Alljit Blog

ควรไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ต่างกันยังไง

จิตแพทย์เป็นแพทย์ วินิจฉัยและสั่งยาได้ ส่วนนักจิตวิทยาเน้นพูดคุยบำบัดและใช้แบบทดสอบ แต่จ่ายยาไม่ได้

ทั้งสองอาชีพดูแลเรื่องเดียวกันคือใจของคน และในโรงพยาบาลหลายแห่งก็ส่งต่อกันไปมาอยู่แล้ว เลือกทางไหนก่อนก็ไม่ใช่ความผิดที่จะเสียหาย

หน้านี้รวมสิ่งที่คนมักค้างคาก่อนตัดสินใจ ตั้งแต่แบบไหนเรียกว่าถึงเวลาไปแล้ว ไปได้ที่ไหน ไปครั้งแรกเจออะไร ไปจนถึงถ้ายังไม่กล้าไปจะเริ่มตรงไหนก่อนดี

18 บทความในกลุ่มนี้

จิตแพทย์กับนักจิตวิทยา ต่างกันยังไง แล้วเราควรไปหาใคร

จิตแพทย์จบแพทยศาสตร์แล้วเรียนต่อเฉพาะทางจิตเวช จึงวินิจฉัย สั่งยา ปรับยา และวางแผนการรักษาได้

นักจิตวิทยาทำงานด้วยการพูดคุย ทำจิตบำบัด และใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา แต่จ่ายยาหรือปรับยาให้ไม่ได้

เกณฑ์เลือกง่าย ๆ มีสองข้อ

และถ้ายังเลือกไม่ถูกจริง ๆ เริ่มทางไหนก่อนก็ได้ เพราะทั้งสองฝั่งส่งต่อกันได้เสมอ

  • ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบร่างกายชัดเจนแล้ว เช่น นอนไม่หลับติดต่อกันหลายสัปดาห์ น้ำหนักเปลี่ยนเร็ว หรือรู้สึกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้ เริ่มที่จิตแพทย์จะตรงกว่า
  • ถ้าสิ่งที่อยากได้คือคนที่ช่วยคลี่เรื่องในใจไปทีละชั้นจนเข้าใจตัวเองมากขึ้น นักจิตวิทยาคือทางที่ตรงกว่า

แบบไหนถึงเรียกว่าถึงเวลาไปหาหมอแล้ว

เกณฑ์ที่คนส่วนใหญ่ใช้คือรอให้อาการหนักพอก่อนค่อยไป ซึ่งเป็นเส้นที่ไม่มีใครตอบแทนเราได้สักคน เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงกว่าคือคำถามสามข้อนี้

จริง ๆ แล้วไม่ต้องรอให้เข้าเกณฑ์อะไรเลยก็ไปได้ เหมือนตอนปวดท้องแล้วเราไปหาหมอโดยไม่ต้องรอจนทนไม่ไหว

  • สิ่งที่เราใช้ประคองใจอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการดื่ม การกิน หรือการไถฟีดจนดึก เรายังควบคุมมันได้อยู่ไหม หรือมันเริ่มควบคุมเราแล้ว
  • เอาตัวเองเป็นไม้บรรทัด อารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากที่เราเคยเป็นหรือเปล่า
  • ความเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มกินพื้นที่ของงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์แล้วหรือยัง

อยากไปแต่ไม่กล้า กลัวโดนตัดสิน ทำยังไงดี

สิ่งที่ขวางคนส่วนใหญ่ไว้ไม่ใช่เรื่องเงินหรือเวลา แต่เป็นความกลัว

ข้อที่คนมักไม่รู้คือ เรื่องที่เรารู้สึกว่าเล็ก คือเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญนั่งฟังอยู่ทุกวัน และไม่มีเกณฑ์ว่าต้องทุกข์ถึงระดับไหนถึงจะมีสิทธิ์นั่งลงคุย

ถ้าการเดินเข้าไปในห้องยังหนักเกินไป การเริ่มจากการปรึกษาออนไลน์ หรืออ่านประสบการณ์ของคนที่เคยไปมาก่อน ช่วยให้ความกลัวเบาลงได้จริง

และต้องบอกตามตรงว่าการพูดคุยบำบัดไม่ได้สบายเสมอไป บางช่วงรู้สึกเจ็บกว่าเดิมก่อนจะค่อย ๆ คลี่ออก รู้ไว้ล่วงหน้าจะได้ไม่ตกใจแล้วเลิกกลางทาง

  • กลัวถูกตัดสิน กลัวถูกมองว่าไม่ปกติ
  • กลัวว่าเรื่องของเราจะดูเล็กเกินกว่าจะเอาไปเล่า
  • กลัวเพราะไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วจะเจออะไร

ไปครั้งแรกต้องเตรียมอะไร แล้วในห้องเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ไม่ต้องเตรียมสคริปต์ ไม่ต้องเรียบเรียงให้สวย เตรียมแค่สองอย่างก็พอ

ครั้งแรกส่วนใหญ่เป็นการทำความรู้จักและเก็บข้อมูล ยังไม่ใช่การแก้ทุกอย่างให้จบในวันเดียว จึงไม่ต้องกดดันตัวเองว่าต้องเล่าให้ครบ

ถ้าคุยแล้วรู้สึกไม่เข้ากัน การขอเปลี่ยนคนไม่ใช่ความล้มเหลวของเรา เพราะผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนถนัดคนละแบบ การหาคนที่คุยแล้วรู้สึกปลอดภัย คือส่วนหนึ่งของกระบวนการอยู่แล้ว

  • ช่วงเวลาที่เริ่มรู้สึกแบบนี้
  • เรื่องที่กระทบชีวิตประจำวันมากที่สุดในตอนนี้
  • ถ้ากินยาหรืออาหารเสริมอะไรอยู่ ถ่ายรูปฉลากไปด้วยจะช่วยได้มาก

เช็คอาการแล้วสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไรสักอย่าง ไปต่อยังไง

อาการบางอย่างอ่านแล้วตรงกับตัวเองจนอยากสรุปเลยว่าเราเป็น

บทความในกลุ่มนี้ช่วยให้เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถูกชื่อ และเลิกคิดว่าตัวเองแปลกอยู่คนเดียว แต่การอ่านแล้วตรงยังไม่ใช่การวินิจฉัย เพราะหลายอาการทับซ้อนกันและต้องดูบริบททั้งชีวิตประกอบ

ขั้นต่อไปที่ทำได้เลยคือจดไว้ว่าเป็นบ่อยแค่ไหน เป็นตอนไหน และกระทบอะไรบ้าง แล้วเอาสิ่งที่จดไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ จะได้คำตอบเร็วกว่าการนั่งเทียบอาการกับบทความไปเรื่อย ๆ

  • สมาธิสั้นในผู้ใหญ่ที่วอกแวกจนทำงานไม่จบสักชิ้น
  • ความกลัวบางอย่างที่รุนแรงเกินกว่าเหตุผลจะอธิบายได้
  • ความรู้สึกว่าโลกรอบตัวเหมือนไม่มีอยู่จริง

ไปหาได้ที่ไหนบ้าง แล้วต้องใช้เงินเท่าไหร่

ทางเลือกหลักมีสามทาง

ค่าใช้จ่ายต่างกันมากตามสถานที่และสิทธิที่เรามีอยู่ วิธีที่ชัวร์ที่สุดคือโทรถามค่าบริการและเอกสารที่ต้องใช้ก่อนนัด

ถ้าตอนนี้ยังไม่พร้อมจองคิวแต่อยากคุยกับใครสักคนก่อน สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิตโทรได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

และก่อนจะเริ่มต้น อยากให้ตั้งความคาดหวังไว้ให้ตรงความจริงว่า สุขภาพจิตที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องไม่ทุกข์ไม่เศร้าเลย

  • โรงพยาบาลรัฐและสถาบันจิตเวช ใช้สิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมได้ ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดแต่คิวมักยาว
  • โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกเฉพาะทาง นัดได้เร็วกว่าแต่จ่ายเอง
  • บริการปรึกษาออนไลน์ เหมาะกับคนที่ยังไม่พร้อมเดินเข้าไปเจอหน้ากัน

คำถามที่คนถามบ่อย

จิตแพทย์กับนักจิตวิทยา ต่างกันยังไง

จิตแพทย์เป็นแพทย์ที่เรียนต่อเฉพาะทางจิตเวช จึงวินิจฉัย สั่งยา และปรับยาได้ ส่วนนักจิตวิทยาทำงานด้วยการพูดคุย ทำจิตบำบัด และใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา แต่จ่ายยาไม่ได้

ในโรงพยาบาลหลายแห่งทั้งสองฝั่งทำงานร่วมกันและส่งต่อกันได้ เราจึงไม่ต้องกลัวว่าเลือกผิดแล้วจะเสียเวลาเปล่า

อาการยังไม่หนัก ไปหาหมอได้ไหม

ไปได้ ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำว่าต้องทุกข์ถึงระดับไหนถึงจะมีสิทธิ์ไป ถ้ารู้สึกว่าอยากไป นั่นก็เป็นเหตุผลที่พอแล้ว และการไปตั้งแต่ยังพอไหว มักใช้เวลาและแรงน้อยกว่าการรอจนทนไม่ไหวแล้วค่อยไป

ไปหาจิตแพทย์แล้วต้องกินยาเสมอไหม

ไม่เสมอไป แนวทางขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจอตอนประเมิน บางคนได้ยา บางคนได้แนวทางปรับพฤติกรรมหรือถูกส่งต่อไปทำจิตบำบัด ถ้ากังวลเรื่องยา บอกหมอตรง ๆ ได้เลยว่ากังวลอะไร เพราะเป็นข้อมูลที่หมอต้องใช้ในการวางแผนอยู่แล้ว

ไปครั้งแรกต้องพูดอะไร ถ้าพูดไม่ออกจะทำยังไง

พูดไม่ออกเป็นเรื่องปกติมากในครั้งแรก และผู้เชี่ยวชาญจะเป็นฝ่ายถามนำเอง หน้าที่ของเราคือตอบเท่าที่ตอบได้ ถ้ากลัวลืม เขียนโน้ตในมือถือไปสามบรรทัดก็พอ ว่าเริ่มรู้สึกแบบนี้ตอนไหน กระทบอะไรบ้าง และอยากได้อะไรจากการมาวันนี้

เรื่องที่เล่าไป จะมีคนอื่นรู้ไหม

ข้อมูลในการปรึกษาถือเป็นข้อมูลสุขภาพที่มีการรักษาความลับ ไม่ได้ถูกนำไปบอกครอบครัวหรือที่ทำงานโดยที่เราไม่ยินยอม

ข้อยกเว้นที่ผู้เชี่ยวชาญมักแจ้งไว้ตั้งแต่ครั้งแรกคือกรณีที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตของเราหรือของคนอื่น ถ้ากังวลเรื่องนี้ ถามให้ชัดตั้งแต่ต้นได้เลย

ถ้ายังไม่กล้าไปเจอหน้าจริง ๆ เริ่มจากอะไรได้บ้าง

เริ่มจากช่องทางที่ถอยออกมาได้ง่ายก่อน เช่น การปรึกษาออนไลน์ หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ที่ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

อีกวิธีที่ช่วยได้จริงคืออ่านประสบการณ์ของคนที่เคยไปมาก่อน เพราะความกลัวส่วนใหญ่มาจากการไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วจะเจออะไร

บทความทั้งหมดในกลุ่มนี้

เรื่องใกล้เคียง

หน้านี้รวมบทความของ Alljit ที่ตอบคำถามเดียวกัน เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย ถ้าตอนนี้รู้สึกไม่ไหว โทร 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง