อยู่บ้านมานาน ไม่ได้คุยกับใครนาน เข้ามหาลัยครั้งแรก อยู่หอครั้งแรก แล้วมาเจอคนที่ดูจะซัพพอร์ตเราได้ ใจเลยไปเกาะไว้ตรงนั้น
ช่วงที่ทำงานพาร์ตไทม์แล้วเหนื่อยทั้งกายทั้งใจก็เหมือนกัน
รายการยังพูดถึงอีกกรณีที่คนฟังหลายคนน่าจะนึกออกทันที คือแฟนเก่า อาการมันแทบซ้อนทับกัน วาดฝันถึงการกลับไปอยู่ด้วยกัน ส่องไอจีบ่อย หยุดคิดถึงไม่ได้ นักจิตวิทยา
บางคนเลยนับบางช่วงของการโหยหาแฟนเก่าเข้ามาอยู่ในนี้ด้วย เพราะสิ่งที่เรารักคือคนที่เป็นอดีตไปแล้ว
จะพาตัวเองออกมายังไง
ข้อแรกที่ทีมแนะนำคือแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ เขาตอบช้าคือข้อเท็จจริง เขาไม่รักเราคือการตีความ แล้วเขาก็เสนอวิธีที่ฟังแล้วใจหายนิดหนึ่ง คือให้เลือกตีความแบบที่เจ็บไปเลย
เพราะการปลอบตัวเองว่าเขาน่าจะยุ่ง เขาน่าจะติดงาน มีแต่จะยืดเวลาออกไปเรื่อยๆ
ข้อถัดมาคือลดการส่องโซเชียล เพราะทุกครั้งที่เห็นความเคลื่อนไหวของเขา หัวเราก็ได้วัตถุดิบไปสร้างภาพต่อ
ข้อที่สามคือเขียนภาพจริงของเขาออกมา ทั้งข้อดีและข้อที่ไม่ดี พี่มายบอกว่าพอนั่งเขียนจริงๆ ข้อดีของคนที่เราชอบอยู่ตอนนี้อาจจะมีแค่สามสี่ข้อ ส่วนข้อที่ไม่ดีอาจจะยาวกว่านั้นมาก
ข้อสุดท้ายคือกลับมาเติมความต้องการทางใจของตัวเอง แทนที่จะรอให้เขามาเติมให้ ทั้งเพื่อนที่เคยสนิท เป้าหมายของตัวเอง หรืองานอดิเรกที่ทิ้งไว้ ฟิวบอกว่าคำถามที่ควรถามตัวเองก่อนคือเราขาดอะไรอยู่
เพราะบ่อยครั้งคนที่เราหลงคือตัวแทนของสิ่งที่หายไปในตัวเรา
และข้อที่ทั้งคู่ยอมรับเองว่ายากที่สุด คือการเริ่ม
เพราะมันจบตรงที่เราเริ่มอะไรสักอย่าง บอกชอบ แสดงออก หรือลองจีบ แล้วได้คำตอบกลับมาว่ารักหรือไม่รัก พอมันไม่ใช่เรื่องที่เรารู้อยู่คนเดียวอีกต่อไป มันก็ไม่ใช่เรื่องเดิมแล้ว
ฟังฉบับเต็มจากรายการ
ที่ยังอยู่ในคลิปและบทความนี้ไม่ได้เก็บมา คือช่วงที่ทั้งคู่คุยกันว่าทำไมวัยมัธยมกับวัยมหาลัยถึงเป็นแหล่งเพาะของอาการนี้ ตั้งแต่เรื่องที่ความสัมพันธ์ถูกยกให้เป็นเรื่องอันดับหนึ่งของชีวิตในวัยนั้น
ไปจนถึงกรณีของคนที่ยังไม่กล้าบอกใครว่าตัวเองชอบใคร และตอนท้ายที่เถียงกันเล่นๆ ว่าวัยผู้ใหญ่ยังเป็นแบบนี้ได้อยู่ไหม หรือแค่ไม่มีเวลาจะเพ้อแล้ว
คืนนี้ถ้ายังจะเปิดแอปไปดูว่าเขาลงอะไร ลองถามตัวเองก่อนสักคำถาม ว่าสิ่งที่เรากำลังคิดถึงคือเขา หรือคือคนที่เราปั้นขึ้นมาเอง ที่เขียนมานี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นอะไร แต่
ถ้าวันธรรมดาเริ่มหายไปทีละวัน ทำงานไม่ได้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ การเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนที่ประเมินได้ฟังก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เกินไป
คำตอบมีค่ากว่าการเดา
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย