Alljit Blog
แอป Alljit

รู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง ทำไงดี

ความรู้สึกว่า "เราไม่มีคุณค่า" มักไม่ได้มาจากเหตุผลเดียว และแทบไม่เคยมาตัวคนเดียว บางวันมันมาในรูปของการเกลียดตัวเอง บางวันมาเป็นความไม่มั่นใจ การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การต้องทำทุกอย่างให้เพอร์เฟกต์ หรือการโทษตัวเองซ้ำ ๆ กับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่ช่วยได้จริงในขั้นแรกคือการแยกให้ออกว่าตอนนี้เรากำลังอยู่กับแบบไหน เพราะแต่ละแบบต้องการการดูแลไม่เหมือนกัน หน้านี้รวมทุกเรื่องที่ Alljit เคยคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้ในที่เดียว เลือกอ่านจากความรู้สึกที่ใกล้ตัวคุณที่สุดได้เลย

42 บทความในกลุ่มนี้

รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เกิดจากอะไร

คุณค่าในตัวเอง (self-esteem) ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเรา แต่เป็น "คำตัดสิน" ที่เราเรียนรู้มาจากประสบการณ์ จากคำพูดของคนรอบตัว และจากสิ่งที่เราถูกสอนว่าต้องเป็นถึงจะถูกรัก มันจึงขึ้นลงได้ตามวัน และคนที่เคยรู้สึกดีกับตัวเองก็มีวันที่รู้สึกไร้ค่าได้เหมือนกัน จุดที่หลายคนติดคือการวัดคุณค่าจาก "สิ่งที่เราทำได้" อย่างเดียว พอทำไม่ได้ คุณค่าก็หายไปทั้งก้อน การแยกระหว่างสิ่งที่เราทำ กับสิ่งที่เราเป็น เป็นจุดเริ่มต้นที่นักจิตวิทยาพูดถึงบ่อยที่สุด และบางครั้งความรู้สึกไร้ค่าก็ไม่ได้แปลว่าเราแย่ แต่แปลว่าเราอยู่ในที่ที่ยังไม่เห็นเรา

เกลียดตัวเอง ไม่ชอบตัวเองเลย ต้องรักตัวเองยังไง

ทุกวันนี้คำว่า "รักตัวเอง" อยู่เต็มฟีดจนบางครั้งมันกลายเป็นความกดดันอีกชั้นหนึ่ง คือนอกจากจะรู้สึกแย่แล้ว ยังรู้สึกผิดที่รักตัวเองไม่เป็นอีก ความจริงคือความเกลียดตัวเองบางส่วนไม่ได้เกิดจากเราเอง แต่เป็นเสียงของคนอื่นที่เราจำมาพูดกับตัวเองทุกวัน ทั้งจากการถูกตีตรา และจากการที่เราเอาสิ่งที่ไม่ชอบในตัวเองไปมองเห็นในคนอื่น การเริ่มต้นจึงไม่ใช่การบังคับตัวเองให้รักตัวเองให้ได้ในวันเดียว แต่คือการหยุดต่อว่าตัวเองสักหนึ่งประโยค แล้วถามว่าประโยคนั้นเป็นของใคร

ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง ทำยังไงดี

ความมั่นใจกับคุณค่าในตัวเองไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ความมั่นใจผูกอยู่กับ "เรื่องใดเรื่องหนึ่ง" เช่น งาน การพูด หรือหน้าตา ส่วนคุณค่าในตัวเองคือฐานที่อยู่ข้างล่างอีกที คนที่เก่งมากแต่ไม่กล้ารับคำชมจึงมีอยู่จริง เพราะคำชมไปขัดกับภาพที่เขามีต่อตัวเอง เรื่องรูปร่างหน้าตาก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากกระจก แต่เริ่มจากสายตาและคำพูดของคนอื่นที่เราเก็บมาไว้ข้างใน การฝึกที่พอทำได้คือค่อย ๆ สังเกตว่าเรากำลังมองตัวเองด้วยมาตรฐานของใคร และมาตรฐานนั้นยุติธรรมกับเราหรือเปล่า

เห็นคนอื่นดีกว่า เปรียบเทียบตัวเองจนรู้สึกแย่ หยุดยังไง

การเปรียบเทียบเป็นกลไกปกติของสมองที่ใช้ตอบคำถามว่า "ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน" มันจึงหยุดไม่ได้ด้วยการสั่งให้หยุด สิ่งที่ทำให้เจ็บไม่ใช่การเปรียบเทียบเอง แต่คือการเอาช่วงที่แย่ที่สุดของเราไปวางข้างช่วงที่ดีที่สุดของคนอื่น ซึ่งฟีดโซเชียลถูกออกแบบมาให้เราเห็นแค่ด้านนั้นพอดี ส่วนความอิจฉาที่ตามมาก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย นักจิตวิทยามองว่ามันเป็นสัญญาณที่บอกว่ามีบางอย่างในใจเรายังไม่ถูกเติมเต็ม ถ้าฟังมันแทนที่จะดุตัวเอง มันจะบอกได้ว่าเราอยากได้อะไรจริง ๆ

ต้องเพอร์เฟกต์ตลอดเวลา จนกดดันตัวเอง เป็นเพราะอะไร

ความอยากทำให้ดีที่สุดไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือตอนที่เราอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกดีได้เฉพาะเมื่อผลออกมาสมบูรณ์แบบเท่านั้น หลายคนจึงลงเอยด้วยการไม่เริ่มเลย เพราะถ้าไม่เริ่มก็ยังไม่ต้องพบว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ ซึ่งเป็นอาการที่คนเรียกกันว่า Lazy Perfectionist และมันไม่ใช่ความขี้เกียจอย่างที่ถูกตัดสิน อีกมุมที่ช่วยได้คือการฝึกมองความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่หลักฐานว่าเราไม่เก่ง เหมือนแนวคิดคินสึงิของญี่ปุ่นที่ซ่อมรอยแตกด้วยทอง แล้วนับรอยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความสวยงาม

ชอบโทษตัวเอง จมอยู่กับเรื่องที่ผ่านมา ปล่อยวางยังไง

การโทษตัวเองมักแฝงมาในรูปที่ดูเหมือนความรับผิดชอบ แต่เส้นแบ่งอยู่ตรงที่ความรับผิดชอบพาเราไปแก้ไข ส่วนการโทษตัวเองพาเราไปด่าทอตัวเองซ้ำ ๆ โดยไม่มีอะไรเปลี่ยน เรื่องในอดีตที่กลับไปแก้ไม่ได้จึงเป็นกับดักที่ใหญ่ที่สุด เพราะใจเราพยายามหาทางออกจากสิ่งที่ไม่มีทางออกแล้ว การให้อภัยตัวเองไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สำคัญ แต่แปลว่าเรายอมให้ตัวเองเป็นมนุษย์ที่ผิดพลาดได้ และในวันที่ยังทำไม่ได้ การให้กำลังใจตัวเองแบบง่าย ๆ ก็นับว่าพอแล้ว

คำถามที่คนถามบ่อย

รู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง แปลว่าเป็นซึมเศร้าหรือเปล่า

ไม่จำเป็นเสมอไป การรู้สึกไร้ค่าเป็นมุมมองที่เรามีต่อตัวเอง ซึ่งเกิดขึ้นได้ในคนที่ไม่ได้มีภาวะซึมเศร้าเช่นกัน แต่ทั้งสองอย่างก็ทับซ้อนกันได้บ่อย ถ้าความรู้สึกนี้อยู่กับเราแทบทุกวันต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ ๆ จนกระทบการนอน การกิน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การไปคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เป็นทางที่ตรงกว่าการเดาเอง

คุณค่าในตัวเอง กับ ความมั่นใจ ต่างกันยังไง

ความมั่นใจ (self-confidence) ผูกกับเรื่องเฉพาะ เช่น มั่นใจเวลาทำงานที่ถนัด แต่ไม่มั่นใจเวลาต้องพูดต่อหน้าคน ส่วนคุณค่าในตัวเอง (self-esteem) คือความรู้สึกพื้นฐานว่าเราเป็นคนที่มีค่าพอ โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไร คนที่เก่งและมั่นใจในงานมาก ๆ จึงยังรู้สึกไร้ค่าได้ เพราะสองอย่างนี้อยู่คนละชั้นกัน

อยากรักตัวเอง แต่ยังไม่รู้สึกอะไรเลย เริ่มจากตรงไหนดี

ไม่ต้องเริ่มจากความรู้สึกก็ได้ เพราะความรู้สึกมักมาทีหลังการกระทำ เริ่มจากเรื่องเล็กที่ทำได้จริงในวันนี้ เช่น ได้กินข้าว ได้นอนพอ หรือหยุดพูดกับตัวเองด้วยประโยคที่เราจะไม่พูดกับเพื่อน การรักตัวเองในมุมของจิตแพทย์ก็ไม่ได้แปลว่าต้องชอบตัวเองทุกด้าน แต่คือการดูแลตัวเองต่อไปแม้ในวันที่ยังไม่ชอบ

รู้ว่าการเปรียบเทียบไม่ดี แต่ก็หยุดไม่ได้ ทำยังไง

การเปรียบเทียบเป็นวิธีที่สมองใช้ประเมินตำแหน่งของตัวเอง จึงห้ามให้หายไปไม่ได้ สิ่งที่พอทำได้คือเปลี่ยนสิ่งที่เราเอาไปเทียบ จากการเทียบกับคนอื่น มาเป็นการเทียบกับตัวเราเมื่อเดือนที่แล้ว และลดเวลาอยู่กับฟีดที่แสดงเฉพาะด้านที่ดีที่สุดของคนอื่นลง ในวันที่เผลอเทียบไปแล้ว การรู้ทันว่า "ตอนนี้เรากำลังเทียบอยู่" ก็ช่วยให้ความคิดไม่ไหลไปไกลเท่าเดิม

อิจฉาเพื่อน แล้วรู้สึกผิดกับตัวเอง ผิดปกติไหม

เป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่ดี ความอิจฉามักเป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างที่เราต้องการแต่ยังไม่ได้ หรือมีบางส่วนในใจที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม การลองถามตัวเองว่าเราอิจฉา "อะไร" กันแน่ มักให้คำตอบที่ใช้ได้จริงมากกว่าการดุตัวเองว่าอย่าอิจฉา

เป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ แปลว่าไม่ดีเลยหรือ

ไม่เชิง ความใส่ใจรายละเอียดและมาตรฐานสูงเป็นข้อดีที่ใช้ได้จริงในหลายงาน สิ่งที่ต้องระวังคือตอนที่มาตรฐานนั้นย้อนกลับมาทำให้เราไม่กล้าเริ่ม กลัวความผิดพลาดจนผัดวัน หรือรู้สึกแย่กับตัวเองทุกครั้งที่ผลไม่เป๊ะ จุดที่ควรปรับจึงไม่ใช่การลดมาตรฐานทิ้ง แต่คือการแยกมาตรฐานของงานออกจากคุณค่าของคนทำ

บทความทั้งหมดในกลุ่มนี้

เรื่องใกล้เคียง

หน้านี้รวมบทความของ Alljit ที่ตอบคำถามเดียวกัน เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะราย ถ้าตอนนี้รู้สึกไม่ไหว โทร 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง