Beauty Standard กับความมั่นใจ เมื่อมาตรฐานความสวยทำร้ายเรา
มาตรฐานความสวยเปลี่ยนไปทุกยุค ทุกสมัย และมันกำลังกัดกินความมั่นใจของเราอยู่หรือเปล่า คุยกันแบบหน้าสดๆ ว่าความสวยที่แท้จริงควรเป็นของใคร

Beauty Standard คือมาตรฐานความสวยที่สังคมกำหนดขึ้น และมันเปลี่ยนไปทุกยุคทุกสมัย ไม่มีมาตรฐานไหนที่อยู่ค้ำฟ้า วันที่สังคมยกให้หุ่นอวบอิ่มเป็นความสวย วันหนึ่งก็กลายเป็นว่าต้องผอมเท่านั้นถึงจะสวย
คำถามคือมาตรฐานพวกนี้ทำให้เราหมดความมั่นใจจริงไหม และบางทีเราก็ใช้มาตรฐานเดียวกันนั้นไปตัดสินคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
Beauty Standard เริ่มมาจากไหน
ย้อนไปไกลถึง 25,000 ปีก่อน ในยุโรปมีรูปปั้นวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ รูปปั้นผู้หญิงทรงกลมมน มีหน้าอก มีเอว มีสะโพก สังคมตอนนั้นเชื่อว่าหุ่นแบบนี้คือความอุดมสมบูรณ์ จึงถูกมองว่าเป็นความสวย
พอเข้าศตวรรษที่ 20 ภาพก็พลิก ผู้หญิงหันมานิยมใส่คอร์เซตเพื่อรัดเอวให้เล็ก บางคนรัดจนบาดเจ็บ หนังอย่าง Bridgerton ก็สะท้อนภาพนั้นไว้
กลางปี 1920 มาตราฐานเปลี่ยนอีกครั้ง หุ่นอวบถูกปัดตก กลายเป็นว่าต้องผอมเท่านั้น ต้องเหมือนนางแบบในยุคนั้น พอความผอมกลายเป็นเป้าหมายสุดโต่ง ก็เกิดโรค Eating Disorder ตามมา
Beauty Standard มันค่อนข้างที่จะเปลี่ยนไปตลอดๆ ตามยุคตามสมัย
Beauty Standard ไทยคือแบบไหน
ถ้าพูดถึงสาวไทยที่ตรงมาตรฐาน มักนึกถึงผิวขาว ปากกระจับ จมูกโด่งเป็นสัน ตาโต และต้องมีหุ่นผอม หรือถ้าอวบก็ต้องอวบแบบมีเอว
มาตรฐานนี้ทำให้หลายคนไม่ชอบตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องหุ่น หลายคนรู้สึกว่าชอบตัวเองเฉพาะเวอร์ชันที่หุ่นดี ผิวขาว หน้าใส
มีคนเล่าว่าเสื้อผ้าในเมืองไทยผลิตมาให้สาวไซซ์เล็ก เลือกไซซ์ยากมากสำหรับคนที่มีเนื้อมีหนัง บางคนก็เคยนอยด์เรื่องสีผิว เรื่องสิว ทั้งที่รู้ว่าไม่ได้แปลว่าสีผิวเข้มจะสกปรก
ทำไมเราถึงอดตัดสินตัวเองไม่ได้
ความสวยผูกกับความสมมาตร และความสมมาตรก็เชื่อมกับวิวัฒนาการ ตั้งแต่ยุคที่มนุษย์เอาหินมาทำอาวุธ เราเลือกหินที่เรียบ ไม่บูดเบี้ยว เพราะมันใช้งานได้ดีกว่า
นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าความสมมาตรของใบหน้าอาจบ่งบอกถึงพันธุกรรมที่ดี ความสวยจึงไม่ใช่เรื่องผิวเผิน แต่มันฝังอยู่ในสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน
ปัญหาคือเราควรใช้มันตัดสินตัวเอง ไม่ใช่ตัดสินคนอื่นว่าใครสวยใครไม่สวย เราคิดในใจได้ แต่ไม่มีสิทธิ์พูดออกไปให้ใครเสียความมั่นใจ
เจอคนทักเรื่องหน้าตาแล้วทำยังไง
มีคนเล่าว่าจัดฟันมาแล้ว แต่กลับมีคนทักว่าทำไมดูเหมือนฟันเหยิน ความมั่นใจที่เพิ่งสร้างขึ้นมาหายวับไปในประโยคเดียว
บางคนเจอคนพูดเหน็บว่าแบบนี้ก็ดีแล้วนะ แต่ถ้าทำแบบนั้นจะดีกว่า ซึ่งฟังแล้วเจ็บพอๆ กับคำวิจารณ์ตรงๆ
ความมั่นใจที่สั่นคลอนอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างกลับมาได้ และมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตาเราเลย มันขึ้นอยู่กับว่าเราให้เสียงคนอื่นมีน้ำหนักมากแค่ไหน
แยกให้ออกว่าความไม่ชอบตัวเองมาจากไหน
มีคนเล่าว่าเคยอ้วนถึง 60 กว่ากิโล แล้วรู้สึกอึดอัด ใส่กางเกงยีนส์ก็ยาก นั่นคือการไม่ชอบตัวเองที่มีเหตุผลของตัวเอง ไม่ได้มาจากคำคนอื่น
แต่ถ้าความไม่ชอบตัวเองมาจากคำพูดคนอื่น มันจะต่างออกไป เพราะเรากำลังมองตัวเองผ่านสายตาคนที่ไม่ต้องอยู่กับเราทั้งชีวิต
ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะมีเหตุผลเรื่องสุขภาพของตัวเอง นั่นก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเพราะกลัวสายตาคนอื่น ลองถามก่อนว่ามันคุ้มกับความมั่นใจที่เสียไปไหม
จะอยู่กับ Beauty Standard ยังไงดี
ความสวยสมวัยก็มีเสน่ห์ของมัน ใบหน้าคนเรายังเปลี่ยนไปตามวัย ยังมีอีกหลายปีที่เราจะได้เห็นตัวเองในเวอร์ชันใหม่ๆ
คำถามที่ควรถามตัวเองคือเราชอบหน้าตัวเองขนาดนั้นไหม ถ้าตอบตามจริงแล้วยังไม่ชอบ มันก็ไม่เป็นไร เพราะความรู้สึกนั้นยังเถียงกับตัวเองได้เสมอ
บางทีมันรู้สึกไม่ชอบตัวเองแบบนี้เลย ถ้าเป็นอย่างงั้นมันก็น่าจะดีเนอะ
สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้คือเราเลือกให้มาตรฐานไหนมีอำนาจเหนือใจเรา และเราเลือกจะพูดกับตัวเองยังไงในวันที่รู้สึกไม่สวย
ทีม Alljit
บทความนี้เรียบเรียงจากรายการของ Alljit ที่พูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และคนที่เคยผ่านเรื่องนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย